http://www.sugarzone.in.th

 


ข่าวเศรษฐกิจเกี่ยวกับอ้อยและน้ำตาล(เดือนมิถุนายน 2554)

ธปท.อุ้มค่าบาทดันทุนสำรองพุ่ง

รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 22 ก.ค. มีจำนวน 185,900 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ จากสัปดาห์ก่อน 184,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ กดดันให้ค่าเงินบาทเทียบเงินสกุลสหรัฐแข็งค่าขึ้น และการเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของธปท.

นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. กล่าวว่า ไทยยังมีแนวโน้มต้องเผชิญต่อภาวะความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายต่างประเทศต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี แต่ไม่ถือว่ามีความผิดปกติ และยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ

ทั้งนี้ช่วงวันที่ 1-25 ก.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเลือกตั้งผ่านพ้นไปได้ดี ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศหันกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดพันธบัตรไทยอีกครั้ง


จาก http://www.khaosod.co.th  วันที่ 30 กรกฎาคม 2554

"ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม"เตรียมนโยบายเสนอรัฐบาลใหม่ 7 ข้อ เน้นเรื่องเร่งด่วนที่สุด

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงนโยบายที่จะเสนอต่อรัฐบาลใหม่ ว่า ขณะนี้ได้สังการให้แต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมเสนอเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลเพื่อให้ทำงานในทิศทางเดียวกับนโยบายรัฐบาลใหม่ โดยเบื้องต้นได้ข้อสรุปเตรียมเสนอ 7 เรื่อง ได้แก่ 1. โครงการลงทุนเหล็กต้นน้ำคุณภาพสูง 2. แนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ซึ่งทำอยู่แล้ว 20-30 โครงการ

3. การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ โดยต้องให้เป็นประโยชน์สำหรับโรงงานน้ำตาล ชาวไร่อ้อย และประชาชนผู้บริโภคด้วย 4. การบริหารจัดการอุตสาหกรรมเหมืองแร่เชิงลึกเพื่อจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติให้มีความสมดุล โดยฟื้นฟูคืนสภาพสู่ธรรมชาติ และทำการศึกษาเหมืองแร่หมดอายุว่าสามารถฟื้นฟูเพื่อพัฒนาเป็นเหมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้หรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูแลเรื่องของความปลอดภัยด้วย 5. การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ อีโคทาว และอุตสาหกรรมสีเขียว 6. โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 7. เพิ่มขีดความสามารถสถาบันอิสระในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยได้มอบหมายให้แต่ละสถาบันทำแผนบูรณการเสนอภายในวันที่ 5 ส.ค. นี้

นอกจากนี้นายวิฑูรย์ ยังกล่าวอีกว่า ในวันที่ 2 ส.ค. จะมีการประชุมข้าราชการหน่วยงานในสังกัดกระทรวง โดยจะหารือใน 3. ประเด็น 1. โครงการที่สำเร็จแล้ว 2. โครงการที่ค้างอยู่ และ 3. นำนโยบายของพรรคเพื่อไทยมากาง และเทียบว่ามีอะไรบ้างที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะทำและเดินหน้าไปด้วยกันกับนโยบายยรัฐบาล


จาก http://www.siamrath.co.th  วันที่ 29 กรกฎาคม 2554

น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ระดมทุกภาคส่วนหาแนวทางแก้มลพิษ สวล.ในชุมชน

บ.น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ร่วมกับบ.กาฬสินธุ์ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี ประชุมกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์(ส่วนขยาย)และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล(ส่วนขยาย) เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน ผู้นำชุมชน และประชาชน ร่วมเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้ครบถ้วนรอบด้านมากที่สุด

กาฬสินธุ์ - โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ร่วมกับโรงไฟฟ้าชีวมวลเดินหน้าระดมความคิดเห็น เพื่อป้องกันและร่วมกันเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในชุมชน

วันนี้ (29 ก.ค.) บริษัท น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด ร่วมกับบริษัท กาฬสินธุ์ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี จำกัด จัดการประชุมกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ (ส่วนขยาย) และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล (ส่วนขยาย) เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน ผู้นำชุมชน และประชาชน ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีส่วนร่วมเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

พร้อมกับเสนอแนวทางการประเมิน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้ครบถ้วน รอบด้านและให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยมีนายวีระวัฒน์ วงศ์ว่องไว นายอำเภอกุฉินายราณ์ นายสมชาย จันทร์เศรษฐี รองผู้อำนวยการโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงานเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นกว่า 500 คน ที่ลานอเนกประสงค์โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์

นายสมชาย จันทร์เศรษฐี รองผู้อำนวยการโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ทำการผลิตน้ำตาลทราย โดยมีขนาดกำลังการผลิต 18,000 ตันอ้อยต่อวัน และมีแผนการขยายกำลังการผลิตเป็น 20,000 ตันอ้อยต่อวัน ซึ่งมีการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตต่างๆ เพิ่มขึ้นในสายการผลิตที่ 2 และปรับปรุงบางส่วนของสายการผลิตที่ 1

โดยการดำเนินงานของโรงงานและการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าชีวมวลจะต้องไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่รอบโรงงาน ดังนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วมในการเสนอประเด็นและแนวทางในการประเมินผลกระทบด้วยสิ่งแวดล้อมให้ครบถ้วนและรอบด้านมากที่สุด

จึงได้จัดการประชุมกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพขึ้น ตามแนวทางการการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อทางสังคมในกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 29 กรกฎาคม 2554

"หมอดิน"เล็งปรับใหญ่ระบบไอที เน้นเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย พัฒนาพื้นที่เพาะปลูกเต็มศักยภาพ

นายเกรียงศักดิ์ หงษ์โต รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะทำให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าถึงและเชื่อมโยงรวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้อย่างรวดเร็วขึ้น โดยกรมฯมีการให้บริการด้านข้อมูลด้านแผนที่ การจัดระบบองค์ความรู้ด้านดินและการจัดการดิน การให้บริการเรียนรู้แก่ประชาชนเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องการใช้สารเคมี ซึ่งมีผลกระทบต่อดินและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดยใช้ระบบ KM ในรูปแบบ e-learning อาทิ หลักสูตรปุ๋ยอินทรีย์น้ำ จุลินทรีย์ดิน ควบคุมโรคพืช การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝก การดูแลรักษาทรัพยากรดินด้วยตนเอง

รวมทั้งยังมีการให้บริการสารสนเทศการพัฒนาที่ดินบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น รูปแบบการทำการเกษตรแนวเศรษฐกิจพอเพียง หรือ ทฤษฎีใหม่ ระบบอนุรักษ์ดินน้ำ หรือวิธีการจัดการดิน-การปรับปรุงแก้ไขปัญหาดิน มาสร้างเป็นแบบจำลอง และได้รวบรวมชนิดของดินกว่า 300 ชนิดในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศมาไว้ในพิพิธภัณฑ์ดิน ซึ่งต่อไปข้อมูลดินเหล่านี้ จะถูกนำไปเผยแพร่ให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลในทุกพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรใช้ประโยชน์ในการศึกษาเรียนรู้ว่าสภาพดินในพื้นที่ของตนเองเป็นอย่างไร เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ด้านไหน และถ้าหากมีปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม จะมีวิธีแก้อย่างไร

"เราน่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกก็ว่าได้ที่มีการสำรวจดินแบบละเอียดขนาดนี้ อีกอย่างแหล่งรวบรวมข้อมูลภูมิสารสนเทศของเรา ก็ถือว่าเป็นข้อมูลภูมิสารสนเทศที่ดีที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้ ต่อไปทุกหน่วยงานสามารถนำองค์ความรู้จากสารสนเทศที่มีอยู่นี้ไปใช้ประโยชน์ในการทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น เราพยายามปรับปรุงเรื่องข้อมูลเหล่านี้เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในบางรายที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ไม่เป็น เราก็มีการถ่ายทอดวิธีใช้ให้กับลูกหลานของเกษตรกรให้ช่วยแนะนำให้อีกที หรือหากไม่เข้าใจก็สามารถติดต่อกับหมอดินอาสาหรือสถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้านได้ทุกที่" นายเกรียงศักดิ์ กล่าวและว่า ประชาชนที่สนใจข้อมูลหรืองานด้านบริการต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดิน สามารถเข้าไปหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ldd.go.th


จาก http://www.naewna.com  วันที่ 29 กรกฎาคม 2554

ฟก.พร้อมอนุมัติ130ล้าน รุกพัฒนาอาชีพเกษตรกร เตรียมแผนหนุนขยายตลาด

นาย สมยศ ภิราญคำ รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร(กฟก.) เปิดเผยว่าภายหลัง กฟก. ได้แนะนำให้องค์กรเกษตรกรทั้งกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ เร่งปรับปรุงและแก้ไขแผนหรือโครงการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพใหม่ให้ครบวงจรและ สอดคล้องกับสถานการณ์จริง อาทิ แผนยุทธศาสตร์ของกองทุนฟื้นฟูฯ แผนพัฒนาท้องถิ่น ยุทธศาสตร์พัฒนาระดับจังหวัดหรือระดับประเทศ โดยเน้นยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว และยื่นเสนอให้กองทุนฟื้นฟูฯพิจารณาอีกครั้งโดยเร็ว ปัจจุบันองค์กรเกษตรกรต่างๆ ได้เริ่มทยอยส่งแผนหรือโครงการ กลับคืนมาให้พิจารณาเพื่อขอกู้ยืมเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการฟื้นฟู อาชีพหลัก หรือสร้างอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มเติมรายได้ให้กับสมาชิกแล้ว

โดยในล็อตแรกนี้มีโครงการที่ผ่านการพิจารณาและสามารถอนุมัติเงินสนับสนุนภายใต้อำนาจของเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ วงเงินตั้งแต่ 50,000-500,000 บาทต่อโครงการ มีจำนวน 409 โครงการ โดยมีทั้งกลุ่มปลูกพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ พืชสวน ข้าว กลุ่มเลี้ยงสัตว์ กลุ่มประมง เกษตรผสมผสาน และกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์มีทั้งการผลิตสินค้าอาหารและมิใช่อาหาร ครอบคลุมกว่า 30 ประเภท วงเงินประมาณ 130 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายในเดือน ก.ย.นี้ กองทุนฟื้นฟูฯ จะอนุมัติและจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่องค์กรเกษตรกรที่เสนอโครงการเข้ามาได้ครบทั้ง 409 โครงการ ซึ่งมีสมาชิกองค์กรเกษตรกรได้รับเงินกู้ยืมอัตราดอกเบี้ย 1 %ต่อปี ไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ จำนวน 27,452 รายทั่วประเทศ และคาดว่าจะประสบความสำเร็จไม่น้อยกว่า 80 %

นายสมยศ กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นได้เน้นให้กลุ่มเกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยป้อนให้กับตลาดและผู้บริโภค อนาคตกองทุนฟื้นฟูฯ ได้มีแผนที่จะส่งเสริมสนับสนุนการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อเพิ่มโอกาสและช่วยขยายช่องทางการจำหน่ายผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีเงินเหลือพอที่จะนำมาชำระหนี้คืน โดยขั้นแรกเน้นให้แต่ละกลุ่มช่วยเหลือตนเองพร้อมสร้างเครือข่ายระหว่าง อันจะนำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชน ระดับจังหวัด เชื่อมโยงไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับประเทศได้

"โครงการฯ ที่กลุ่มเกษตรกรเสนอเข้ามาให้พิจารณาส่วนใหญ่ทำกิจกรรมเชิงเดี่ยว กองทุนฟื้นฟูฯได้ให้ปรับกิจกรรมฟื้นฟูอาชีพจากเดิมที่เป็นกิจกรรมเชิงเดี่ยว ให้มีอย่างน้อย 3 กิจกรรมที่เกื้อกูลกัน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความยั่งยืน" นายสมยศกล่าว


จาก http://www.naewna.com  วันที่ 29 กรกฎาคม 2554

สปก.ปั้นปราชญ์เกษตรพอเพียง ยกคุณภาพชีวิตชาวบ้านเขตปฏิรูป

นายวีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า นอกเหนือจากภารกิจหลักด้านการจัดที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยแก่เกษตรกรแล้ว ส.ป.ก. ยังให้ความสำคัญด้านการสร้างเครือข่ายปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเป็นตัวแทนที่จะนำความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ มาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อพัฒนาอาชีพต่อไป

โดยการขับเคลื่อนปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ส.ป.ก.ได้สนับสนุนการฝึกอบรม และจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการศึกษาหาความรู้ ศึกษาดูงานในพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อให้ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงมีความรู้และสามารถนำความรู้ไปพัฒนาเกษตรกรและชุมชนในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเครือข่ายในการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรต่างๆที่หลากหลาย อันเป็นงานในภารกิจที่เชื่อมโยงระหว่างส.ป.ก.กับเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี เพราะการสื่อสารที่ใช้ภาษาท้องถิ่นหรือภาษาพื้นบ้านที่มีภาษาเดียวกันเป็นพื้นฐาน จะเกิดความรู้ ความเข้าใจในองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ ที่สัมฤทธิ์ผลได้เร็วยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ส.ป.ก. มีปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดิน 70 จังหวัด รวม 118 ราย ส.ป.ก.มั่นใจว่าปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงของส.ป.ก. จะเป็นกำลังพลสำคัญด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารความรู้ที่หลากหลายที่มากด้วยคุณค่าแห่งความรู้ สามารถสร้างปราชญ์เกษตรฯ เป็นเครือข่ายและกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรต่อไป


จาก http://www.naewna.com  วันที่ 28 กรกฎาคม 2554

น้ำตาลโลกผันผวนอีก2-3ปีแพงขึ้น

ราคาน้ำตาลตลาดโลกผันผวน แนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีก 2-3 ปี เหตุบราซิลผลผลิตอ้อยน้อย ส่งผลดีต่อส่งออกไทย หวังรัฐบาลเร่งพัฒนาและเพิ่มผลผลิต และคุณภาพ รับราคาน้ำตาลตลาดโลกสูง

นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับบริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย (อนท.) ว่า ขณะนี้แนวโน้มราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดโลกอยู่ในภาวะผันผวน โดยเริ่มมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากบราซิลเกิดภาวะแห้งแล้ง ปริมาณผลผลิตอ้อยลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ที่ 533 ล้านตันอ้อย เหลือ 525 ล้านตันอ้อย ซึ่งในปีก่อนมีผลผลิตทั้งสิ้น 557 ล้านตันอ้อย ทำให้ปริมาณน้ำตาลจะหายไปประมาณ 2-3 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาปิดตลาด ณ วันที่ 26 ก.ค. 2554 ราคาซื้อขายล่วงหน้าเดือนต.ค. 2554 อยู่ที่ 30.94 เซนต์ต่อปอนด์ และราคาซื้อขายล่วงหน้า 3 ปี อยู่ที่ 22 เซนต์ต่อปอนด์ ซึ่งถือเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมอ้อยของไทยอย่างมาก

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับกับแนวโน้มราคาที่อาจจะสูงขึ้นต่อไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยการพัฒนาศักยภาพการปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นจากปีนี้ ที่ผลิตได้ 95 ล้านตัน แต่คุณภาพอ้อยยังไม่ดีเท่าที่ควร รวมทั้งต้องมีการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วย ซึ่งโครงการสร้างดังกล่าวจะนำเสนอต่อนรัฐบาลใหม่ด้วย

“ตอนนี้ไทยได้ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำตาลในปีหน้าไปแล้ว 85% โดยทำราคาเฉลี่ยได้ที่ระดับ 24.62 เซ็นต์ต่อปอนด์ ซึ่งยังเหลืออีก 15% ที่จะต้องติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด โดยจะพยายามขายให้ได้ในระดับราคาที่สูงที่สุด เพราะจะส่งผลต่อราคาอ้อยในประเทศด้วย” นายประเสริฐ กล่าว

สำหรับแนวทางที่เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ได้แก่ การศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการว่าจ้างที่ปรึกษาคาดว่าจะเสร็จในเร็วๆ นี้ซึ่งการศึกษาดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ดำเนินการเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงาน 5 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) เพื่อนำส่งกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.)ในการชำระหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ที่จะครบสิ้นปี โดยการศึกษาจะสรุปว่าควรจะยกเลิก หรือลดการเก็บมากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้การศึกษายังรวมถึงการเพิ่มโอกาสของอุตสาหกรรมอ้อยไปสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่องได้แก่ เอทานอล ไบโอชีวภาพ เพื่อเปิดทางให้ชาวไร่อ้อยได้มีทางเลือกมากขึ้นซึ่งสิ่งสำคัญคือจะต้องทำอย่างไรให้อ้อยมีผลผลิตที่สม่ำเสมอและมีเสถียรภาพให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องมั่นใจได้ซึ่งจะต้องคำนึงถึงรายได้ของเกษตรกรที่ต้องมั่นคง

นายประกิต ประทีปะเสน ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า เป็นโอกาสดีของรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาในช่วงที่ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายในประเทศมีปริมาณมากโดยคาดว่าปี 2554/2555 ผลผลิตอ้อยจะแตะระดับ 100 ล้านตัน และราคาขายก็ยังอยู่ในระดับที่ดี จึงต้องการเห็นการทำงานแบบบูรณาการที่เชื่อมโยง ของหลายกระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาพันธุ์อ้อย การพัฒนาแหล่งน้ำ

กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องพิจารณาภาพรวมของอุตสาหกรรม ว่าโครงสร้างราคาแบบใดที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย กระทรวงพาณิชย์ควรมีบทบาทในการส่งเสริมการค้าน้ำตาลทราย กระทรวงศึกษาธิการ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้กับเยาวชน กระทรวงมหาดไทยจะช่วยดูแลเรื่องของการลักลอบขายน้ำตาลตามตะเข็บชายแดน เป็นต้น


จาก http://www.posttoday.com  วันที่ 27 กรกฎาคม 2554

เอกชนวอน รบ.ใหม่ช่วยดูแลใส่ใจอุตฯ อ้อย-น้ำตาล เพื่อเพิ่มมูลค่าทาง ศก.

อุตฯ “อ้อย-น้ำตาล” ฝากรัฐบาลใหม่สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร เพิ่มผลผลิตต่อไร่ พร้อมแนะให้ใส่ใจ เพราะมีมูลค่าทาง ศก.สูงถึง 2 แสนล้านบาท มีการจ้างงาน 6 แสนราย

นายประกิต ประทีปะเสน ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า นับเป็นโอกาสดีของรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาในช่วงที่ผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายในประเทศมีปริมาณมาก และราคาขายก็ยังอยู่ในระดับที่ดี ซึ่งภาวะอย่างนี้เหมาะสมสำหรับการผลักดันให้เกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการพาณิชย์ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอ้อยและน้ำตาลทราย โดยประสานนโยบายของหลายกระทรวง ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ และอาจต้องมองไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงมหาดไทยด้วย

“รัฐบาลต้องให้ความใส่ใจกับอุตสาหกรรมนี้อย่างมาก เพราะเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยโดยมีมูลค่าถึง 2 แสนล้านบาท ทำรายได้เข้าประเทศปีละกว่าแสนล้านบาท มีเกษตรกรและผู้ที่ได้รับการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้กว่า 600,000 คน”

ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาพันธุ์อ้อยที่มีคุณภาพนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องเข้ามามีบทบาท อีกทั้งต้องส่งเสริมเทคนิคและความรู้เรื่องการเพาะปลูกอ้อยที่จะทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาแหล่งน้ำที่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูก

ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ต้องพิจารณาภาพรวมของอุตสาหกรรม ว่า โครงสร้างราคาแบบใดที่เป็นธรรมและเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายมากที่สุด คือ สามารถสร้างแรงจูงใจแก่ชาวไร่อ้อยไม่ให้หันไปปลูกพืชเกษตรอย่างอื่น และผู้ประกอบการเองก็มีกำไรเพียงพอที่จะปรับปรุงเครื่องจักรและลงทุนด้านงานวิจัยพัฒนาต่างๆ

สำหรับกระทรวงพาณิชย์นอกจากจะทำหน้าที่ควบคุมราคาสินค้าแล้ว ควรจะต้องมีบทบาทในการส่งเสริมการค้าน้ำตาลทรายด้วย โดยเฉพาะเรื่องของการส่งออกที่ผู้ประกอบการควรจะต้องได้รับความคล่องตัว และที่มองไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ ก็เนื่องจากการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้กับเยาวชนตั้งแต่เด็กๆ จะทำให้มีบุคลากรที่มีคุณภาพมากขึ้นในอุตสาหกรรมนี้ ส่วนกระทรวงมหาดไทยจะช่วยดูแลเรื่องของการลักลอบขายน้ำตาลตามตะเข็บชายแดน หากเรายังไม่ปล่อยให้ราคาน้ำตาลลอยตัว

“การส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย จะทำให้ประเทศไทยมีแหล่งวัตถุดิบที่เพียงพอต่อการผลิตพลังงานทดแทน ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ ลดการนำเข้าน้ำมันและลดภาระต้นทุนด้านพลังงาน ให้แก่ประชาชนได้อีกทางหนึ่งด้วย” นายประกิตกล่าว

ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ย้ำว่า ปัญหาอ้อยปนเปื้อนและอ้อยไฟไหม้ ยังคงต้องมีการรณรงค์แก้ไขอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตอ้อยที่เข้าสู่โรงงาน หากอ้อยสะอาดจะได้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยมากขึ้น เครื่องจักรในการหีบอ้อยและผลิตน้ำตาลจะเสียหายน้อยลงด้วย


จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 25 กรกฎาคม 2554

ส่ง 10 สินค้าร้อนชงรัฐบาลปู

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์จัดทำโครงสร้างต้นทุนสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ 10 รายการ ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ เนื้อวัว กุ้ง น้ำมันปาล์ม น้ำตาล ข้าวสารบรรจุถุง อาหารจานเดียว และผักผลไม้ พร้อมกับมาตรการแนะแนวทางการกำกับดูแล ไปให้ทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยแล้ว เพื่อนำไปพิจารณาจัดทำมาตรการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชนตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง

“ข้อมูลจะมีรายละเอียดโครงสร้างต้นทุนสินค้าทั้ง 10 รายการประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และข้อเสนอหากต้องการที่จะดึงหรือชะลอไม่ให้สินค้าเหล่านี้ปรับขึ้นราคา จะมีวิธีการดำเนินการอย่างไร ซึ่งมีทั้งส่วนที่กระทรวงพาณิชย์สามารถดำเนินการได้เอง และส่วนที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจในระดับนโยบาย”

สำหรับแนวทางในการดูแลเบื้องต้น ในกลุ่มของสินค้าเนื้อสัตว์ ได้แก่ หมู ไก่ ไข่ไก่ เนื้อวัว กุ้ง หากรัฐบาลต้องการที่จะดูแลราคาไม่ให้ขยับขึ้น ก็จะต้องมีการพิจารณาลดต้นทุนในการผลิตเสื้อสัตว์ โดยเฉพาะอาหารสัตว์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะหากลดต้นทุนส่วนนี้ได้ ก็จะทำให้ราคาเนื้อสัตว์ไม่ขยับตาม แต่วิธีการรัฐบาลจะต้องพิจารณาว่าจะปรับลดต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลือง ปลาป่น เป็นต้นอย่างไร เพราะบางส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล

ส่วนน้ำมันปาล์ม คาดว่า จากนี้ไปไม่น่าจะมีปัญหา หากบริหารจัดการให้ดี โดยใช้ราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดโลก ที่ตลาดมาเลเซียเป็นหลัก และเมื่อทอนมาเป็นราคาผลปาล์มดิบ ก็ควรจะเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ และหากราคาขึ้นลงไม่หวือหวา ก็จะทำให้ราคาน้ำมันปาล์มไม่ปรับสูงขึ้นเหมือนที่เคยเกิดขึ้น ด้านน้ำตาลทราย เป็นเรื่องของการบริหารจัดการระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างโรงงานกับชาวไร่อ้อย และการประเมินราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศกับราคาส่งออก ซึ่งหากดูแลและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เชื่อว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำตาลทรายและราคาแพง ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก

นายยรรยง กล่าวต่อว่า ข้าวสารบรรจุถุง จะมีมาตรการในการดูแลไม่ให้ราคาขยับสูงขึ้น โดยเจรจากับห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ให้ปรับลดค่าธรรมเนียมลงมา เพื่อให้ต้นทุนของผู้ผลิตข้าวถุงลดลง และไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า แม้ว่าแนวโน้มข้าวที่นำมาผลิตข้าวถุงจะสูงขึ้นตามโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลจะนำมาใช้ ส่วนอาหารจานเดียว จะมีมาตรการดูแลโดยขอความร่วมมือให้ร้านอาหารที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก และอาคารสำนักงาน บรรจุเมนูอาหารจานละ 25 บาทไว้เป็นทางเลือก รวมทั้งได้ขยายการขอความร่วมมือไปยังร้านอาหารในจังหวัดต่างๆ และสถานที่ท่องเที่ยว โดยกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการสนับสนุนในเรื่องของวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารราคาพิเศษ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ เช่น จาน ชาม ช้อน เป็นต้น

ด้านผักและผลไม้ เป็นสินค้าที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และปริมาณผลผลิต แต่จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการบริหารจัดการผักและผลไม้ที่ประชาชนต้องใช้มาก เช่น มะนาว โดยจะดูแลและป้องกันมะนาวเพื่อนบ้านทะลักเข้ามา จนสร้างผลกระทบต่อมะนาวของไทย

 จาก http://www.dailynews.co.th  วันที่ 25 กรกฎาคม 2554

พพ.ชี้แผน 15ปีสะดุด ผลิตพลังงานทดแทน ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ พบอุปสรรคเพียบ

 กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ.เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี หลังหลายรายการยังต่ำกว่าเป้าหมายทั้งพลังงานลม ผลิตเอทานอล-ไบโอดีเซล

นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมเสนอแผนพัฒนาพลังงานทดแทน15ปี(พ.ศ.2550-2565)ต่อรัฐบาลใหม่ เพื่อผลักดันโครงการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทบทวนแผนพลังงานทดแทนฯ ทั้วนี้ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนดังกล่าว ตั้งเป้าหมายภายในปี 2565 จะใช้พลังงานทดแทนไม่ต่ำกว่าสัดส่วน 20 % ของการใช้พลังงานทั้งหมด ซึ่งจะลดการนำเข้าพลังงานได้ปีละ 461,800 ล้านบาท

เพราะขณะนี้พลังงานทดแทนหลายรายการที่ยังคงต่ำกว่าเป้าหมาย ได้แก่ พลังงานลม มีกำลังการผลิตเพียง 115 เมกะวัตต์ ทั้งที่มีผู้ยื่นเสนอขายไฟฟ้าถึง 1,400 เมกะวัตต์ แต่ติดปัญหาการเข้าไปใช้พื้นที่ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1เอ ที่ต้องขออนุญาตก่อน จึงทำให้ระยะสั้น และระยะกลางอาจไม่เป็นไปตามแผนแต่เป้าหมายรวมที่ตั้งไว้ 800

ทั้งนี้ การใช้เอทานอลอยู่ที่ 1.3-1.4 ล้านลิตรต่อวัน จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 3 ล้านลิตรต่อวัน หากรัฐบาลต้องการผลักดันให้มีการใช้เอทานอลซึ่งเป็นส่วนผสมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ก็จะต้องมีการยกเลิกการใช้น้ำมันเบนซิน 91 แต่ต้องมีเวลาให้ผู้ใช้ได้ปรับตัวอย่างน้อย 1 ปี ขณะที่ปัจจุบันทิศทางการใช้ก็เริ่มปรับตัวขึ้นจากผู้ผลิตรถยนต์ค่ายต่างๆหันมาผลิตรถยนต์ที่รองรับการใช้น้ำมันอี85 มากขึ้น อาทิ จีเอ็ม ผู้ผลิตเชฟโรเลต และฮอนด้า เป็นต้น โดยปัจจุบันปริมาณการใช้น้ำมันอี85 เกือบ 30,000 ลิตรต่อวัน และจากการที่กระทรวงมีโครงการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ 1 ล้านคัน ให้สามมารถใช้น้ำมันอี10 เพิ่มได้อีกจำนวนมาก

ส่วนการใช้ไบโอดีเซล(บี100) เพื่อผสมในน้ำมันดีเซลจะต้องดูปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันว่ามีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งถ้าต้องใช้น้ำมันบี5 จะต้องมีปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ(ซีพีโอ)ที่ระดับ 2.5 แสนตัน แต่ขณะนี้มีเพียง 2 แสนตันเท่านั้นจึงคาดว่าในปีนี้คงไม่สามารถประกาศใช้น้ำมันบี5 ได้ เพราะคาดการณ์ผลผลิตปาล์มจะเริ่มลดน้อยลงจากนี้ไป ทำให้ต้องใช้น้ำมันบี4 ไปก่อน อย่างไรก็ตาม คาดว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2555 สถานการณ์ผลผลิตปาล์มจะเริ่มกลับมาปกติ

นอกจากนี้ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์)ได้ตั้งเป้าหมายจะมีการผลิตไฟฟ้า 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2565 เบื้องต้นคาดว่าจะปรับเป้าหมายเพิ่มเป็น 1,500-2,000 เมกะวัตต์ หลังจากมีโครงการยื่นเข้ามาจำนวนมากถึง 3,500 เมกะวัตต์ แต่จะมีการพิจารณาคัดเลือกโครงการที่เหมาะสมเข้ามา ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลปีนี้ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจากนี้ไปจะมีการส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าชุมชน และส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวกันในการใช้พืชพลังงานมาเป็นวัตถุดิบเช่น ไม้โตเร็ว และหญ้าโตเร็ว โดยเห็นว่าจะเป็นอนาคตของประเทศเพราะมีความยั่งยืนสามารถมีใช้ตลอดปี

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 25 กรกฎาคม 2554

หนุนนวัตกรรมเครื่องจักรกลแก้ขาดแรงงาน

3 องค์กรกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สมาคมเครื่องจักรกลไทย จับมือจัดประกวดรางวัลเทคโนโลยีเครื่องจักรกลยอดเยี่ยม 2554 เทิดพระเกียรติ หวังเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการคนไทยพัฒนาเครื่องจักรกล ช่วยแก้วิกฤติขาดแคลนแรงงานทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

นายปรีชา เต็มพร้อม นายกสมาคมเครื่องจักรกลไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และสมาคมเครื่องจักรกลไทย ได้ร่วมกันจัดประกวดรางวัลเทคโนโลยีเครื่องจักรกลยอดเยี่ยมประจำปี 2554 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะทรงเป็นพระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย โดยแบ่งประเภทรางวัลออกเป็น 3 สาขา ได้แก่สาขาเครื่องจักรกลการเกษตร สาขาเครื่องจักรกลการผลิต และสาขาเครื่องจักรกลด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีรางวัลสุดยอดเทคโนโลยียอดเยี่ยมซึ่งเป็นที่สุดของบริษัทที่ได้รับรางวัลของทั้ง 3 สาขาอีกด้วย ผู้สนใจส่งผลงานประกวดได้จนถึงวันที่ 15 กันยายน ศกนี้

นายปรีชา กล่าวว่านอกเหนือจากเพื่อเทิดพระเกียรติแล้ว ผลพวงที่จะได้รับตามมาคือเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการคิดค้น นวัตกรรมเทคโนโลยีและผลิตเครื่องจักรกลที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะว่าผู้ที่ได้รับรางวัลจะได้รับสิทธิ์ให้ใช้ตราสัญลักษณ์กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รับประกันว่าเป็นสินค้าคุณภาพผลิตขึ้นโดยบริษัทที่มีการบริหารจัดการที่ดี เป็นสินค้าที่คิดค้นขึ้นโดยบริษัทคนไทย ที่สำคัญจะช่วยลดการนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าวจากต่างประเทศซึ่งแต่ละปีมีมูลค่านำเข้ามหาศาล

นายกันต์ วีระกันต์ ผู้จัดการฝ่ายกลุ่มการออกแบบและแก้ไขปัญหา สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.)กล่าวว่าสนช.มีโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรกล เพราะเห็นว่าเครื่องจักรกลสามารถช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากปัจจุบันงานบางอย่างคนไทยไม่ทำต้องจ้างแรงงานต่างด้าว หากมีเครื่องจักรที่สามารถทดแทนแรงงานบางประเภทได้จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้ โดยปัจจุบัน สนช.มี 2 โครงการคือโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุน เป็นโครงการที่ผู้ประกอบการอาจจะคิดค้นหรือมีตัวอย่างจากต่างประเทศมาเสนอกับสนช.

หลังจากนั้นสนช.จะประเมินและสนับสนุนกระทั่งสามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ นอกจากนี้ยังมีโครงการนวัตกรรมดีไม่มีดอกเบี้ย โดยผู้ประกอบการกู้เงินผลิตเครื่องจักรกลจากสถาบันการเงินพันธมิตร 9 แห่ง ไม่ต้องชำระดอกเบี้ยสนช.เป็นผู้ชำระแทน นายธีระชัย สากลบรรเจิด เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าเครื่องจักรกลการเกษตรของไทยยังถือว่ามีการพัฒนาค่อนข้างช้า เช่นรถไถเดินตาม หากสนช.ให้ทุนสนับสนุนพัฒนานวัตกรรมจะเป็นการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมได้มาก

อย่างไรก็ดีสินค้านี้มีข้อดีคือสินค้าจากต่างประเทศไม่สามารถเข้ามาแย่งตลาดได้ โดยเฉพาะจากจีนแม้จะมีราคาถูกกว่าก็ตาม ทั้งนี้เพราะว่าคุณภาพและการบริการหลังการขายบริษัทคนไทยทำได้ดี ประกอบกับจีนมีประชากรมากมีความจำเป็นใช้ในประเทศมากด้วย โอกาสจะส่งเข้ามาตีตลาดมีน้อย หากสินค้าไทยได้รับพัฒนานวัตกรรมจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยอย่างมาก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 24-27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จี้รบ.ใหม่ลอยตัว"น้ำตาล" เลิกคุมราคา-ดันค่าอ้อยพุ่ง

โรงงานน้ำตาลจี้รัฐบาลใหม่เลิกคุมราคาน้ำตาล ปล่อยลอยตัวสะท้อนตลาดโลก ชี้ราคาสูงช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม หวังเจ้ากระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์มาจากพรรคเดียวกัน ช่วยให้แก้ปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลง่ายขึ้น ด้านชาวไร่ขออ้อยขั้นต้นปี 54/55ไม่ต่ำกว่า 1,200 บาท

นาย ชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานคณะทำงานด้านตลาดในประเทศ บริษัทไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด เปิดเผยว่า จะเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณาปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างราคาน้ำตาลทรายในประเทศให้สะท้อนกับตลาด โลก ซึ่งจะช่วยป้องกันการลักลอบขนน้ำตาลไปจำหน่ายประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อราคาตลาดโลกสูงขึ้น จนทำให้เกิดปัญหาน้ำตาลตึงตัวเหมือนที่ผ่าน

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างราคาเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ก่อน ขณะที่การปรับโครงสร้างฯทั้งระบบค่อนข้างทำได้ยาก ทั้งระบบแบ่งปันผลประโยชน์ชาวไร่กับโรงงาน,การเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.) เพราะเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก

"หากต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ ก็คงไม่เห็นความคืบหน้า และคงไม่มีรัฐบาลไหนอยากปรับ เพราะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มาก อย่างระบบแบ่งปันระหว่างชาวไร่กับโรงงาน 70:30 มีคนได้กับเสีย แล้วใครจะยอม ก็ทะเลาะกันจนตายไม่จบ ดังนั้นเรื่องไหนที่ทำได้ก่อน ก็ควรทำ อย่างเรื่องราคา เป็นเรื่องที่ง่ายในการปรับโครงสร้าง ซึ่งหลังมีรัฐมนตรีเข้ามาดูแลทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ที่คาดว่าจะมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน น่าจะช่วยให้การสื่อสารเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายได้ง่ายขึ้นกว่าการที่รัฐมนตรีมาจากต่างพรรค ที่จะทำอะไรก็กลัวจะเป็นผลงานของอีกพรรค"

ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยมีนโยบายจะเข้ามาดูแลคุมราคาสินค้า 8 รายการ รวมทั้งน้ำตาลทราย ไม่ให้แพงขึ้นจนกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนนั้น นายชลัช กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือน้ำตาลเป็นสินค้าที่มาจากภาคการเกษตร และคนไทยกว่า 60-70% ก็เป็นเกษตรกร ดังนั้นรัฐบาลควรปล่อยให้แพงขึ้นไปบ้าง เช่น ข้าว น้ำตาล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนได้ด้วย

นาย ชลัช กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำตาลทรายปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่ร้อนและเข้าสู่ฤดูฝนเร็ว ทำให้ความต้องการบริโภค น้ำตาลไม่สูงมากเหมือนปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีน้ำตาลค้างกระดานกว่า 2 ล้านกระสอบแล้ว สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีไม่ถึง 1 ล้านกระสอบ ดังนั้นหากความกังวลน้ำตาลขาดแคลนลดลง ภายในเดือนสิงหาคม คณะกรรมการอ้อยและ น้ำตาลทราย(กอน.)ก็ควรปล่อยน้ำตาลโควต้าก.(บริโภคในประเทศ)ที่สำรองไว้ 1 ล้านกระสอบ เพื่อให้ส่งออกต่อไป

ด้าน นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลใหม่ผลักดันราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 ไม่ต่ำกว่า 1,200 บาทต่อตันอ้อย เพื่อให้ชาวไร่มีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และควรให้ความสำคัญกับนำอ้อยไปผลิตเป็นพลังงานทดแทนด้วย เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวลดลง

จาก http://www.naewna.com  21 กรกฏาคม 2554

เศรษฐกิจการเกษตรขยายตัวร้อยละ 7.3

รายงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรครึ่งปีแรกของปี 2554 ว่า ยังคงขยายตัวได้ดีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 7.3 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี ถึงแม้ว่าในช่วงต้นปีจะเกิดภาวะแห้งแล้งในพื้นที่บางส่วนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงปัญหาอุทกภัยในภาคใต้ แต่ไม่กระทบต่อการผลิตทางการเกษตรมากนัก โดยผลผลิตของพืชสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน และยางพารา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ส่วนผลผลิตที่ลดลง ได้แก่ ถั่วเหลือง และปาล์มน้ำมัน ขณะที่ราคาพืชส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน สำหรับสาขาปศุสัตว์ ผลผลิตปศุสัตว์ที่สำคัญ อาทิ ไก่เนื้อ สุกร และไข่ไก่ ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น จากแรงจูงใจทางด้านราคา ประกอบกับการวางมาตรการควบคุมโรคที่ดีและระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน ทำให้การผลิตปศุสัตว์ในภาพรวมดีขึ้น ส่วนสาขาประมงหดตัวลงค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนและผันผวนค่อนข้างมาก ส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยง อัตราการรอด และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ

ด้านภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี 2554 คาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 4.3-5.3 เมื่อเทียบกับปี 2553 เนื่องจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น และราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี ประกอบกับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางของภาคต่าง ๆ มีมากกว่าปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติในช่วงครึ่งหลังของปี รวมถึงราคาน้ำมันที่ค่อนข้างผันผวนและปรับตัวเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรในปี 2554 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดี จากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น และประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลกประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรของโลกลดลง แต่ยังมีความกังวลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น อาจทำให้ขีดความสามารถในการส่งออกลดลง.

จาก http://dailynews.co.th  วันที่ 21 กรกฎาคม 2554

 

มจธ.ทดลองใช้ครั้งแรกรถเมล์เอทานอล

ผศ.สุรชัย บวรเศรษฐนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่า มีความต้องการใช้เอทานอลเพียง 1.29 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งต่ำกว่ากำลังการผลิตที่สามารถทำได้สูงสุดถึง 2.89 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้เกิดปัญหา เอทานอลล้นตลาด กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ 7 หน่วยงาน ริเริ่มโครงการสาธิตการใช้รถโดยสารขนาดใหญ่ที่ใช้เอทานอลเป็นเชื้อเพลิงขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ซึ่งบริษัท สแกนเนีย ให้ยืมรถโดยสารขนาดใหญ่ที่ใช้เชื้อเพลิง ED95 เชื้อเพลิงเอทานอล และปตท.สนับสนุนการจัดเก็บ ระบบการผสม และจ่ายเชื้อเพลิง ED95

"มจธ.จะศึกษาทั้งข้อดีและข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง ED95 ในสภาพแวดล้อมของไทย และศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสารเติมแต่งสำหรับเชื้อเพลิง ED95 การประเมินผลทางเศรษฐศาสตร์รวมไปถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการใช้เอทานอลทดแทนเชื้อเพลิงอย่างจริงจัง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับประเทศ ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โครงการดังกล่าวจะสาธิตบนเส้นทางรถโดยสาร ขสมก. ปรับอากาศสาย 21 ระหว่าง มจธ.-สยามสแควร์ (จุฬาฯ) ภายในเดือนก.ค.นี้

จาก http://www.khaosod.co.th/  21 กรกฏาคม 2554

กระทรวงเกษตรฯ จัดโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร และโครงการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาการเกษตรในระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและศักยภาพของพื้นที่ในลักษณะบูรณาการ โดยคัดเลือกพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานระดับจังหวัด จังหวัดละ 1 พื้นที่ เพื่อกำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมายการดำเนินงานในปี 2554 โดยมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2555

นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2554 ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม - 7 สิงหาคม 2554 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเผยแพร่ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการเกษตรของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรวิจัย สถาบันการศึกษา องค์กรด้านการเกษตรของภาครัฐและภาคเอกชน ในรูปแบบบูรณาการทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง คุณภาพดิน เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร และเทคโนโลยีอาหาร ซึ่งภายในงานมีการจัดกิจกรรมต่างๆ จำนวนมาก อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจทางด้านการเกษตรและโครงการพระราชดำริ นิทรรศการของหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นิทรรศการทางวิชาการของภาครัฐและเอกชนที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตร การอภิปราย การสาธิตและการบริการ การประกวดสัตว์ และการจำหน่ายสินค้าการเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น


จาก http://thainews.prd.go.th  วันที่ 21 กรกฎาคม 2554

ปรับทัพ"จัดรูปที่ดิน"ทั่วประเทศ ผุดแปลงตัวอย่างระบบกระจายน้ำ

นายจรัญ ภูขาว ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตนได้มอบนโยบายให้ผู้อำนวยการโครงการปฏิบัติการคันคูน้ำ 17 เขตทั่วประเทศ ดำเนินการศึกษาสำรวจพื้นที่คันคูน้ำที่มีศักยภาพ เพื่อจัดทำเป็นแปลงตัวอย่างเป็นการด่วน เนื่องจากที่ผ่านมา แม้จะมีการก่อสร้างคันคูน้ำในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 50 ปี เพื่อแพร่กระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรไม่น้อยกว่า 10 ล้านไร่ แต่กลับไม่มีแปลงตัวอย่างเป็นแม่แบบให้เกษตรกรได้ศึกษา

นอกจากนั้น ที่ผ่านมาสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง ยังประสบปัญหาเกษตรกรบางรายไม่ยอมให้คันคูน้ำก่อสร้างผ่านที่ดินของตัวเอง ทั้งที่เกิดประโยชน์ได้รับน้ำต้นทุนสะดวก ทำให้โครงการแพร่กระจายน้ำไม่สามารถดำเนินการได้

"แปลงตัวอย่างจะเป็นพื้นที่ที่เราจะพาเกษตรกรเข้าไปดูงาน เพราะบางพื้นที่เกษตรกรไม่เคยเห็นการแพร่กระจายน้ำด้วยการสร้างคันคูน้ำ แต่กลัวที่จะเสียที่ดิน ทั้งที่ความจริงกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ยังเป็นของเกษตรกรเหมือนเดิม" นายจรัญ กล่าวและว่า แปลงตัวอย่างดังกล่าว นอกจากเกษตรกรได้เห็นรูปร่างทางกายภาพในการก่อสร้างคันคูน้ำ เพื่อส่งน้ำเข้าแปลงแล้ว ยังได้เห็นระบบการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน การจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรที่กำลังพิจารณาเข้าร่วมโครงการก่อสร้างคันคูน้ำ

สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง นอกจากทำหน้าที่จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ยังรับผิดชอบงานคันคูน้ำควบคู่ไปด้วย หลังจากมีการถ่ายโอนสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง จากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ในสังกัดกรมชลประทาน เพราะถือว่าเป็นระบบการแพร่กระจายน้ำด้วยกัน แม้จะต่างรูปแบบกัน โดยมีพื้นที่คันคูน้ำประมาณ 10 ล้านไร่ ในขณะพื้นที่จัดรูปที่ดินฯ มีเพียง 2 ล้านไร่


จาก http://www.naewna.com  วันที่ 21 กรกฎาคม 2554

ปุ๋ยลดต้นทุนค้างรอรัฐบาลใหม่

“สศก.” หวังการเมืองเข้าใจเดินหน้าโครงการต่อ นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการปุ๋ยลดต้นทุนตามมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเดิม

ขณะนี้มีเพียงการประชุมติดตามงานของข้าราชการระดับปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ยังไม่มีการประชุมขับเคลื่อนโครงการแต่อย่างใด เนื่องจากไม่แน่ใจว่า รัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินโครงการต่อไปหรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่าโครงการปุ๋ยลดต้นทุนเป็นโครงการที่มีประโยชน์ เป็นเรื่องของเกษตรกรโดยตรงและเป็นงานที่กระทรวงเกษตรฯศึกษาไว้นานแล้ว ไม่ใช่เรื่องนโยบายการเมือง จึงคิดว่ารัฐบาลใหม่จะเข้าใจในหลักการ
และให้ดำเนินการต่อ โดยควรปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เช่น ปรับอัตราเงินชดเชยปุ๋ยที่ปัจจุบันชดเชยให้ตันละ 1,500 บาท ให้สอดคล้องกับราคาปุ๋ยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ งานที่กระทรวงเกษตรฯต้องเร่งพัฒนาโดยด่วนในโครงการปุ๋ยลดต้นทุน คือแนวทางการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่เกษตรกร เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ค่อยเชื่อถือข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว จึงต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการประชาสัมพันธ์ใหม่ ให้เข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น โดยอาจจะใช้วิธีการเดียวกันกับการโฆษณาของบริษัทเอกชน ที่ใช้สื่อในท้องที่ เช่น วิทยุชุมชน เคเบิลทีวี และสิ่งพิมพ์ท้องถิ่น ที่เกษตรกรคุ้นเคย

“การเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรให้ยอมรับ วิธีการปฏิบัติ วิธีการใช้ปุ๋ยใหม่ เป็นเรื่องยาก เนื่องจากเคยชินกับการใช้ปุ๋ยสำเร็จรูปที่ใช้ได้สะดวก ต่างจากการใช้ปุ๋ยสั่งตัดที่ต้องผสมแม่ปุ๋ยใช้เอง แม้ว่าจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้มาก แต่จะต้องใช้เวลาในการทำงานมากกว่า”

นายอภิชาตกล่าวว่า ส่วนการดำเนินงานโครงการ 84 ตำบล ปุ๋ยลดต้นทุนเฉลิมพระเกียรติพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา ขณะนี้กรมพัฒนาที่ดินอยู่ระหว่างการเก็บตัวอย่างดินจากที่ดินทุกแปลงของเกษตรกรในพื้นที่ 84 ตำบล เพื่อนำตัวอย่างดินที่ได้ส่งมอบให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำไปวิจัยสูตรปุ๋ยเฉพาะต่อไป

ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อบรมการผสมปุ๋ยใช้เองแก่เกษตรกรแล้ว โดยทั้งหมดนี้กำลังเร่งดำเนินการเนื่องจากมีกำหนดเริ่มต้นให้ได้ภายในเดือน ธ.ค.54 นี้ “รูปแบบโครงการปุ๋ย 84 ตำบลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะแตกต่างกับโครงการปุ๋ยลดต้นทุนปกติ ที่มีสูตรปุ๋ยในโครงการเพียง 9 สูตร และนำมาใช้กับที่ดินทั่วประเทศ แต่โครงการปุ๋ย 84 ตำบล จะเป็นปุ๋ยสูตรเฉพาะดินแต่ละพื้นที่ที่ได้จากการเก็บตัวอย่างดินรายแปลงของเกษตรกร”


จาก
http://www.thairath.co.th วันที่ 19 กรกฎาคม 2554

ชาวไร่หวังราคาอ้อยขั้นต้นตันละ1,200บาท

นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลใหม่ผลักดันราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 ไม่ต่ำกว่า 1,200 บาทต่อตันอ้อย เพิ่มขึ้นจากราคาอ้อยฤดูกาลผลิตปี 2553/2554 ราคาขั้นต้น 1,050 บาทต่อตันอ้อย ส่วนราคาขั้นปลายอยู่ระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นการเพิ่มรายได้ให้ชาวไร่ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

"อยากให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับนำอ้อยไปผลิตเป็นพลังงานทดแทน พร้อมกำหนดนโยบายดังกล่าวอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และลดความเสี่ยงในกรณีที่ราคาน้ำตาลตลาดโลกปรับลดลง"Ž นายชัยวัฒน์กล่าว

นายชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานคณะทำงานด้านตลาดในประเทศ บริษัทไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด กล่าวว่า ภายหลังพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล กลุ่มโรงงานน้ำตาลเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างราคาน้ำตาลทรายในประเทศเพื่อให้ราคาสะท้อนกับตลาดโลก ป้องกันการลักลอบนำน้ำตาลไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านเมื่อราคาในตลาดโลกสูงขึ้น การปรับโครงสร้างราคาเป็นเรื่องที่ง่าย สามารถทำได้ก่อน ขณะที่การปรับโครงสร้างทั้งระบบเป็นเรื่องยาก ส่วนสถานการณ์น้ำตาลทรายเวลานี้ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศไม่ร้อนและเข้าสู่ฤดูฝนเร็วทำให้ความต้องการบริโภคน้ำตาลไม่สูงเหมือนปีที่ผ่านมา ขณะนี้จึงมีน้ำตาลค้างกระดานกว่า 2 ล้านกระสอบ สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีไม่ถึง 1 ล้านกระสอบ


จาก http://www.matichon.co.th  วันที่ 19 กรกฎาคม 2554

แผ่นดินทองวังขนาย (เกษตรสร้างสรรค์)

ข่าวประธานกลุ่มวังขนาย คุณอารีย์ ชุนฟ้ง หารือเรื่องการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกับ คุณจรัญ ภูขาว ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทานเมื่อไม่นานมานี้ มีความน่าสนใจบางประการ

หนึ่ง กลุ่มวังขนายเป็นกลุ่มน้ำตาลรายใหญ่ของเมืองไทย มีโรงงานกระจายทั้งเขตภาคกลาง และภาคอีสานหลายโรง และมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัยกับกระบวนการปลูกอ้อย รวมทั้งร่วมพัฒนาแหล่งน้ำกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่

สอง แสดงให้เห็นชัดเจนว่า กลุ่มวังขนายสนใจแนวทางการจัดรูปที่ดินฯ โดยเฉพาะประเด็นการพัฒนาระบบการแพร่กระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรกรได้ทุกแปลง นั่นหมายถึงผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

สาม ทิศทางนโยบายของสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง ต่อการเสนอพื้นที่ให้รัฐเข้าไปจัดรูปที่ดินของกลุ่มเอกชน

กลุ่มวังขนายใหญ่จริงครับ ลำพังกำลังผลิตของโรงงาน4-5แห่งสามารถรับปริมาณอ้อยได้ร่วมวันละ 1 แสนตันทีเดียว โรงงานน้ำตาลไม่ว่าวังขนายหรือกลุ่มบริษัทอื่นก็อาศัยวิธีการเดียวกันคือการสร้างลูกไร่ขึ้นมา โดยเกษตรกรในรัศมีรอบๆโรงงานนั่นเอง

ปัญหาการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรประการหนึ่งของประเทศไทยคือ ผลผลิตที่เกษตรกรได้รับต่ำ ทำให้ต้นทุนสูง ขณะเดียวกันโรงงานไม่มีผลผลิตที่มากพอและสม่ำเสมอป้อนกำลังผลิต นี่ก็เป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตสูงเช่นกัน

หากสามารถเพิ่มผลผลิตอ้อยได้ หมายความว่า ทุกฝ่ายต่างก็ได้ ไม่ว่าเกษตรกร หรือโรงงาน แต่สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางสามารถตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มวังขนายได้หรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าสนใจยิ่ง

ผมเข้าใจเอาเองและน่าจะถูกว่า พื้นที่ที่กลุ่มวังขนายมีแผนจัดรูปที่ดินไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของวังขนาย หากแต่เป็นที่ดินของเครือข่ายลูกไร่คือเกษตรกรทั่วไปนั่นเอง  หากเป็นความต้องการของเกษตรกร เชื่อว่าสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางก็คงปฏิเสธได้ยาก เพราะที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น ตรงข้ามเป็นที่ดินของกลุ่มวังขนายเองล้วนๆ จะให้รัฐทำการจัดรูป ที่ดินให้ก็ไม่อาจตอบสนองได้แน่นอน

ประการสำคัญน่าจะอยู่ที่ความเป็นไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะแหล่งน้ำต้นทุนที่จะจัดทำระบบส่งเข้าพื้นที่มีศักยภาพมากน้อยเพียงใด รวมทั้งสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางต้องเสนองบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีขั้นตอน และใช้เวลา แม้ได้รับงบประมาณแล้ว แต่กระบวนการจัดรูปที่ดินยังต้องอาศัยเวลารวมแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ทั้งการออกแบบ สำรวจรังวัดที่ดิน และการก่อสร้าง ตรงนี้เองที่ประธานกลุ่มวังขนาย นึกไม่ถึง และมีความรู้สึกใช้เวลานานเกินไป

ผมถามคุณจรัญว่า จะร่นระยะเวลาจัดรูปที่ดินให้สั้นลงกว่า 3 ปีได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ เพราะกระบวนการจัดรูปที่ดินไม่ได้อาศัยเจ้าหน้าที่จัดรูปที่ดินเพียงลำพัง ยังต้องอาศัยกรมที่ดินในการสำรวจรังวัดและออกโฉนด อาศัยบริษัทเอกชนผู้รับเหมาในการออกแบบ และก่อสร้าง

ยังไงก็ตาม ไม่ว่าโครงการจัดรูปที่ดินของกลุ่มวังขนายเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนเป็นสัญญาณที่ดีว่า การจัดรูปที่ดินมีความสำคัญ มีประโยชน์ ต่อเกษตรกร กระทั่งกลุ่มยักษ์ใหญ่วงการอ้อยและน้ำตาลของประเทศไทยยังสนใจจะทำด้วยครับ

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 19 กรกฎาคม 2554

ทุ่ม90ล.พัฒนาชลประทานเพิ่มผลผลิตอ้อย

นายศุภนิตย์ มานะจิตต์ รอง กก.ผู้จัดการใหญ่สายงานอ้อย กลุ่มน้ำตาลมิตรผล เปิดเผยว่า กลุ่มน้ำตาลมิตรผลเล็งเห็นความสำคัญของน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร รวมถึงประเทศไทยอย่างมหาศาล จึงมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาระบบชลประทานอย่างจริงจัง โดยได้มอบหมายให้ฝ่ายส่งเสริมไร่อ้อยในแต่ละพื้นที่โรงงาน เร่งให้ความรู้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการน้ำในไร่อ้อยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการพัฒนาแหล่งน้ำของมิตรผล ตั้งอยู่บนแนวคิดหลักสองประการ คือ การนำน้ำไปหาอ้อย ดังนั้นการดำเนินงานตามแนวคิดจึงมุ่งไปที่การสร้างสระกักเก็บน้ำ การเจาะบ่อบาดาล การสร้างสถานีสูบน้ำ การสร้างท่อน้ำและต่อท่อจากแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำที่สร้างขึ้นโดยภาครัฐเข้าสู่พื้นที่ของชาวไร่อ้อย ในขณะที่การนำอ้อยไปหาน้ำ คือการสำรวจหาพื้นที่เพาะปลูกที่ใกล้แหล่งน้ำ

"ในปีการผลิต 2553/2554 กลุ่มน้ำตาลมิตรผลได้จัดสรรงบประมาณพัฒนาระบบชลประทาน 90 ล้านบาท เพื่อวางระบบชลประทานครอบคลุมพื้นที่การปลูกอ้อยในเขต จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สุพรรณบุรี และสิงห์บุรี กว่า 32,000 ไร่ โดยเริ่มการก่อสร้างที่สถานีสูบน้ำผ่านท่อรับแรงดันจากอ่างเก็บน้ำบ้านโคกศรี อ.ห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นหนองน้ำสาธารณะในพื้นที่ 317 ไร่ มีปริมาณน้ำตลอดปีประมาณ 960,000 ลูกบาศก์เมตร ด้วยงบประมาณ 13 ล้านบาท ระบบท่อส่งน้ำหลักนี้มีความยาวทั้งหมดประมาณ 13 กิโลเมตร แบ่งการส่งน้ำออกเป็น 5 สาย โดยจะมีจุดกระจายน้ำ 89 จุ ติดตั้งอยู่ทุกๆ 200 เมตร เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถต่อน้ำจากท่อหลักเข้าไปยังแปลงเพาะปลูกของตน เมื่อการก่อสร้างนี้แล้วเสร็จ เกษตรกรทั้งที่เป็นชาวไร่อ้อยและชาวไร่ที่ปลูกพืชอื่นจำนวนกว่า 250 ครอบครัวจะมีน้ำในการเพาะปลูกและการอุปโภคบริโภคได้สะดวกมากยิ่งขึ้น" นายสุวิทย์กล่าว.


จาก http://www.thaipost.net  วันที่ 18 กรกฎาคม 2554

อียูขยายโควตาน้ำตาลปลอดภาษี

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกระเบียบใหม่ประกาศเพิ่มเติมปริมาณน้ำตาลที่ได้รับการยกเว้นภาษีโควตานำเข้าอีกจำนวน 200,000 ตัน นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม - 30 กันยายน 2554 เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำตาลในสหภาพยุโรป

เนื่องจากปี 53 ราคาน้ำตาลในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้การนำเข้าน้ำตาลจากประเทศนอกสหภาพยุโรปลดลง จนเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำตาลในสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปจึงได้เดินหน้าออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการยุโรปได้อนุมัติให้ระบายน้ำตาลนอกโควตา 500,000 ตัน และน้ำตาล Isoglucose 26,000 ตัน ออกมาจำหน่ายในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ปกติน้ำตาลนอกโควตาส่วนนี้จะสงวนไว้เพื่อการส่งออกหรือเก็บสำรองไว้ในสตอก

โดยเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปจำเป็นต้องปฏิรูประบบน้ำตาลครั้งใหญ่ โดยลดการอุดหนุนอุตสาหกรรมน้ำตาลลง เนื่องจากแพ้คดีไทยร่วมกับออสเตรเลียและบราซิล ฟ้องร้องสหภาพยุโรปภายใต้กระบวนการระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) เรื่องสหภาพยุโรปให้การอุดหนุนส่งออกน้ำตาลเกินกว่าข้อผูกพันภายใต้ WTO การฟ้องร้องดังกล่าวของไทยนับเป็นชัยชนะครั้งสำคัญ จึงได้ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย ในฐานะที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก และมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้กว่า 1.5 ล้านคน

นางศรีรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ได้ออกประกาศเรื่องการกำหนดโควตานำเข้าน้ำตาลทรายจากอ้อย ประกอบด้วยน้ำตาลทรายดิบ จำนวน 1,231,497 ชอร์ตัน (1,117,195 เมตริกตัน) น้ำตาลทรายขาว จำนวน 109,251 ชอร์ตัน (99,110 เมตริกตัน) และน้ำตาลทรายพิเศษ จำนวน 86,825 ชอร์ตัน (78,766 เมตริกตัน) และได้ประกาศจัดสรรโควตานำเข้าน้ำตาลทรายดิบให้กับประเทศต่าง ๆ รวมถึงได้ประกาศจัดสรรโควตาเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ในเดือนเมษายน และมิถุนายน 2554 ซึ่งไทยได้รับจัดสรรโควตา จำนวน 14,743 เมตริกตัน และ 6,966 เมตริกตัน ตามลำดับ ทำให้ไทยได้รับจัดสรรโควตารวมทั้งสิ้น 24,195 เมตริกตัน จากจำนวนการจัดสรรโควตานำเข้าน้ำตาลดิบ ทั้งสิ้น 1,520,892 เมตริกตัน.- สำนักข่าวไทย


จาก http://www.mcot.net  วันที่ 17 กรกฎาคม 2554

กรมส่งเสริมเกษตร ถ่ายทอดเทคโนโลยี โครงการปุ๋ยลดต้นทุน

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร หรือ โครงการปุ๋ยลดต้นทุน เป็นโครงการที่ทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีหน้าที่ในการอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน 4.7 ล้านราย แต่เนื่องจากไม่สามารถถ่ายทอดโดยตรงได้หมดทุกราย จึงใช้เกษตรกรแกนนำประมาณ 150,000 ราย ประกอบด้วย หมอดินอาสา อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน เป็นผู้ที่เข้ามารับการอบรม และนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดยังเกษตรกรที่อยู่ในหมู่บ้านต่อไป

ส่วนเนื้อหาในการถ่ายทอดจะเป็นเรื่องการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการปุ๋ยลดต้นทุน การวิเคระห์ดิน ที่มาของแผนที่ชุดดิน ทำให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจว่า ปุ๋ยที่จะซื้อหรือได้รับการลดราคานั้นเป็นสูตรที่ถูกต้องและมีความเหมาะสม

นอกจากนั้นเราได้มีการจัดทำวีดีทัศน์ โปสเตอร์ เอกสารโครงการปุ๋ยลดต้นทุน เพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรเจ้าหน้าที่และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเป็นมาตรฐานเดียวกัน


จาก http://www.naewna.com  วันที่ 16 กรกฎาคม 2554

ส.ป.ก.เร่งแก้ปัญหาแหล่งน้ำ เล็ง8จว.นำร่องช่วยเกษตรกร

กำแพงเพชร:นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ส.ป.ก. มีแผนแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำพื้นที่การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินแบบยั่งยืน โดยปี 2554 มีแผนดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ ภายใต้โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพิ่มอีก 8 จังหวัด รวมพื้นที่ดำเนินการศึกษา 720,000 ไร่ ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ตาก ชัยภูมิ นครราชสีมา อุบลราชธานี สระแก้ว กาญจนบุรี และสุพรรณบุรี

โดยการคัดเลือกพื้นที่ 8 จังหวัดนั้น คาดการณ์ว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ศึกษามีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเป็นพื้นที่แหล่งน้ำชลประทานในอนาคต โดยรูปแบบและขนาดของโครงการขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ที่จะสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก สถานีสูบน้ำหรือฝายทดน้ำพร้อมระบบกระจายน้ำสู่แปลงเกษตรกรรม เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตรวมทั้งการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และเป็นแนวทางสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลักษณะบูรณาการของ ส.ป.ก. และหน่วยงานในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องต่อไป

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 16 กรกฎาคม 2554

สั่งฟ้องอดีตส.จ.หลอกขายน้ำตาล

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาฯ วันที่ 14 ก.ค. พนักงานอัยการฝ่ายคดีศาลแขวงพระนครเหนือ 1 มีความเห็นสั่งฟ้องในคดีที่ นายสมศักดิ์ เนตรเนรมิต อดีตสมาชิกสภาจังหวัดชลบุรี นายอภิชัย นุกูลวุฒิโอภาส นายสุธิพันธุ์ พรมแจ้ง นายสมศักดิ์ ศักดิ์เกษมชัยกุล และ นางอรุณ มอนแก้ว ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง กรณีเมื่อปี 52 นายปิติพล ถิ่นพนม กรรมการบริษัท เอส เอส เวิลด์ อิมพอร์ต จำกัด ผู้เสียหายติดต่อขอซื้อน้ำตาลทรายขาวจากนายสมศักดิ์กับพวกที่อ้างว่าสามารถจำหน่ายน้ำตาลทรายในราคาต่ำกว่าท้องตลาดได้ และออกอุบายพาผู้เสียหายไปชมโรงงานน้ำตาล ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ทำสัญญาซื้อขาย 2 ฉบับ มูลค่ากว่า 198 ล้านบาท และได้วางเงินมัดจำล่วงหน้าจำนวน 19.8 ล้านบาท มีกำหนดส่งมอบสินค้าภายใน 30 วัน

แต่เมื่อถึงเวลานายสมศักดิ์ไม่ยอมส่งสินค้าให้ เมื่อขอยกเลิกสัญญานายสมศักดิ์ จึงยินยอมจ่ายเช็คคืนเงินให้ 15.8 ล้านบาท แต่ภายหลังธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม โดยวันนี้นายสมศักดิ์ มอบหมายให้ทนายความยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการ ขอเลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีออกไปก่อน ระบุว่าอยู่ระหว่างพักรักษาตัวที่ รพ.บำรุงราษฎร์ พร้อมยื่นใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐาน ขณะที่นางอรุณ ไม่ได้เดินทางเข้าพบอัยการตามนัด อัยการจึงมีคำสั่งให้ผู้ต้องหาทั้ง 2 มารายงานตัว เพื่อนำตัวส่งฟ้องศาลอาญาในวันที่ 19 ก.ค. ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออีก 3 คนพนักงานอัยการได้นำตัวยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญาในวันนี้.


จาก http://dailynews.co.th  วันที่ 15 กรกฎาคม 2554

TCC ทุ่ม 9 พันล.ทำโรงงานน้ำตาล-โรงไฟฟ้าชีวมวล กำแพงเพชร

ทีซีซีจัดงบลงทุน 9 พันล้าน สร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่กำแพงเพชร ชาวไร่อ้อยตอบรับคึกคัก พร้อมเข้าโครงการส่งเสริมปลูกอ้อยป้อนโรงงาน คาดเฟสแรกเงินสะพัดประมาณปีละ 5 พันล้านบาท

นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกลุ่มทีซีซี เป็นประธานพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานน้ำตาลทิพย์กำแพงเพชรของกลุ่มทีซีซีแลนด์ ที่มีแผนลงทุนสูงถึง 9 พันล้านบาท พร้อมสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ชาวไร่อ้อยให้การตอบรับเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกอ้อยป้อนโรงงาน คาดจะมีเงินสะพัดปีละ 4-5 พันล้านบาท

นายขจร เทพย์ปฏิพัธน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท คริสตอลลา จำกัด ผู้ดำเนินกิจการอุตสาหกรรมน้ำตาลในกลุ่มทีซีซีแลนด์ แถลงว่า บริษัทฯมีแผนลงทุนก่อสร้างโรงงานน้ำตาลทิพย์กำแพงเพชร ขนาด 36,000 ตันอ้อยต่อวัน พร้อมโรงไฟฟ้าชีวมวล บนพื้นที่โครงการ 1,600 ไร่ ในอำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร มูลค่าโครงการเมื่อเสร็จสมบูรณ์ประมาณ 9 พันล้านบาท โดยในเฟสแรก จะใช้เงินลงทุนประมาณ 5 พันล้านบาท สร้างโรงงานน้ำตาลขนาด 18,000 ตันอ้อยต่อวัน ซึ่งต้องการพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 2 แสนไร่ เพื่อให้ได้ผลผลิตอ้อยประมาณปีละ 2 ล้านตัน โดยจะเริ่มเปิดหีบอ้อยในปีการผลิต 2555/56 และจะนำชานอ้อยจากโรงงานน้ำตาลมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไอน้ำและกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อใช้ในโรงงานน้ำตาลและขายกระแสไฟฟ้าบางส่วนให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อจ่ายให้กับชุมชนในท้องถิ่น

“เราเห็นว่าจังหวัดกำแพงเพชรมีดินที่เหมาะสมในการปลูกอ้อย ประกอบกับปริมาณน้ำฝนสอดคล้องกับความต้องการน้ำของไร่อ้อย เราจึงมาสร้างที่นี่ เดิมเราก็มีโรงงานน้ำตาลแม่วัง ซึ่งเป็นโรงงานขนาดเล็ก อยู่ที่อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง การมาสร้างโรงงานใหม่ทันสมัยที่กำแพงเพชรนี้ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งในการเติบโตของกลุ่มธุรกิจน้ำตาลของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม ปริมาณอ้อยทั้งหมดในจังหวัดกำแพงเพชรขณะนี้ ยังไม่เพียงพอสำหรับป้อนโรงงานในจังหวัดที่มีทั้งหมดถึง 3 แห่ง แต่ละโรงงานจึงจำเป็นต้องมีการส่งเสริมการปลูกอ้อย บริษัทของเรามีนโยบายส่งเสริมการปลูกอ้อยในรัศมี 50 กิโลเมตรรอบโรงงานให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยประหยัดค่าขนส่งให้แก่ชาวไร่อย่างจริงจังและต่อเนื่อง นอกเหนือจากการให้เงินเกี๊ยวอ้อยตามปกติ บริษัทฯ ยังมีโครงการให้ความช่วยเหลือในโครงการระบบน้ำหยดหรือน้ำราด โครงการเจาะบ่อบาดาล หรือขุดสระเก็บน้ำ โครงการเช่าที่ดินเพื่อการปลูกอ้อย โครงการส่งเสริมการปลูกอ้อยพันธุ์ดี และโครงการช่วยเหลือค่าเตรียมดินที่ถูกวิธี” นายขจร กล่าว

นายปณต สิริวัฒนภักดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท ทีซีซีแลนด์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนในโครงการโรงงานน้ำตาลทิพย์กำแพงเพชรครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนในธุรกิจการเกษตรและอุตสาหกรรม เพื่อตอบสนองนโยบายปีแห่งการลงทุนของรัฐบาล โดยมั่นใจว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงาน พัฒนาคน ส่งเสริมชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ คาดว่า เมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ทั้งสองเฟสแล้ว จะสามารถรับอ้อยเข้าหีบได้ปีละ 4-5 ล้านตัน และด้วยรายได้จากค่าอ้อยตันละประมาณ 1,000 บาท จะทำให้มีกระแสเงินสะพัดในท้องถิ่นปีละ 4-5 พันล้านบาท

“บริษัท คริสตอลลา เป็นบริษัทหนึ่งในกลุ่มพรรณธิอร สายธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและเกษตรแปรรูปของกลุ่มทีซีซีแลนด์ ซึ่งท่านประธาน (คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี) มีความมุ่งมั่นว่า จะทำกิจการด้านการเกษตรแปรรูปแบบครบวงจร บริษัทเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีความทันสมัย เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน มีระบบกำจัดฝุ่นที่ทันสมัย และระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม โครงการนี้จะสามารถสร้างอาชีพให้ชาวไร่อ้อยประมาณ 10,000 ราย ส่งผลให้ประชากรในพื้นที่มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การลงทุนช่วงนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมและเราก็ได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากบีโอไอด้วย” นายปณต กล่าว


จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 14 กรกฎาคม 2554

กรมชลฯจัดรูปที่ดินเขตภาคกลาง สร้างระบบน้ำต้นทุนหนุนชาวไร่อ้อย

นายจรัญ ภูขาว ผู้อำนวยการสำนักจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กลุ่มน้ำตาลวังขนายได้ให้ความสนใจเรื่องการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยหารือกับสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางเพื่อศึกษาลู่ทางการจัดรูปที่ดินของเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เป็นเครือข่ายลูกไร่ผลิตอ้อยป้อนโรงงานน้ำตาลจำนวนนับแสนไร่ในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง

โดยทางประธานกลุ่มวังขนายสนใจให้เข้าไปดำเนินการจัดรูปที่ดินให้โดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำต้นทุนที่สามารถเข้าถึงแปลงเกษตรได้ทุกแปลง ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มผลผลิตอ้อยได้มากขึ้นแล้ว ยังเท่ากับเป็นการลดต้นทุนการผลิตไปในตัว

“กลุ่มวังขนายสนใจการจัดรูปที่ดิน เพราะเข้าใจดีถึงข้อดีของการจัดรูปที่ดิน แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด ขั้นตอนวิธีการจัดรูปที่ดิน ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี

เนื่องจากสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง หากยังต้องอาศัยหน่วยงานอื่นอย่างกรมที่ดินในการสำรวจรังวัดที่ดิน ตลอดจนการออกโฉนดแปลงที่ดินใหม่หลังการจัดรูปที่ดินแล้ว ที่สำคัญเราเองก็ต้องสำรวจศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่โครงการ โดยเฉพาะแหล่งน้ำต้นทุนที่จะสนับสนุนเข้าสู่แปลงย่อยของเกษตรกรว่ามีมากน้อยแค่ไหน ยังต้องมีรายละเอียดอีกเยอะ” นายจรัญ กล่าว

ด้านนายอารีย์ ซุนฟ้ง ประธานกลุ่มวังขนาย เปิดเผยว่า กลุ่มวังขนายเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศไทย มีโรงงานในประ-เทศไทย 4 แห่ง ที่ จ.สุพรรณบุรี จ.ลพบุรี จ.นครราชสีมา และ จ.มหาสารคามส่วนโรงงานน้ำตาลขนาดเล็กมีอยู่ 2 แห่ง ในประเทศลาว โดยมีกำลังการหีบอ้อยประมาณ 100,000 ตันอ้อยต่อวัน

นอกจากใช้เทคโนโลยีกำหนดพิกัดด้วยดาวเทียม (จีพีเอส)และระบบภูมิสารสนเทศ(จีไอเอส) ในการจัดการการปลูกอ้อยเพื่อพัฒนาและปรับปรุงให้ได้ผลผลิตอย่างเต็มที่และเป็นระบบ ยังเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ปลูกอ้อยในเขต อ.แก้ง-สนามนาง รอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ชัยภูมิ จ.ขอนแก่น และ จ.นครราชสีมาโดยร่วมกับส่วนราชการและเกษตรกรในการเพิ่มผลผลิตการเกษตรต่างๆ

จาก http://www.thairath.co.th  วันที่ 14 กรกฎาคม 2554

โคราชโรคใบขาวระบาดกว่าแสนไร่ ส่งเสริมแนะใช้ท่อนพันธุ์ปลอดโรค

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการรายงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบโรคใบขาวอ้อย เกิดจากเชื้อ “ไฟโตพลาสมา” ที่ติดมากับท่อนพันธุ์อ้อยระบาดแล้วจำนวน 163,765 ไร่ มีพื้นที่คาดว่าจะได้รับความเสียหาย จำนวน 96,801ไร่จากพื้นที่การปลูกอ้อยทั้งหมด 618,587 ไร่

โดยประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว 16 อำเภอ เช่น จักราช บ้านเหลื่อม คงบัวใหญ่ พระทองคำ เป็นต้น ขณะนี้ไถทำลายไปแล้ว 68,987 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีเพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาลเป็นแมลงพาหะถ่ายทอดเชื้อจากอ้อยที่เป็นโรคไปยังอ้อยปกติ โดยอาการจะปรากฏให้เห็นได้ชัดเจนในระยะกล้า หากมีอาการรุนแรงอ้อยจะแห้งตายทั้งกอในที่สุด

“ในการป้องกันสามารถทำได้ทั้งก่อนและหลังเก็บเกี่ยว อาทิ ควรตรวจแปลงอ้อยอย่างสม่ำเสมอทุก 7 หรือ 15 วัน ในแปลงที่เริ่มพบกอที่เป็นโรคให้รีบขุดทิ้งทำลาย หรือพ่นกอที่เป็นโรคด้วยสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเสท 1%
การเตรียมพันธุ์ปลูกควรใช้ท่อนพันธุ์ที่สมบูรณ์ ปลอดโรค แช่ท่อนพันธุ์ด้วยน้ำร้อน 52 องศาเซลเซียส 2 ชั่วโมงก่อนปลูก หลังจากปลูกแล้วควรหมั่นกำจัดวัชพืชทั้งในและรอบแปลงอ้อยที่เป็นแหล่งอาศัยของแมลงพาหะ
คือ เพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาล ส่วนการป้องกันกำจัดหลังเก็บเกี่ยว ให้ไถทำลายแปลงอ้อยตอที่เป็นโรครุนแรงทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งระบาดของเชื้อต่อไป
คราดตอเก่าออกให้หมด ปลูกพืชบำรุงดินหมุนเวียน และไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนปลูกอ้อยใหม่”
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว.

จาก http://www.thairath.co.th วันที่ 14 กรกฎาคม 2554

ชาวปักธงชัย จ.นครราชสีมา เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นในโครงการตั้งโรงงานผลิตเอทานอล

ประชาชนชาวอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ครั้งที่ 1 ในโครงการตั้งโรงงานผลิตเอทานอล ที่ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย โดยส่วนใหญ่มีความห่วงใยต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้านน้ำ –กลิ่น และขยะจากโครงการ

ในการจัดประชุมเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียและการมีส่วนร่วมของประชาชน ครั้งที่ 1 โครงการโรงงานเอทานอล อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา วันนี้(13 ก.ค.54) จัดขึ้นที่หอประชุมโรงเรียนสมเด็จพระธีรญาณมุนี โดยมีนายสมศักดิ์ ปริสุทโธ เหมทานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นประธาน และมีประชาชนจาก 3 ตำบลที่อยู่ในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรของที่ตั้งโครงการ คือ ตำบลตะคุ ตำบลธงชัยเหนือ อำเภอปักธงชัย และตำบลตำไก้ อำเภอสูงเนิน เข้าร่วมประชุมพร้อมเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมกว่า 100 คน โดยผู้นำชุมชน ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นว่า ทางโครงการยังไม่ได้ให้ข้อมูลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นมากนัก จึงเป็นห่วงเรื่อง การปิดทางกั้นน้ำทางธรรมชาติ จะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ทิศตะวันตกของโครงการ เรื่องกลิ่นและขยะที่จะมีจำนวนมาก

นายวรเจตน์ อินทามระ กรรมการบริษัทอีเทอเนิล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริหารโครงการ กล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินโครงการ ซึ่งต้องนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น

โครงการโรงงานเอทานอล อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จะมีการจัดรับฟังความเห็นประชาชนอีกครั้ง เพื่อนำเสนอร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรการป้องกันแก้ไขให้ประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสนอแนะ โรงงานนี้จะมีกำลังการผลิตเอทานอล 650,000 ลิตร / วัน ใช้วัตถุดิบมันเส้นประมาณ 1,573 ตัน /วัน มีเนื้อที่ 1,500 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นโครงการที่สอดรับนโยบายรัฐบาลด้านพลังงานทดแทน ลดการนำเข้าน้ำมันเบนซินและดีเซล หันมาพึ่งกาตนเองด้านพลังงานมากขึ้น

จาก http://thainews.prd.go.th  วันที่ 13 กรกฎาคม 2554

มิตรผลพัฒนาชลประทาน

นายศุภนิตย์ มานะจิตต์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานอ้อย กลุ่มน้ำตาลมิตรผล เปิดเผยว่า ในปีการผลิต 2553/2554 กลุ่มน้ำตาลมิตรผล ได้จัดสรรงบประมาณพัฒนาระบบชลประทาน 90 ล้านบาท เพื่อวางระบบชลประทานครอบคลุมพื้นที่การปลูกอ้อยในเขต จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สุพรรณบุรี และสิงห์บุรี กว่า 32,000 ไร่ โดยเริ่มที่การก่อสร้างสถานีสูบน้ำผ่านท่อรับแรงดันจากอ่างเก็บน้ำบึงน้อยที่บ้านโคกศรี อ.ห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นหนองน้ำสาธารณะบนเนื้อที่ 317 ไร่ ด้วยงบประมาณ 13 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถต่อน้ำจากท่อหลักเข้าไปยังแปลงเพาะปลูก นอกจากนี้ คาดว่าจะขยายงบฯการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบชลประทานเพิ่มเป็น 300 ล้านบาทในปีི-56

นายไพฑูรย์ ประภาถะโร ผู้อำนวยการด้านอ้อย โรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ กล่าวว่า โครงการนี้จะทำให้เพิ่มผลผลิตอ้อยได้มากขึ้น จากเดิมที่มีผลผลิตเฉลี่ย 10 ตัน/ไร่ เพิ่มเป็น 20 ตัน/ไร่ เพิ่มรายได้จาก 27,000,000 เป็น 54,000,000 บาท/ปี และภายในเวลาการปลูกอ้อย 5 ปี จะให้ผลผลิตสูงถึง 100 ตัน/ไร่


จาก http://www.khaosod.co.th  วันที่ 12 กรกฎาคม 2554

สอน.จะเสนอรัฐบาลนำอ้อยนอกกฎหมายให้เป็นอ้อยตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล

นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่ทั้งระบบ เพื่อดูแลผู้มีส่วนได้เสียทั้ง 3 ฝ่ายคือ ชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม ผ่านกลไกที่เป็นระบบที่มีความหยืดหยุ่นรับมือได้ทุกสถานการณ์

ทั้งนี้ การพิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 จะแก้ไขให้รวมอ้อยนอกกฎหมาย ประมาณ 500,000 ตัน คือ อ้อยที่ปลูกเพื่อใช้เพื่อผลิตพลังงาน และใช้ผลิตเคมี ได้แก่ กรดแลตติก และน้ำตาลเอสเตอร์ วงการอุสาหกรรมเครื่องสำอางใช้ลดแรงตึงผิว ให้เป็นอ้อยที่ได้รับการรวมไว้ใน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทรายด้วย เพราะปัจจุบันการผลิตเอทานอลในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ไม่เป็นอ้อยตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย กรณีมีปัญหาขายได้ราคาต่ำกองทุนอ้อยและน้ำตาลไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้เพราะเป็นอ้อยนอกกฎหมาย

ส่วนอ้อยที่ปลูกเพื่ออุตสาหกรรมเคมี เช่น น้ำอ้อยไปผลิตกรดแลตติกและต่อเนื่องผลิตเป็นพลาสติก ซึ่งให้มูลค่าเพิ่มถึง 10 เท่า โดยหากใช้อ้อยเพียง 18,000 ล้านบาท จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 180,000 ล้านบาท จะทำให้มูลค่าของอุตสาหกรรมนี้เพิ่มจากปัจจุบัน 180,000 ล้านบาท อีกเท่าตัวเป็น 360,000 ล้านบาทได้โดยไม่ยากนักซึ่งเมื่อมูลค่าเพิ่มขึ้น ชาวไร่อ้อยจะสนใจปลูกเพิ่มขึ้นได้ จึงไม่กระทบกับอ้อยที่ป้อนกับโรงงานน้ำตาล แต่ พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายปัจจุบันยังไม่เอื้อให้โรงงานอุตสาหกรรมเคมี ใช้อ้อยไปผลิตได้โดยตรงต้องซื้อน้ำตาลทรายไปผ่านกระบวนการแทนการใช้น้ำตาลทรายดิบ หากจะใช้น้ำตาลทรายดิบต้องมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับ ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมประเภทนี้เกิดขึ้นแล้วในไทยคือ บริษัท พูแรค ในนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จังหวัดระยอง ต้องซื้อน้ำตาลทรายแทนน้ำตาลดิบถึง 150,000 ตัน เพื่อผลิตกรดแลตติก ซึ่งได้มูลค่าเพิ่มถึง 5 เท่า แต่ถ้าหากนำไปผลิตไบโอพลาสติกจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 10 เท่า แต่ถ้านำไปผลิตเป็นเอสเตอร์ได้มูลค่าเพิ่มถึง 15 เท่า ล่าสุดบริษัทเกาหลีสนใจเข้ามาลงทุนอุตสาหกรรมเคมีต่อเนื่องจากน้ำตาลเช่นกัน

นายประเสริฐ กล่าวถึงกลไกดูแลผู้มีส่วนได้เสียทั้ง 3 ฝ่าย ว่า จะเป็นกลไกที่เป็นระบบที่มีความหยืดหยุ่น เช่น ในกรณีราคาน้ำตาลทรายขาดแคลนทั่วโลก ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดราคาน้ำตาลทรายขาวตลาดโลกอยู่ที่ตันละ 818.30 ดอลลาร์สหรัฐ คนไทยจะได้รับการดูแลให้บริโภคน้ำตาลในราคาที่ไม่เกินราคาที่กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ที่ 23.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งในช่วง 3 ปีนี้อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายดีต่อเนื่อง แต่ในอนาคตหากน้ำตาลทรายล้นตลาดโลก ราคาลดลง ราคาขายจะต่ำกว่าต้นทุน กลไกก็จะเข้ามาดูแลชาวไร่อ้อยให้ได้ราคาขายอ้อยที่เป็นธรรมและต้องไม่เดือดร้อนเกินไป

นอกจากนี้ จะต้องเตรียมความพร้อมให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลสามารถรับสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก เช่น การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่ง สอน.เชื่อว่าจะเป็นโอกาสที่อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยจะขายได้มากขึ้น ซึ่งหากมี พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทรายที่แก้ไขแล้ว การที่ตลาดใหญ่ขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น มูลค่าเพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ในที่สุดจะส่งผลให้เป็นแรงจูงใจให้ผลิตภาพการปลูกอ้อยในภาพรวมของประเทศได้ผลผลิตที่สูงขึ้นจาก 12 ตันต่อไร่ เป็น15 ตันต่อไร่ ผลผลิตรวมจาก 95 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็น 125 ล้านตันต่อปี. -สำนักข่าวไทย

จาก http://www.mcot.net  วันที่ 11 กรกฎาคม 2554

LOGISTICS CORNER ลอจิสติกส์อาเซียนกรณีศึกษาเส้นทางขนส่งน้ำตาล สปป.ลาวไปสหภาพยุโรป

การค้าชายแดนและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทวีความสำคัญต่อประเทศไทยทุกนาที เพื่อให้เข้าใจภาพรวม รวมทั้งปัญหาอุปสรรคการขนส่งสินค้าของภูมิภาคแท้จริง จึงได้ศึกษาติดตามพฤติกรรมการขนส่งสินค้าตัวอย่างอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ต้นทางของสินค้าจนถึงปลายทาง ในลักษณะเดียวกับรายการโทรทัศน์ “กบนอกกะลา” โดยได้เลือกใช้กรณีศึกษาการขนส่งน้ำตาลทรายของบริษัท มิตรลาว จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของ สปป.ลาว เพื่อส่งออกไปยังประเทศในสหภาพยุโรป โดยอาศัยโควตาสิทธิพิเศษทางการค้าของ สปป.ลาว

บริษัทได้รับสัมปทานพื้นที่เพื่อปลูกอ้อย 90 ปี จากรัฐบาลลาวประมาณ 5,000 ไร่ และมีสัญญาปลูกพืชไร่ (Contact farming) กับชาวไร่ลาวเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ ในปี 2553 สามารถผลิตน้ำตาลทรายได้ 35,000 ตัน โดยผลิตเพื่อใช้ภายใน สปป.ลาว 1,000 ตัน (ร้อยละ 5) และส่งออกไปประเทศอังกฤษ 34,000 ตัน (ร้อยละ 95) ทั้งนี้ น้ำตาลจำนวนดังกล่าวต้องใช้รถบรรทุกกึ่งพ่วง (Semitrailer) ขนส่งไปยังท่าเรือแหลมฉบังถึง 650 เที่ยวในแต่ละปี

เส้นทางขนส่งสินค้าผ่านแดน เนื่องจาก สปป.ลาว ไม่มีทางออกสู่ทะเล จึงสามารถขนส่งสินค้าจากสปป.ลาวไปประเทศที่ 3 ผ่านประเทศไทยได้ ภายใต้อนุสัญญาและข้อบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพในการสัญจรผ่านแดน ณ กรุงบาร์เซโลนา โดยในส่วนของประเทศไทยได้กำหนดเส้นทางเฉพาะสำหรับการขนส่ง (Bonded Route) ไว้ถึง 8 เส้นทาง สำหรับการขนส่งน้ำตาลทรายของบริษัทมิตรลาวนี้ ได้เลือกใช้เส้นทาง ไทรบุรี-สะหวันนะเขต-มุกดาหาร-กาฬสินธุ์-มหาสารคาม-ขอนแก่น (อ.บ้านไผ่)-นครราชสีมา (อ.ปักธงชัย)-ปราจีนบุรี (อ.กบินทร์บุรี)-ชลบุรี (อ.ศรีราชา) หรือ ทางหลวงอาเซี่ยนหมายเลข 16, 12 และ 19 ตามลำดับ ซึ่งมีระยะทางรวม 775 กม. โดยมากเป็นทางขนาด 4 ช่องจราจร ยกเว้นบางช่วงเป็นทางขนาด 2 ช่องจราจร ดังนี้


จาก http://www.siamturakij.com  วันที่ 11 กรกฎาคม 2554

"วังขนาย"ทาบจัดรูปที่ดิน พัฒนาพื้นที่เกษตร-เพิ่มผลผลิตอ้อย

สำนักงานจัดรูปที่ดินกลางเนื้อหอม กลุ่มวังขนายยักษ์ใหญ่วงการอ้อย-น้ำตาลทาบทามให้เข้าไปจัดรูปที่ดินในพื้นที่เกษตรกรเครือข่ายนับแสนไร่ในเขตภาคกลาง หวังมีระบบน้ำต้นทุนสนับสนุนผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้น หลังเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำ 3 ประสานในพื้นที่โรงงานน้ำตาลทั้งขอนแก่นและลพบุรี

นายจรัญ ภูขาว ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชล ประทาน เปิดเผยว่า นายอารีย์ ชุนฟุ้ง ประธานกลุ่มน้ำตาลวังขนาย แสดงความสนใจเรื่องการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยหารือกับสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง เพื่อศึกษาลู่ทางการ จัดรูปที่ดินของเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เป็นเครือข่ายลูกไร่ผลิตอ้อยป้อนโรงงานน้ำตาลจำนวนนับแสนไร่ในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง

"โดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำต้นทุนที่สามารถเข้าถึงแปลงเกษตรได้ทุกแปลง ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มผลผลิตอ้อยได้มากขึ้นแล้ว ยังลดต้นทุนการผลิตไปในตัว"

นายจรัญกล่าวว่า กลุ่มวังขนายสนใจการจัดรูปที่ดินฯเพราะเข้าใจถึงข้อดี แต่บริษัทยังไม่ทราบรายละเอียด ขั้นตอน วิธีการจัดรูปที่ดินฯ ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 3 ปี เนื่องจากสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางไม่สามารถทำได้โดยลำพัง หากต้อง

อาศัยหน่วยงานอื่นอย่างกรมที่ดิน สำรวจรังวัดที่ดิน การออกโฉนดแปลงที่ดินใหม่หลังการจัดรูปที่ดินฯแล้ว

"ที่สำคัญเราก็ต้องศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่โครงการในเรื่องแหล่งน้ำต้นทุนที่จะเข้าสู่แปลงย่อยของเกษตรกรว่ามีมากน้อยแค่ไหน" นายจรัญกล่าว

กลุ่มวังขนายเป็นบริษัทผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศไทย มีโรงงาน 4 แห่ง ที่สุพรรณบุรี ลพบุรี นครราชสีมา และมหาสารคาม และโรงงานน้ำตาลขนาดเล็ก 2 แห่งในลาว มีกำลังการหีบอ้อย 100,000 ตันอ้อย/วัน

นอกจากใช้เทคโนโลยีกำหนดพิกัดด้วยดาวเทียม (จีพีเอส) และระบบภูมิสารสนเทศ (จีไอเอส) ในการจัดการการปลูกอ้อย เพื่อพัฒนาปรับปรุงให้ได้ผลผลิตเต็มที่และยังเป็นระบบหลักประกันการส่งอ้อยป้อนโรงงาน กลุ่มวังขนาย ยังเข้าไปพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ปลูกอ้อยใน อ.แก้งสนามนาง รอยต่อ 3 จังหวัดได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น และนครราชสีมา ร่วมกับส่วนราชการและเกษตรกร เพื่อเพิ่มผลผลิตการเกษตรต่าง ๆ รวมทั้งอ้อยและพัฒนาแหล่งน้ำใน 6 ตำบล อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี ที่ตั้งโรงงานน้ำตาลทีเอ็นในเครือวังขนายด้วย


จาก http://www.prachachat.net  วันที่ 11 กรกฎาคม 2554

แผนใช้ดินปี"54 ยึดลุ่มน้ำสาขา พัฒนาที่ทำกิน

กรมพัฒนาที่ดิน วางการแผนใช้ที่ดินปี 2554 ระดับลุ่มน้ำสาขา มุ่งส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินตามศักยภาพของพื้นที่ ช่วยเกษตรกรรับรู้ถึงประโยชน์ในการใช้ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินได้จัดทำโครงการวางแผนการใช้ที่ดินระดับลุ่มน้ำสาขา เป้าหมายดำเนินการในปี 2554 จำนวน 45 ลุ่มน้ำสาขา โดยเน้นวางแผนการใช้ที่ดินที่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรที่ดินปริมาณน้ำในลุ่มน้ำกับภาคการผลิตพืชผลทางการเกษตรให้เป็นไปอย่างเกื้อกูลและเหมาะสมกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยที่ผ่านมาเกษตรกรใช้ที่ดินโดยขาดการบริหารจัดการที่ถูกต้อง และใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เหมาะสมตามศักยภาพของพื้นที่ ทำให้ดินเสื่อมโทรม ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ


ด้านนายศิริพงษ์ อินทรมงคล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน (สนผ.) กรมพัฒนาที่ดินกล่าวเสริมว่า เป้าหมายรวมของการวางแผนการใช้ที่ดินระดับลุ่มน้ำสาขามีทั้งหมด 254 ลุ่มน้ำสาขา ดำเนินการไปแล้ว 90 ลุ่มน้ำสาขา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำหลัก ได้แก่ ลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำกก ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี

ในปี 2554 ก็ได้ดำเนินการอีก 45 ลุ่มน้ำสาขา โดยเชื่อมั่นว่าการวางแผนการใช้ที่ดินระดับลุ่มน้ำสาขานี้จะช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพของพื้นที่

สำหรับประโยชน์ในการวางแผนการใช้ที่ดินระดับลุ่มน้ำสาขานั้น จะช่วยเป็นตัวกำหนดแผนการใช้ที่ดินที่เหมาะสมทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจและสังคม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระดับลุ่มน้ำ อีกทั้งช่วยเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดแผนงานและพัฒนาการเกษตรในรูปแบบต่างๆ กำหนดแผนรองรับนโยบายการจัดทำเขตพัฒนาที่ดิน เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำได้อย่างยั่งยืนต่อไป


จาก http://www.komchadluek.net  วันที่ 11 กรกฎาคม 2554

เครือข่ายภาคเกษตรกร หนุน รบ.ใหม่ดันนโยบายเกษตรปลอดภัย

อึ้ง!! ไทยนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรเกือบ 18,000 ล้านบาท เครือข่ายภาคเกษตร ชี้ สารเคมี 4 ชนิดมีพิษสูง หนุนรัฐบาลใหม่ดันนโยบายเกษตรปลอดภัย

น.ส.รพิจันทร์ ภูริสัมบรรณ นักวิจัยมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายจากภาควิชาการและภาคประชาสังคม สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม และแผนงานสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมวิชาการเพื่อเฝ้าระวังสารเคมีทางการเกษตร โดยพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากถึง 117,698,480 กิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่า 17,924,407,345 บาท เพิ่มขึ้นจากข้อมูลปี 2540 เฉลี่ย 11% ต่อปี จากการเฝ้าระวังสารเคมีเหล่านี้ พบว่า มีสารเคมี 4 ชนิดที่มีอันตรายและมีพิษสูง แต่ประเทศไทยยังใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคการเกษตร โดยไม่มีการควบคุมอย่างเป็นระบบ ขณะที่ต่างประเทศ เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในแถบอาเซียนได้ประกาศยกเลิกการใช้สารเคมีเหล่านี้แล้ว แต่ยังพบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมสารเคมียังมีการส่งออกสารเคมีเหล่านี้ไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย

น.ส.รพิจันทร์ กล่าวว่า สารเคมีทั้ง 4 ชนิดดังกล่าว ประกอบด้วย 1.คาร์โบฟูราน มีพิษสูงและมีสารตกค้างที่ล้างออกได้ยาก ใช้กำจัดแมลงในพืชหลายชนิด อาทิ ข้าว อ้อย กล้วย แตงโม ถั่วฝักยาว 2.เมโทมิล เป็นสารเคมีแบบพ่น พืชสามารถดูดซึมสารเคมีชนิดนี้ได้ และแมลงที่กัดกินพืชก็จะได้รับสารตกค้างไปด้วย 3.ไดโครโตฟอส เป็นสารเคมีที่อยู่ในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ส่วนมากใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงในข้าว และผักต่างๆ และ4.อีพีเอ็น องค์การอนามัยโลก จัดเป็นสารเคมีในกลุ่มที่มีพิษสูงที่สุด ใช้ผสมกับสารเคมีอื่น เพื่อกำจัดแมลงในพืชตระกูลแตง ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น

ด้าน นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.ในฐานะอดีตประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์การจัดการสารเคมีแห่งชาติ กล่าวว่า การเฝ้าระวังสารเคมีทางการเกษตรต้องทำอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ โดยนำทุนทางปัญญา ทุนทางสังคมจากภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ร่วมกับภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนให้ความรู้การจัดการสารเคมีทางการเกษตร โดยเชื่อมโยงกับพลังด้านสุขภาพของประชาชน ซึ่งควรเร่งขับเคลื่อนเรื่องนี้ออกสู่สังคมในวงกว้าง เพื่อสร้างความเข้าใจ และตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวแก่ประชาชน เพราะปัจจุบันประเด็นอันตรายและผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร และการสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชแบบเกษตรปลอดภัย ยังเป็นเพียงประเด็นกระแสรอง แต่หากขับเคลื่อนจนเป็นประเด็นกระแสหลักเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะหยิบประเด็นนี้มาเป็นนโยบายหลักในการพัฒนาประเทศแน่นอน เพราะเป็นเรื่องการป้องกันสุขภาพของผู้บริโภค และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม


จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 10 กรกฎาคม 2554

สนพ.เร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมสร้างระบบก๊าซชีวภาพ

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมสร้างระบบก๊าซชีวภาพเพื่อกำจัดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ด้วยงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท


นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน เร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม คือ โรงงานอุตสาหกรรม น้ำมันปาล์ม แป้งมันสำปะหลัง เอทานอล น้ำยางข้น อุตสาหกรรมอาหาร สร้างระบบก๊าซชีวภาพเพื่อกำจัดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิตและนำก๊าซชีวภาพที่ได้ไปผลิตไฟฟ้าหรือใช้ทดแทนเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ เช่น น้ำมันเตา หรือ ก๊าซแอลพีจี โดย สนพ. มีแผนส่งเสริมเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพให้ครอบคลุมโรงงานอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพกว่า 338 แห่ง ระหว่างปี 2551-2555 ใช้เงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน รวม 3,982.5 ล้านบาท คาดว่า จะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 637.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,950 ล้านบาทต่อปี สำหรับในปีนี้ได้ตั้งเป้าเชิญชวนผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมฯเข้าร่วมโครงการฯ อีกจำนวน 64 แห่ง ซึ่งกองทุนฯจะให้เงินสนับสนุนจำนวน 560 ล้านบาท คาดว่า จะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 110 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมทั้ง ขยายการสนับสนุนต่อไปเพื่อให้ครอบคลุมโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันไทยมีการนำเข้าพลังงาน ประกอบกับ มีของเสียและน้ำเสียในอุตสาหกรรมจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีการนำเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพมาใช้กับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม เพราะหากน้ำเสียหรือของเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการจัดการถูกวิธีจะก่อให้เกิดปัญหาด้านมลภาวะ ทั้งเรื่องของกลิ่นและแมลงรบกวน และส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม


อย่างไรก็ตาม การนำระบบก๊าซชีวภาพไปประยุกต์ใช้จะช่วยลดต้นทุนด้านการใช้พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมฯ , ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดเสรี และลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลดีต่อสุขอนามัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

จาก http://thainews.prd.go.th  วันที่ 10 กรกฎาคม 2554

น้ำตาลชักขมสั่งลดสำรอง

บอร์ด กอน. มีมติเห็นชอบให้คืนปริมาณน้ำตาลสำรองให้กับโรงงานไป 2 ล้านกระสอบ ส่วนอีก 1 ล้านกระสอบคงไว้จนถึง 31 ส.ค. เพื่อพิจารณาว่ามีภาวะขาดแคลนหรือไม่ หากสถานการณ์คลี่คลายก็ให้คืนโรงงานเพื่อส่งออกต่อไป ...

นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยหลังการประชุมบอร์ด กอน. ที่มีนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน วานนี้ (8 ก.ค.) ว่า กอน.ได้พิจารณาปริมาณน้ำตาลทรายโควตา ก. (บริโภคในประเทศ) ที่เดิมกำหนดไว้ 25 ล้านกระสอบ และสำรองไว้เผื่อกรณีขาดแคลน 3 ล้านกระสอบ โดยมีมติเห็นชอบให้คืนปริมาณน้ำตาลสำรองให้กับโรงงานไป 2 ล้านกระสอบ
ส่วนอีก 1 ล้านกระสอบคงไว้จนถึง 31 ส.ค. เพื่อพิจารณา ว่ามีภาวะขาดแคลนหรือไม่ หากสถานการณ์คลี่คลายก็ให้คืนโรงงานเพื่อส่งออกต่อไป

สาเหตุที่ลดปริมาณสำรองน้ำตาลทรายลงเนื่องจากภาวะการบริโภคของคนไทยลดลงโดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่มเพราะอากาศปีนี้ค่อนข้างเย็น ประกอบกับประชาชนที่เคยตื่นตระหนกกักตุนน้ำตาลทรายเพราะกลัวขาดแคลนลดลงไปมาก รวมถึงการลักลอบค้าขายออกชายแดนเบาบางลงแล้ว

“ฤดูการผลิตปีนี้เรากำหนดน้ำตาลทรายโควตา ก.ไว้ 25 ล้านกระสอบ ซึ่งถือว่าสูงอยู่แล้วเพราะปีที่แล้วกำหนดไว้ 22 ล้านกระสอบ และยังมีสำรองอีก 3 ล้านกระสอบ ก็ยิ่งสูงขึ้น ทำให้ขณะนี้น้ำตาลขึ้นงวดและค้างกระสอบ 2.4 ล้านกระสอบ ถือว่าเป็นปริมาณที่มากพอจึงได้ลดสำรองลง 2 ล้านกระสอบ คืนโรงงานเพื่อนำไปส่งออกต่อไป”

ทั้งนี้ ราคาส่งออกถือว่าดีมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ส่งออกเฉลี่ยที่ 19 เซนต์ต่อปอนด์ ดังนั้น ประเมิน ราคาขั้นสุดท้ายจะไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทแน่นอน (อัตราแลกเปลี่ยน 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ).


จาก
http://www.thairath.co.th วันที่ 9 กรกฎาคม 2554

ป.บุกรวบผู้ต้องหา คดีตุ๋นขายน้ำตาลมูลค่า60ล้าน โร่ปัดข้อหาพัลวัน พบทำมาหลายหน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.1 บก.ป.พร้อมกำลัง จับกุมนายสรายุทธ แสนสุข อายุ 53 ปี ผู้บริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ตามหมายจับศาลแขวงพระนครใต้ ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง ได้ที่บ้านเลขที่ 40/3352-3 ประชานิเวศน์ 3 ซอย 25 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี สืบเนื่องจากเมื่อปี 2548 ผู้ต้องหาได้ร่วมกับพวก หลอกขายน้ำตาลทราย 3.7 หมื่นตัน ให้กับนักธุรกิจชาวอินโดนีเซียซึ่งได้สัมปทานจากรัฐบาลอินโดนีเซียให้เป็นผู้นำเข้าน้ำตาลทราย รวมมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท โดยผู้ต้องหาไม่ได้ส่งสินค้าจนถูกทวงถามและเรียกเงินค่าปรับ 19 ล้านบาท ต่อมาจึงมีการแจ้งความ รวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับดังกล่าว

สอบสวนผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่า เป็นเพียงพ่อค้าคนกลางทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไปเพื่อเอากำไร ซึ่งตนไปรู้จักกับนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งในพื้นที่ภาคตะวันออก บอกว่ามีน้ำตาลทรายจำนวนมากพร้อมจะนำออกขายจึงเดินทางไปดูถึงเรือสินค้า ทำให้ตนหลงเชื่อ หลังจากนั้นจึงมีการติดต่อซื้อขายกับผู้เสียหาย ตนยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการฉ้อโกงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ผู้ต้องหากับพวก ยังถูกผู้เสียหายซึ่งเป็นนักธุรกิจอีกหลายรายแจ้งความดำเนินคดี ภายหลังถูกหลอกซื้อน้ำตาลทรายด้วยพฤติการณ์เช่นเดียวกัน สร้างความเสียหายนับร้อยล้านบาท โดยบางคดีมีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมารับทราบข้อกล่าวหา บางคดีได้ส่งฟ้องต่ออัยการไปแล้ว


จาก http://www.naewna.com  วันที่ 9 กรกฎาคม 2554

สภาผู้ส่งออกแนะรัฐบาลกำหนดกรอบเงินบาทในแต่ละปี

นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่าตามที่ว่าที่รัฐบาลใหม่ ประกาศนโยบายเงินบาทแข็งค่า และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทนั้น สภาผู้ส่งออกฯเห็นว่า จะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกสินค้ากลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลักมากโดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ประมง ปศุสัตว์ และเกษตร เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า รวมถึงกลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

ในขณะที่กลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยส่วนใหญ่นำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากต่างประเทศ และใช้แรงงานในประเทศน้อย กลุ่มทุนต่างชาติเหล่านี้ จะไม่ได้รับกระทบแต่กลับได้ประโยชน์ และขณะนี้สินค้ากลุ่มทุนต่างชาติกลายเป็นสินค้าส่งออกหลักและมียอดส่งออกอันดับต้น ๆ ของประเทศไปแล้ว อาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มรถยนต์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สภาผู้ส่งออกเห็นว่า นโยบายเงินบาทแข็งค่ายังพอปรับตัวรับมือได้ หากรัฐบาลประกาศกำหนดกรอบการแข็งค่าเงินบาทให้ชัดเจน ว่าในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปได้สูงสุดเท่าใด เช่น รัฐบาลอาจกำหนดว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นได้กี่เปอร์เซ็นในรอบ 12 เดือนหรือ 1 ปี เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้วทำอยู่ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศสิงคโปร์หรือสาธารณะรัฐประชาชนจีน กำหนดชัดเจนว่า เงินจะแข็งค่าขึ้นไม่เกินร้อยละ 5 ภายในรอบ 1 ปี

ฉะนั้นหากรัฐบาลไทยทำในลักษณะนี้ได้ ก็จะช่วยผู้ส่งออกได้มากเพราะมีข้อมูลชัดเจน จึงสามารถกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คำนวณราคาสินค้าเพื่อนำไปตกลงกับผู้ซื้อในต่างประเทศได้อย่างชัดเจนตามกรอบค่าเงินที่รัฐบาลไทยกำหนดไว้ แต่ถ้าหากรัฐบาลไทยไม่มีการกำหนดกรอบการแข็งค่าของเงินบาทเอาไว้อย่างชัดเจน ผู้ส่งออกก็ไม่สามารถคำนวณราคาขายสินค้าที่จะชัดเจนได้เช่นกัน ซึ่งหากราคาขายสินค้าของไทยสูงเกินกว่าคู่แข่ง ผู้ซื้อในต่างประเทศก็จะเริ่มหันไปพิจารณาซื้อสินค้าจากคู่แข่งแทน แม้คุณภาพสินค้าต่ำกว่าไทยก็ตาม และเมื่อบวกกับค่าแรงขั้นต่ำที่จะเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 300 บาทด้วยแล้ว เชื่อว่า ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) จะเดือดร้อนจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และอาจเห็นบางกลุ่มประกาศหยุดกิจการชั่วคราวก็เป็นได้ เพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการขาดทุนเพื่อรักษาลูกค้าการจะได้กำไรเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก

“ที่ผ่านมาผู้ส่งออกไทยกำหนดราคาขายสินค้าโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ใช้อัตรานี้ เนื่องจากค่าเงินบาทค่อนข้างนิ่งในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ฉะนั้นหากค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลงผันผวนมากผู้ประกอบการไทยกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมาก รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น จะได้รับผลกระทบทั้งจากปัญหาเงินบาทแข็งค่าบวกกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า นโยบายเงินบาทแข็งค่า หากมองภาพรวมจะพบว่า มีทั้งส่วนที่ส่งผลกระทบและได้ประโยชน์ โดยที่ได้ประโยชน์คือ ช่วยให้การนำเข้าน้ำมันมีราคาถูกลงก็จริง แต่จริงเพียงส่วนเดียว อีกปัจจัยที่สำคัญคือ ราคาน้ำมันขึ้นกับราคาตลาดโลก หากราคาตลาดโลกแพงราคาก็จะแพงตามไปด้วย .-สำนักข่าวไทย


จาก http://www.mcot.net  วันที่ 8 กรกฎาคม 2554

อ.ต.ก.ลุยต่อปุ๋ยสั่งตัด77จ.

อ.ต.ก. เตรียมจัดทำร่างทีโออาร์เปิดประมูลซื้อปุ๋ยสั่งตัดเฉลิมพระเกียรติ โครงการนำร่อง 84 ตำบล แจกเกษตรกรทั่วประเทศ ยอมรับหวั่นสะดุด เหตุแม่ปุ๋ยในตลาดโลกสูงกว่าราคาควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ไม่จูงใจผู้ประกอบการนำเข้า ด้าน "นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน" มั่นใจรัฐบาลใหม่สั่งเดินหน้าต่อ


นายกมลวิศร์ แก้วแฝก กรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร รักษาการผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2554 ทางคณะกรรมการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ที่มีนายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีการประชุมได้ข้อสรุป มีมติเห็นชอบให้ อ.ต.ก. จัดทำร่างทีโออาร์ประมูลซื้อปุ๋ยสั่งตัด 84 ตำบล ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุ 84 พรรษา ซึ่งประกอบด้วยปุ๋ยเอ็น พี และเค หรือปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งแม่ปุ๋ย 3 ตัวนี้จะใช้วิธีการให้เอกชนมาเสนอขายให้กับ อ.ต.ก. วัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรได้ซื้อปุ๋ยในราคาถูก


สำหรับข้อกำหนดและคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่จะมาเสนอขายให้กับ อ.ต.ก.นั้น ในเบื้องต้นจะต้องเป็นผู้นำเข้าแม่ปุ๋ย และเป็นผู้ประกอบการที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อการันตีว่าสามารถจัดส่งให้เกษตรกรได้ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งหลังจากร่างทีโออาร์เสร็จเรียบร้อยแล้วจะเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้ง ก่อนเปิดประมูลอย่างเป็นทางการ


"โครงการนี้จะเป็นเงินที่เจียดจากงบประมาณ 3,450 ล้านบาท เป็นเงินก้อนเดียวกับโครงการปุ๋ยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ และได้รับเงินอนุมัติเรียบร้อยแล้ว คาดว่าไม่มีผลกระทบกับการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลใหม่ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ราคาปุ๋ยในตลาดโลกเวลานี้ สูงกว่าราคาควบคุมของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ทำให้ผู้นำเข้าแม่ปุ๋ยได้ชะลอการสั่งซื้อ ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาที่จะไม่ให้ปุ๋ยขาดแคลนในอนาคต จึงอยากให้ผู้ประกอบการรีบแจ้งต้นทุนแท้จริงเพื่อให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาราคาจำหน่ายใหม่"


ด้านนายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร กล่าวถึงสาเหตุที่ให้ อ.ต.ก. เป็นผู้เสนอซื้อนั้น เพราะปริมาณไม่มากนัก เป็นปุ๋ยสั่งตัด ที่ให้เกษตรกรไปผสมกันเองตามความเหมาะสมของสภาพดินในแต่ละพื้นที่ที่มีธาตุอาหารในดินไม่เหมือนกัน งบที่ใช้ครั้งนี้คาดจะใช้ไม่มากนัก แต่ยังคำนวณไม่ได้ ยกตัวอย่าง 1 ตำบล อาจจะมีเกษตรกร 30 ราย แต่ละรายก็มีพื้นที่ดินไม่เท่ากัน จะต้องรอสำรวจอีกซักระยะหนึ่ง ว่างบดังกล่าวจะใช้ประมาณเท่าไร


ส่วนความคืบหน้าในการจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรจากโครงการซื้อปุ๋ยลดต้นทุนในขณะนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 194 ราย ใช้งบประมาณ 450 ล้านบาท สาเหตุที่มีจำนวนเกษตรกรมาใช้ในโครงการนี้จำนวนน้อย เพราะ 1. โครงการเพิ่งเริ่มจริงเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นเป็นการทำงานของหมอดินอาสา และเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาที่ดิน วิเคราะห์ดินตามหลักวิชาการ เพื่อให้เกษตรกรได้ซื้อปุ๋ยตรงกับตามสูตรทั้ง 9 สูตรที่คณะกรรมการได้กำหนดไว้


สาเหตุที่ 2 ก็คือ เกษตรกรทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางคณะกรรมการได้กำหนดสูตรปุ๋ย 16- 8- 8 แต่เกษตรกรประสงค์จะซื้อสูตร 16-16-8 ทาง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ไม่กล้าที่จะให้เกษตรกรซื้อกลัวผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งทางคณะกรรมการได้แก้ไขปัญหาไปเรียบร้อยแล้ว สามารถซื้อได้ เป็นปุ๋ยตัวเดียวกัน แต่ราคาสูงกว่า เกษตรกรหากยอมรับราคาได้ก็ไม่มีปัญหา


นายนิพนธ์ กล่าวในตอนท้ายว่า มั่นใจรัฐบาลใหม่จะเดินหน้าโครงการปุ๋ยทั้งสองโครงการต่อ เพราะวัตถุประสงค์ต้องการลดต้นทุนเกษตรกร และวิธีการดังกล่าวนี้ใช้ได้ผลจริง ขณะนี้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้เตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในนัดแรก เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นการเร่งด่วนต่อไป

จาก http://www.thanonline.com   วันที่ 7 กรกฎาคม 2554

กฎหมายปฏิรูปที่ดินกับการพัฒนาเกษตรกรรม

การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2519 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงสิทธิและการถือครองในที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม

รวมถึงการจัดที่อยู่อาศัยในที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้น โดยรัฐนำที่ดินของรัฐหรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อหรือเวนคืนจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินด้วยตนเองหรือมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราช บัญญัติกำหนดไว้ เพื่อจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดิน เพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ และสถาบันเกษตรกรได้เช่า เช่าซื้อ หรือได้เข้าทำประโยชน์ โดยรัฐให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพ การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าภารกิจของ ส.ป.ก. ประกอบด้วยภารกิจหลัก 2 ประการ ได้แก่สิทธิในที่ดิน และการพัฒนาเกษตรกรรม สำหรับสิทธิในที่ดินตามกฎหมายระบุไว้ 3 ประเภท คือ เช่า เช่าซื้อ และเข้าทำประโยชน์ แสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์การให้สิทธิในที่ดินตามความเหมาะสมในกรณีใดบ้าง ควรให้สิทธิเข้าทำประโยชน์ กรณีใดบ้างควรให้สิทธิการเช่าและกรณีใดบ้างควรให้สิทธิการเช่าซื้อ โดย ส.ป.ก. พิจารณาจากความพร้อมของเกษตรกรผู้จะได้รับสิทธิเป็นหลัก ทั้งนี้ควรเริ่มจากสิทธิเข้าทำประโยชน์ในเบื้องต้น เมื่อเกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ไปได้สักระยะหนึ่งแล้วและมีความพร้อมก็ควร เปลี่ยนเป็นสิทธิการเช่า และเมื่อเห็นว่าเกษตรกรสมควรได้กรรมสิทธิ์ จึงเปลี่ยนเป็นสิทธิเช่าซื้อ

ส่วนการพัฒนาเกษตรกรรม ประกอบด้วย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น แหล่งน้ำ การฟื้นฟูสภาพดินที่เหมาะสมแก่การเกษตรกรรม การพัฒนาการผลิต พัฒนาการจำหน่าย พัฒนาองค์ความรู้ การให้ความช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิต ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ภาครัฐต้องนำไปกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนอย่างต่อเนื่อง และมีแผนปฏิบัติที่เป็นแผนรายปีหรือแผนระยะยาวตามสภาพของพื้นที่และความ พร้อมของเกษตรกร เช่น แหล่งน้ำต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า จะมีที่ใดบ้าง มีระบบการกระจายน้ำอย่างไร และมีความเพียงพอต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม หรือสภาพพื้นที่มีการพัฒนาทรัพยากรดินให้เหมาะสมกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ชนิดนั้น ๆ ต้องมีปัจจัยการผลิตที่จำเป็นที่ภาครัฐนำไปช่วยเหลือ สนับสนุนและส่งเสริม เช่น การพัฒนาปัจจัยการผลิตที่ประกอบด้วย เมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย สารเคมีกำจัดศัตรูพืช แหล่งสินเชื่อเงินกู้อัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม หรือดอกเบี้ยต่ำ การพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่แทนการเกษตรแบบเดิม ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตต่อไร่มากยิ่งขึ้น รวมถึงบรรจุภัณฑ์ การขนส่งผลผลิต การจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีตลาดรองรับที่แน่นอน มีการประกันราคาผลผลิตที่เหมาะสม

หากภาครัฐโดย ส.ป.ก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินอย่างครบวงจร ทั้งในเรื่องของสิทธิในที่ดินและการพัฒนาการเกษตรกรรมอย่างครบถ้วนแล้ว ย่อมทำให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าอาชีพเกษตรกรรม จะทำให้ชีวิตของเขาและครอบครัวสามารถอยู่รอดได้ เกษตรกรเหล่านี้ก็จะไม่ละทิ้งที่ดิน จะยังคงประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนต่อไป

อย่างไรก็ตาม ลำพังกฎหมายปฏิรูปที่ดินไม่อาจทำให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่าง ปลอดภัย จำเป็นที่เกษตรกรต้องมีความรู้เรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐต้องให้ความรู้ สร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรและกำหนดมาตรการป้องกันด้านทรัพยากรและสิ่งแวด ล้อมให้เกษตรกรยึดถือปฏิบัติ อันนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างยั่งยืน และเป็นมรดกแก่รุ่นลูกหลานได้ทำกินสืบไป.


จาก http://www.dailynews.co.th  วันที่ 7 กรกฎาคม 2554

มิตรผลยึดตลาดน้ำตาลเอเชีย

อิสระ ว่องกุศลกิจกลุ่มมิตรผลเล็งใช้ออสเตรเลียเป็นฐานผลิตน้ำตาล ป้อนตลาดเอเชียคู่กับฐานผลิตในไทย รับความต้องการขาดแคลน 10 ล้านตันต่อปี เริ่มศึกษาต้นทุนผลิต จากประสบการณ์ที่เข้าไปซื้อหุ้นในโรงงานน้ำตาลก่อนหน้านี้ พร้อมลุยจีนตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นอีก 1 แห่ง จากค่า Adder ที่ให้สูงถึง 1.40 บาท จี้กระทรวงพลังงาน หากให้ชีวมวลในประเทศเกิดต้องเพิ่ม Adder จูงใจ 1 บาทต่อหน่วย

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มน้ำตาลมิตรผล เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าถึงทิศทางการลงทุนในต่างประเทศของกลุ่มมิตรผลว่า ขณะนี้มิตรผลอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ได้เข้าไปซื้อหุ้นในโรงงานน้ำตาลของบริษัท เมรีเบอโรว์ ชูการ์ แฟคตอรีฯ(เอ็มเอสเอฟ) รัฐควีนส์แลนด์ ของออสเตรเลีย ในสัดส่วน 19.99 % เมื่อปีที่ผ่านมา โดยมีกำลังการผลิตน้ำตาลในกลุ่มถึง 500,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้ทางมิตรผลตั้งเป้าหมายไว้ว่า หากสามารถขยายกำลังการผลิตน้ำตาลในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นได้จากสัดส่วนที่เข้าไปซื้อหุ้นก่อนนี้ จะทำให้เป็นฐานการผลิตน้ำตาลป้อนให้กับภูมิภาคเอเชีย ที่เวลานี้ยังมีการขาดแคลนอยู่ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกอ้อยไม่สามารถเติบโตได้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากประชากรที่อยู่ 3,000 ล้านคน ในขณะที่น้ำตาลที่ส่งมาจากอเมริกาใต้ จะมีต้นทุนที่แพงกว่าจากการค่าขนส่ง หากสามารถร่วมมือกับทางออสเตรเลียขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้ จะเป็นประโยชน์ในการส่งน้ำตาลป้อนเอเชีย รวมถึงประเทศไทยได้ด้วย

"เวลานี้กำลังศึกษาในรายละเอียด เรื่องต้นทุนการผลิตอ้อย ต้นทุนการผลิตน้ำตาล เป็นอย่างไร หากขยายกำลังการผลิตแล้วจะทำได้ขนาดไหน ซึ่งฤดูการหีบอ้อยของออสเตรเลียจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน แต่ของไทยจะอยู่ช่วงเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน หากสามารถร่วมมือกับทางออสเตรเลียได้มากขึ้นจะทำให้เกิดประโยชน์ร่วม ที่ช่วยให้ครึ่งปีแรก ภูมิภาคเอเชียสามารถใช้น้ำตาลจากประเทศไทย และครึ่งปีหลังใช้น้ำตาลจากออสเตรเลีย ทำให้สามารถส่งออกน้ำตาลป้อนได้ทั้งปี โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปสต๊อกไว้มากๆ เหมือนที่เป็นอยู่ ส่วนผลการศึกษาจะแล้วเสร็จเมื่อใดนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าศึกษาออกมาแล้วจะมีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน"

นายสุวัฒน์ กมลพนัส กรรมการผู้จัดการธุรกิจไฟฟ้า กลุ่มน้ำตาลมิตรผล เปิดเผยว่า ส่วนการลงทุนในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ปัจจุบันมีโรงงานน้ำตาลอยู่ 5 แห่ง ในมณฑลกวางสี กำลังการผลิตน้ำตาลรวมอยู่ 80,000 ตันอ้อยต่อวัน หีบอ้อยได้ปีละกว่า 10 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลทรายได้ 1.2 ล้านตันต่อปี โดยเมื่อช่วงต้นปีนี้ได้เปิดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากโรงงานน้ำตาลที่ฟูหนานขายไฟฟ้าไปแล้ว 30 เมกะวัตต์ เงินลงทุนประมาณ 1,300 ล้านบาท ใช้ชานอ้อย 2.5 ล้านตัน โดยได้อัตราส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้าหรือ Adder อยู่ที่ 1.40 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 15 ปี ขณะที่ของไทยอยู่ที่ 0.30 บาทต่อหน่วย มีระยะเวลา 7 ปีเท่านั้น

ดังนั้น บริษัทจึงวางแผนที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นอีก 1 แห่งที่เมืองหนิงหมิง ขนาดกำลังผลิต 15-20 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้อยู่ และความชัดเจนกรณีการส่งเสริมของรัฐบาลท้องถิ่นว่าจะให้มีโรงไฟฟ้าชีวมวลเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่หรือไม่ แม้ว่ารัฐบาลกลางจะส่งเสริมให้มีโรงไฟฟ้าชีวมวลเกิดขึ้นก็ตาม

สำหรับการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในประเทศไทย จากปัจจุบันมีโรงน้ำตาลอยู่ 5 แห่ง ได้มีการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ไปแล้ว 104 เมกะวัตต์ โดยในช่วงสิ้นปีนี้ โรงไฟฟ้าชีวมวลที่ด่านช้าง ได้มีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาอีก 32 เมกะวัตต์ ขายไฟฟ้า 25 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีอยู่ 65 เมกะวัตต์ ขาดไฟฟ้า 37 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กาฬสินธุ์ ขนาดกำลังผลิต 56 เมกะวัตต์ ขายไฟฟ้า 28 เมกะวัตต์ จะก่อสร้างแล้วเสร็จ จะทำให้ทั้ง 2 โรงไฟฟ้าสามารถขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้อีก 53 เมกะวัตต์ จากเงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 3,960 ล้านบาท ที่คำนวณจากการลงทุนผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 45 ล้านบาท

นายสุวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนนโยบายการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลตามแผนที่กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายไว้ 3,700 เมกะวัตต์ ภายในปี 2565 นั้น มองว่า หากค่า Adder ยังอยู่ในระดับ 0.30 บาทต่อหน่วย คงจะดำเนินการได้ยาก รายเล็กๆ หรือที่ไม่มีวัตถุดิบเชื้อเพลิงของตัวเองจะเกิดไม่ได้ เพราะไม่คุ้มทุนและมีความเสี่ยงในด้านการจัดหาเชื้อเพลิง ซึ่งภาครัฐควรจะปรับ Adder ขึ้นไปเป็น 1 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 5-10 ปี เพื่อให้เกิดการจูงใจ และหลังจากนั้นค่อยปรับลดลงมา เมื่อผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดได้แล้ว


จาก http://www.thannews.th.com  วันที่ 6 กรกฎาคม 2554

นครปฐมเตือนเกษตรกรระวังการระบาดศัตรูพืชโรค "ใบขาวอ้อย"

นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ รักษาราชการแทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม เตือนเกษตรกรระวังการระบาดศัตรูพืชโรค "ใบขาวอ้อย"

นางกอบกาญจน์ ภาคสุข นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ รักษาราชการแทนเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครปฐม เปิดเผยว่า เกษตรกรที่ปลูกอ้อย โดยเฉพาะในแหล่งปลูกที่เป็นดินร่วนปนทรายระวัง โรคใบขาวอ้อยระบาด สำหรับโรคใบขาวอ้อยเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา การระบาดสามารถระบาดได้ทางท่องพันธ์จากกอที่เป็นโรคระบาดโดยมีเพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาลเป็นพาหะ

สำหรับอาการโรคใบขาวให้สังเกตดูพบว่าใบอ้อยเรียวแคบเล็ก สีเขียวอ่อน หรือขาว แตกกอ เป็นฝอยแคระแกร็น พบทุกระยะการเจริญเติบโต อาการจะปากฎชัดในอ้อยตอที่แตกใหม่ โดยเฉพาะในอ้อยอายุ 4-5 เดือนขึ้นไป จะสังเกตได้จากการแตกหน่อสีขาวที่โคนกอหรือตาข้าง

กรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะให้มี การจัดการโรคใบขาวอ้อย กรณีที่ไม่ระบาดรุนแรง ทำลายต้นอ้อยที่เป็นโรคโดยการขุดออกและเผาทิ้งหรือฉีดพ้นด้วยสารกำจัดวัชพืช โดยการสำรวจทุก 7-15 วันกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบๆแปลงเพื่อทำลายแหล่งอาศัยของแมลงพาหะของโรค เตรียมแปลงพันธุ์ที่จะมาขยายปลูกในปีต่อไป โดยใช้พันธุ์ที่สังเกตว่าทนทานในพื้นที่หรือแปลงที่เป็นโรคน้อยที่สุด คัดเฉพาะกอที่สมบูรณ์และไม่แสดงอาการโรคใบขาว

เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีพันธุ์ต้านทาน ก่อนปลูกแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำอุ่น 52 องศาเซลเซียสนาน 2ชั่วโมง หากใช้พันธ์จากแหล่งอื่น ต้องเป็นพันธุ์ที่ไม่มีโรค เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วควรรื้อแปลงทิ้งเพื่อปลูกใหม่ ควรปลูกอ้อยช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม ในภาคตะวันตกและเดือนตุลาคม-ธันวาคม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดการติดเชื้อโดยแมลงพาหะ

สำหรับในกรณีที่เป็นรุนแรงมากจนคาดการณ์ว่าไม่ได้ผลผลิต ให้ไถ่ทิ้งแล้วติดตามกำจัดตอเก่าที่งอก โดยขุดทำลายหรือใช้สารเคมี เช่น ไกลโฟเสท 1% ฉีดพ่นกอที่พบโรคไม่ให้ระบาดต่อไปยังแปลงอื่น ถ้ามีช่วงว่างก่อนปลูกฤดูใหม่ ควรปลูกพืชบำรุงดิน เช่น ถั่วพร้า โสนอัฟริกัน ถั่วมะแฮะ

หรือพืชเศรษฐกิจอื่นๆ คั่น เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค เตรียมท่อนพันธุ์ ใช้พันธุ์จากศูนย์วิจัย สถานีทดลองของกรมวิชาการเกษตร ใช้ท่อนพันธ์ที่มีคุณภาพปราศจากโรคจากพันธุ์ ที่ปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ที่ผ่านการคัด และแช่น้ำอุ่น 52 องศาเซลเซียส นาน2 ชั่วโมง จัดฤดูปลูกให้เหมาะสม คือ เดือนมีนาคม - สิงหาคม ในภาคตะวันตกและเดือนตุลาคม - ธันวาคม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อลดการติดเชื้อโดยแมลงพาหะ

หลังการปลูกติดตามดูแลและสำรวจไร่อ้อยเป็นประจำทุกๆ 7-15 วัน ถ้าพบอ้อยเป็นโรคต้องรีบทำลาย ดูแลแปลงให้สะอาดปราศจากวัชพืช เกษตรกรต้องร่วมมือกันกำจัดโรคใบขาวอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูการผลิตและตลอดไปจนกว่าโรคใบขาวจะหมด


จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 6 กรกฎาคม 2554

"วังขนาย"ทาบสำนักจัดรูปที่ดิน พัฒนาพื้นที่ปลูกอ้อยป้อนส่งรง.

นายจรัญ ภูขาว ผู้อำนวยการสำนักจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า นายอารีย์ ชุนฟ้ง ประธานกลุ่มน้ำตาลวังขนายแสดงความสนใจเรื่องการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยหารือกับสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง เพื่อศึกษาลู่ทางการจัดรูปที่ดินของเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เป็นเครือข่ายลูกไร่ผลิตอ้อยป้อนโรงงานน้ำตาลจำนวนนับแสนไร่ในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง

"ประธานกลุ่มวังขนายสนใจให้เราเข้าไปดำเนินการจัดรูปที่ดินให้ โดยเฉพาะเรื่องแหล่งน้ำต้นทุนที่สามารถเข้าถึงแปลงเกษตรได้ทุกแปลง ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มผลผลิตอ้อยได้มากขึ้นแล้ว ยังเท่ากับเป็นการลดต้นทุนการผลิตไปในตัว"

นายจรัญ กล่าวว่า กลุ่มวังขนายสนใจการจัดรูปที่ดินฯ เพราะเข้าใจดีถึงข้อดีของการจัดรูปที่ดินฯ แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด ขั้นตอน วิธีการจัดรูปที่ดินฯ ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี ที่สำคัญ เราเองก็ต้องสำรวจศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่โครงการ โดยเฉพาะแหล่งน้ำต้นทุนที่จะสนับสนุนเข้าสู่แปลงย่อยของเกษตรกรว่า มีมากน้อยแค่ไหน

กลุ่มวังขนายเป็นบริษัทผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของประเทศไทย มีโรงงาน 4 แห่ง ที่ จ.สุพรรณบุรี จ.ลพบุรี จ.นครราชสีมา และ จ.มหาสารคาม กำลังการหีบอ้อยประมาณ 100,000 ตันอ้อย/วัน นอกจากใช้เทคโนโลยีกำหนดพิกัดด้วยดาวเทียมและระบบภูมิสารสนเทศในการจัดการการปลูกอ้อย เพื่อพัฒนาให้ได้ผลผลิตอย่างเต็มที่และเป็นระบบแล้ว ยังพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ปลูกอ้อย ในเขตรอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น และนครราชสีมา รวมทั้งพัฒนาแหล่งน้ำใน 6 ตำบลของ อ.ท่าหลวง จ..ลพบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานน้ำตาลในเครือวังขนาย


จาก http://www.naewna.com  วันที่ 6 กรกฎาคม 2554

กั๊กโควตา ก.ล้านกระสอบ ป้องกันน้ำตาลขาดตลาด

สำรองน้ำตาลโควตา ก. 1 ล้านกระสอบ ถึงสิ้นสิงหาคม จับตาสถานการณ์คลี่คลายก่อนคืนให้กับโรงงานทั้งหมด 3 ล้านกระสอบ เพื่อส่งออก

นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยหลังการประชุมกอน.ที่มีนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมว่า ได้มีการพิจารณาปริมาณน้ำตาลทรายโควตา ก.(บริโภคในประเทศ) ที่เดิมกำหนดไว้ 25 ล้านกระสอบ และสำรองไว้เผื่อกรณีขาดแคลน 3 ล้านกระสอบ โดยมีมติเห็นชอบคืนปริมาณน้ำตาลสำรอง 2 ล้านกระสอบจาก 3 ล้านกระสอบให้โรงงาน(กระสอบละ100 กิโลกรัม) ส่วนอีก 1 ล้านกระสอบ คงสำรองไว้จนถึง 31 สิงหาคม เพื่อพิจารณาอีกครั้งว่ามีภาวะขาดแคลนหรือไม่ หากสถานการณ์คลี่คลาย ก็จะคืนให้กับโรงงานทั้งหมดเพื่อส่งออกต่อไป

ทั้งนี้สาเหตุที่ลดปริมาณสำรองน้ำตาลทรายลง เนื่องจากภาวะการบริโภคของคนไทยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่ม เพราะอากาศปีนี้ค่อนข้างเย็น ประกอบกับประชาชนที่เคยตื่นตระหนกกับการขาดแคลน จนพากันกักตุนน้ำตาลทราย เริ่มลดลงไปมาก รวมถึงการลักลอบส่งออกชายแดนก็เบาบางลง เนื่องจากไม่ต้องการเสี่ยงกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

" ฤดูการผลิตปีนี้เรากำหนดน้ำตาลทรายโควตา ก.ไว้ 25 ล้านกระสอบ ถือว่าสูงอยู่แล้วเพราะปีที่แล้วกำหนดไว้ 22 ล้านกระสอบ และยังมีสำรองอีก 3 ล้านกระสอบก็ยิ่งสูงขึ้น ทำให้ขณะนี้น้ำตาลขึ้นงวดและค้างกระสอบ 2.4 ล้านกระสอบ ถือเป็นปริมาณที่มากพอ จึงได้ลดสำรองลง 2 ล้านกระสอบ เพื่อคืนให้โรงงานนำไปส่งออกต่อไป"

ปัจจุบันการผลิตน้ำตาลทรายฤดูการผลิตปี 2553/54 อยู่ที่ 9.63 ล้านตัน (96.3 ล้านกระสอบ )จากปริมาณอ้อย 95 ล้านตันอ้อย ขณะที่โควตา ก.ขณะนี้เหลือรวมสำรอง 26 ล้านกระสอบ และโควตา ข.อีก 8 แสนกระสอบจึงทำให้ที่เหลือจะสามารถส่งออกน้ำตาลทรายได้ประมาณ 69.5 ล้านกระสอบ โดยโรงงานปีนี้ทำราคาส่งออกแล้ว 100% เฉลี่ยที่ 22.51 เซนต์ต่อปอนด์ สำหรับปี 2554/55 ได้มีการทำราคาส่งออก 80% อยู่ที่ 24 เซนต่อปอนด์

" ราคาส่งออกปีนี้ ถือว่า ทำได้ดีมาก เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยราคาส่งออกเฉลี่ยที่ 19 เซนต่อปอนด์ ดังนั้นการประเมินราคาอ้อยขั้นสุดท้าย น่าจะได้จะไม่ต่ำกว่าตันละ 1,000 บาทแน่นอน" นายประเสริฐ กล่าว ชาวไร่อ้อย


จาก http://www.naewna.com  วันที่ 5 กรกฎาคม 2554

ผนึกโรงงานยื่นรัฐบาลใหม่ เลิกคุมราคาน้ำตาลปูทางสู่ระบบลอยตัว

ชาวไร่อ้อย-โรงงานน้ำตาลทราย ประสานเสียง เตรียมเสนอรัฐบาลเพื่อไทย ปรับโครงสร้างราคาน้ำตาลทรายสู่ระบบลอยตัว หมดยุคควบคุมราคาแล้ว ไม่อยากซ้ำรอยรัฐบาล"มาร์ค" น้ำตาลขาดรับไม่ได้ ส่งซิกห้ามลดเงินกองทุนอ้อยฯ 5 บาทพร้อมให้ประกาศชัดเจนนโยบายนำอ้อยไปผลิตพลังงานและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง

นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า ชาวไร่อ้อยพร้อมเสนอแนวทางการปรับโครงสร้างราคาน้ำตาลทรายทั้งระบบต่อรัฐบาลเพื่อไทย เพราะถึงเวลาแล้วที่จะต้องยกเลิกการควบคุมราคาน้ำตาลทราย เพื่อนำไปสู่การลอยตัว แต่หากรัฐบาลเกรงจะกระทบผู้บริโภคก็อาจจะต้องมีเพดานกำหนดไว้ เนื่องจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ควบคุมจนทำให้น้ำตาลทรายในประเทศขาดแคลน ทั้งที่มีน้ำตาลทรายเหลือบริโภคส่งออกจำนวนมาก เพราะไม่ยอมรับข้อเท็จจริงว่าราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกขณะนั้นสูงกว่าไทยจึงทำให้น้ำตาลส่วนหนึ่งไหลออกไปประเทศเพื่อนบ้าน

“มันหมดยุคที่จะมาควบคุมราคากันแล้ว ควรจะยกเลิกแล้วปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง เพราะทำน้ำตาลที่ล้นเหลือให้ขาดได้ แล้วคนที่เป็นแพะ คือ พวกผม วันนี้เราเทใจให้เพื่อไทยหวังว่าเราจะได้รับการดูแลเช่นพืชตัวอื่นๆ ทำอย่างไรให้ชาวไร่อ้อยมีหลักประกันราคาพืชผลเช่นเดียวกับพืชอื่นๆ ที่คาดว่าเพื่อไทยจะนำระบบจำนำมาใช้ ซึ่งชาวไร่รับไม่ได้หากจะต้องเดินขบวนประท้วงเพียงให้ได้เงินกู้แล้วต้องแบกรับดอกเบี้ยเช่นอดีตที่ผ่านมา”นายชัยวัฒน์กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่มาจะต้องไม่ลดเงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายที่ปัจจุบันได้เก็บจากการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายขายปลีกหน้าโรงงาน 5 บาทต่อกิโลกรัมในการชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ลง แม้ว่าการชำระหนี้จะครบก็ตาม เนื่องจากเงินดังกล่าวควรจะเก็บไว้รักษาเสถียรภาพราคาน้ำตาลทรายในประเทศยามวิกฤตเช่นเดียวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประกอบกับราคาน้ำตาลทรายต่างประเทศยังคงสูงอยู่การลดจะต้องดูข้อเท็จจริงด้วย
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ยังควรมีนโยบายชัดเจนถึงการส่งเสริมการใช้พืชพลังงาน โดยเฉพาะอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอลและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ ที่จะต้องมาดูโครงสร้างใหม่ ซึ่งจะรวมถึงระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่ควรจะตกถึงชาวไร่อ้อย โดยในฤดูการผลิตอ้อยปี 2554/55 มีแนวโน้มอ้อยจะสูงถึง 100 ล้านตัน จึงต้องบริหารจัดการให้ดี

นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 กล่าวว่า ชาวไร่อ้อยยังยืนยันหลักการเดิมที่ถึงเวลาจะต้องมีการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำตาล ซึ่งขณะนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายได้มีการว่าจ้างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในการศึกษาโครงสร้างแล้ว ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอรัฐบาล

แหล่งข่าวจาก 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า ราคาน้ำตาลทรายขายปลีกที่กระทรวงพาณิชย์ควบคุมไว้ ต้องถามกลับว่าควบคุมได้จริงหรือไม่ ถึงเวลาจะต้องปรับโครงสร้างได้แล้ว และมองข้อเท็จจริง อย่ายึดที่น้ำตาลทรายถุง 1 กิโลกรัมที่ขายในโมเดิร์นเทรดเป็นตัวชี้วัดว่าขาดแคลน เพราะตลาดนี้บิดเบือนและเอาเปรียบระบบที่จำหน่ายราคาเท่ากันทั่วประเทศทั้งที่ขาดทุน แต่เพียงเป็นการตลาดเรียกลูกค้าเข้ามา ดังนั้น หากจะแก้ไขปัญหาควรจะต้องปรับขึ้นค่าบรรจุภัณฑ์ให้ หรือถ้าต้องการน้ำตาลเพิ่มก็จะต้องนำไปตักขายชั่งกิโลเอง

นางวัลยารีย์ ไพสุขศานติวัฒนา เลขานุการคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวว่า มีอ้อยเข้าหีบปี 2553/54 จำนวน 95.36 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้ 96.39 ล้านกระสอบ (9,639 ล้านกิโลกรัม) เฉลี่ยอ้อย 1 ตัน ผลิตน้ำตาลได้ 101.09 กิโลกรัม ต่ำกว่าผลผลิตเฉลี่ยของปีที่ผ่านมา ซึ่งอ้อย 1 ตัน ผลิตน้ำตาลได้ 101.17 กิโลกรัม สาเหตุเกิดจากสัดส่วนอ้อยไฟไหม้เพิ่มขึ้นและส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรชาวไร่อ้อยโดยตรงหายไปเกือบ12,000 ล้านบาท


จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 5 กรกฎาคม 2554

ชี้อ้อยไฟไหม้ที่เพิ่มขึ้นปีนี้ ส่งผลรายได้ชาวไร่อ้อยหายไปนับหมื่นล้านบาท

นางวัลยารีย์ ไพสุขศานติวัฒนา เลขานุการคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ฤดูการผลิตปี 53/54 มีผลผลิตอ้อยจำนวน 95.36 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้ 96.39 ล้านกระสอบ หรือ 9,639 ล้านกิโลกรัม เฉลี่ยอ้อย 1 ตัน ผลิตน้ำตาลได้ 101.09 กิโลกรัม ต่ำกว่าผลผลิตเฉลี่ยของปีที่ผ่านมา ซึ่งอ้อย 1 ตัน ผลิตน้ำตาลได้ 101.17 กิโลกรัม

นางวัลยารีย์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของปีนี้ พบว่า แนวโน้มผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยมีทิศทางที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเมื่อเดือนพฤษภาคม ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย อยู่ที่ 102 กิโลกรัม ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2554 เหลือเพียง 101.09 กิโลกรัม สาเหตุเกิดจากสัดส่วนอ้อยไฟไหม้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.84 หรือ 2.708 ล้านตันและช่วงเวลาหีบอ้อยที่ยาวนานกว่าปกติ เนื่องจากปริมาณอ้อยมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงงานต้องเปิดหีบอ้อยเลยช่วงสงกรานต์จนถึงฤดูฝน ซึ่งคุณภาพอ้อยลดลงและมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนมาก

นางวัลยารีย์ กล่าวอีกว่า ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยโดยเฉลี่ยต่ำกว่าที่ควรนั้น ส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรชาวไร่อ้อยโดยตรง เนื่องจากชาวไร่อ้อยได้รับส่วนแบ่งร้อยละ 70 ของรายได้จากการขายน้ำตาลทราย หากขยับผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยเฉลี่ยของการผลิตน้ำตาลทั่วประเทศเพิ่มขึ้นจากประมาณ 101 กิโลกรัมต่อตันอ้อย ให้มาใกล้เคียงกับที่ทำได้ในพื้นที่เพาะปลูกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 108 กิโลกรัมต่อตันอ้อย ก็จะได้ปริมาณน้ำตาลในระบบเพิ่มขึ้นประมาณ 7 กิโลกรัมต่อตันอ้อย เมื่อคิดปริมาณอ้อยทั้งหมดประมาณ 95 ล้านตันของปีนี้ เท่ากับจะทำให้มีน้ำตาลเพิ่มขึ้นอีก 665 ล้านกิโลกรัม ซึ่งหากนำมาคำนวณเป็นราคาขาย ณ หน้าโรงงานที่ 20 บาท เป็นเงินประมาณ 13,300 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งของชาวไร่อ้อยถึง 9,310 ล้านบาท แต่ถ้าสามารถทำให้ผลผลิตน้ำตาลทรายเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 110 กิโลกรัมต่อตันอ้อย รายได้จากการขายน้ำตาลก็จะเพิ่มขึ้นกว่า 17,000 ล้านบาท หรือเป็นส่วนแบ่งของชาวไร่อ้อยเกือบ 12,000 ล้านบาท

เลขานุการคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวด้วยว่า โรงงานน้ำตาลจะเร่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในด้านการบริหารจัดการในทุกขั้นตอนการผลิตน้ำตาล ตั้งแต่กระบวนการให้ความรู้แก่ชาวไร่อ้อยเรื่องการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และลดปัญหาอ้อยไฟไหม้และอ้อยปนเปื้อน รวมถึงการหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายต้องแล้วเสร็จก่อนฤดูฝน พร้อมให้ความรู้เรื่องการจัดเก็บผลผลิต การจัดเก็บอ้อยสะอาด ที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชาวไร่อ้อยและอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยให้ได้มากที่สุด-สำนักข่าวไทย


จาก http://www.mcot.net  วันที่ 5 กรกฎาคม 2554

ปล่อยน้ำตาล 2 ล้านกระสอบส่งออก

 กอน. ปล่อยน้ำตาลทราย 2 ล้านกระสอบ ส่งออก หลังจากเก็บสำรองไว้ 3 ล้านกระสอบ นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่มีนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้โรงงานน้ำตาลนำน้ำตาลทรายจำนวน 2 ล้านกระสอบ จากที่สำรองไว้ 3 ล้านกระสอบ นำมาส่งออกได้ ส่วนอีก 1 ล้านกระสอบ ให้สำรองไว้จนถึงวันที่ 31 ส.ค. 2554 เพื่อดูสถานการณ์ว่าจะมีน้ำตาลเพียงพอหรือไม่ หากสถานการณ์คลี่คลายก็ให้คืนน้ำตาลทั้งหมดแก่โรงงานน้ำตาลนำไปส่งออกต่อไป

ทั้งนี้ สาเหตุที่ลดปริมาณสำรองน้ำตาลทรายลงจาก 3 ล้านกระสอบ เหลือ 1 ล้านกระสอบ เนื่องจากภาวการณ์บริโภคของคนไทยลดลง โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่ม เพราะอากาศปีนี้ค่อนข้างเย็น ประกอบกับประชาชนที่เคยตื่นตระหนกกักตุนน้ำตาลทรายเพราะกลัวขาดแคลนก็ลดลงไปมาก รวมถึงการลักลอบส่งออกตามแนวชายแดนได้เบาบางลง เพราะในเขตของไทยและกัมพูชามีความขัดแย้งกันอยู่

ฤดูการผลิตปี 2553/2554 กำหนดน้ำตาลทรายโควตาก. (น้ำตาลเพื่อการบริโภคในประเทศ) ไว้ที่ 25 ล้านกระสอบ ซึ่งถือว่าสูงอยู่แล้วเพราะปีที่แล้วกำหนดไว้ 22 ล้านกระสอบ และยังมีน้ำตาลสำรองอีก 3 ล้านกระสอบก็ยิ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ขณะนี้มีน้ำตาลขึ้นงวดและค้างกระดานจำนวน 2.4 ล้านกระสอบ ถือว่าเป็นปริมาณที่มากพอจึงได้ลดสำรองลง 2 ล้านกระสอบ คืนโรงงานเพื่อนำไปส่งออก

สำหรับสถานการณ์การผลิตน้ำตาลทรายฤดูการผลิตปี 2553/2554 มีจำนวนทั้งหมด 96.3 ล้านกระสอบ จากปริมาณอ้อย 95 ล้านตันอ้อย โดยโควตาก. กำหนดไว้ที่ 25 ล้านกระสอบ และโควตาข. (น้ำตาลทรายเพื่อการส่งออก) จำนวน 8 แสนกระสอบ ที่เหลือจะสามารถส่งออกน้ำตาลทรายได้ประมาณ 69.5 ล้านกระสอบ โดยในปีนี้โรงงานน้ำตาลขายน้ำตาลออกไปแล้ว 100% ทำราคาเฉลี่ยที่ 22.51 เซนต์ต่อปอนด์ สำหรับปี 2554/2555 ขายน้ำตาลล่วงหน้าออกไปแล้ว 80% ทำราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 24 เซนต่อปอนด์

"ราคาส่งออกถือว่าทำได้ดีมาก ดังนั้นประเมินราคาอ้อยขั้นสุดท้ายคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อตันแน่นอน (โดยคิดในอัตราแลกเปลี่ยนที่ 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ"นายประเสริฐ กล่าว

จาก http://www.posttoday.com  4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

'มิตรผล'เฮสัมปทานลาวเพิ่ม

 กลุ่มน้ำตาลมิตรผล เตรียมเฮรัฐบาสปป.ลาว อนุมัติพื้นที่สัมปทานปลูกอ้อยอีกกว่า 60,000 ไร่ ปลายปีนี้ดันกำลังการผลิตน้ำตาลขึ้นเป็น 1 แสนตันต่อปี ทุ่มงบไม่ต่ำกว่าปีละ 500-600 ล้านบาท พัฒนาพื้นที่ปลูกอ้อย พร้อมปรับแผนการผลิตไฟฟ้าจากชานอ้อยใหม่จากที่ตั้งเป้า 20 เมกะวัตต์ เพื่อส่งขาย รับอุตสาหกรรมที่จะโตในอีก 2 ปีข้างหน้า

นายบรรเทิง ว่องกุศลกิจ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจอาเซียน ในกลุ่มน้ำตาลมิตรผล เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าจากที่บริษัทมิตรลาว จำกัด ในเครือกลุ่มมิตรผล ได้รับสัมปทานการปลูกอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาลในสปป.ลาว จำนวน 62,500 ไร่ โดยปัจจุบันได้ดำเนินการปลูกอ้อยไปแล้วจำนวน 50,000 ไร่ มีปริมาณอ้อยเข้าหีบแล้ว 310,000 ตันต่อปี คิดเป็นน้ำตาลทรายในปริมาณ 36,500 ตันต่อปี จากกำลังการผลิตทั้งหมด 50,000 ตันต่อปี โดยในแต่ละปีบริษัทมิตรลาวฯ จะต้องใช้งบประมาณ 500-600 ล้านบาท สำหรับการบุกเบิกพื้นที่ปลูกอ้อย และการส่งเสริมการปลูกอ้อยให้กับเกษตรของสปป.ลาวประมาณไร่ละ 6,000 บาท ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 1,300 ราย ส่วนการจะขยายพื้นที่ปลูกอ้อยออกไปอีกนั้น ขณะนี้ทางรัฐบาลสปป.ลาวกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาให้สัมปทานเพิ่มเติมอีก 62,500 ไร่ ซึ่งคาดว่าน่าจะอนุมัติได้ในช่วงปลายปี 2554 นี้ และในปีหน้าทางบริษัท มิตรลาวฯ จะเข้าดำเนินการเริ่มปลูกอ้อยทันที ซึ่งจะใช้เงินลงทุนต่อไร่ประมาณ 6,000 บาท และคาดว่าจะปลูกอ้อยเต็มพื้นที่ได้ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า และจะทำให้กำลังการผลิตน้ำตาลของบริษัท มิตรลาวฯ เพิ่มเป็น 100,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้จากการลงทุนในโรงงานน้ำตาลดังกล่าว ทางบริษัท มิตรลาวฯจึงได้ลงทุนอีกประมาณ 300 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลขึ้นมา ขนาดกำลังการผลิต 9 เมกะวัตต์ โดยใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิง สามารถผลิตไฟฟ้าส่งขายให้กับแขวงสะหวันนะเขต 3 เมกะวัตต์ หรือ 8.71 ล้านหน่วย คิดเป็นรายได้ประมาณ 13 ล้านบาท จากการผลิตไฟฟ้าจำหน่ายในช่วง 5-6 เดือน และอีก 6 เมกะวัตต์ใช้ภายในโรงงาน โดยในปีหน้าเมื่อมีปริมาณชานอ้อยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 10-11 เดือน หรือคิดเป็นปริมาณไฟฟ้าที่จำหน่ายได้ 6 เมกะวัตต์ และในปี 2556 จะขยายการจำหน่ายไฟฟ้าเป็น 8 เมกะวัตต์

นายบรรเทิง กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าชีวมวลนี้บริษัทตั้งเป้าจะขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้ถึง 20 เมกะวัตต์ ที่อาจจะใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี แต่เนื่องจากทางรัฐบาลสปป.ลาวได้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมา เพื่อดึงนักลงทุนเข้ามา ที่มีการประมาณการว่าในช่วง 2 ปีข้างหน้าการใช้ไฟฟ้าในแขวงสะหวันนะเขต จะเพิ่มเป็น 400 เมกะวัตต์ จากความต้องการใช้ในปัจจุบัน 30 เมกะวัตต์ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับแผนการลงทุนของการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลใหม่ ที่อาจต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากที่ตั้งเป้าหมายไว้ หรือลงทุนให้เร็วขึ้น เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมที่กำลังจะตามมา ทั้งนี้ แม้ว่าวัตถุดิบซึ่งเป็นชานอ้อยจะไม่เพียงพอ เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าต่อเมกะวัตต์ จะต้องใช้ชานอ้อยกว่า 12,000 ตัน จากปัจจุบันมีอยู่ 70,000 ตัน เป็นเชื้อเพลิงผลิตได้ 5-6 เดือนเท่านั้น แต่หากจะผลิตไฟฟ้าให้ได้ถึง 20 เมกะวัตต์นั้น อาจต้องใช้ชานอ้อยถึง 2-2.5 ล้านตัน ซึ่งพื้นที่ปลูกอ้อยที่ได้รับสัมปทาน 125,000 ไร่ คงจะไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องนำเชื้อเพลิงชีวมวลอย่างอื่นมาช่วยเสริม เช่น ไม้ยูคาลิปตัส แกลบ เศษไม้ในสวนไร่นา ฟางข้าว เข้าเสริม ซึ่งในส่วนนี้ทางรัฐบาลสปป.ลาว พยายามส่งเสริมและผลักดันให้บริษัทได้ใช้เชื้อเพลิงในส่วนนี้ควบคู่ไปด้วย เพราะได้มีการเจรจากันแล้ว หากบริษัทผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลได้จำนวนเท่าใด ทางสปป.ลาวจะรับซื้อทั้งหมด ซึ่งถือเป็นผลดีกับบริษัทที่รัฐบาลสปป.ลาวสนับสนุนในเรื่องนี้

นายคำมะนี อินทิลาด ผู้อำนวยการใหญ่รัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว กล่าวว่า ทางรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวได้มีการลงนามซื้อไฟฟ้าจากบริษัท มิตรลาวฯ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในปริมาณ 3 เมกะวัตต์ มีราคารับซื้ออยู่ประมาณ 1.6 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 8 ปี และต่อสัญญาได้จนหมดสัมปทาน โดยค่าไฟฟ้าสามารถทบทวนได้ทุกปีขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในปีนั้นๆ ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทมิตรลาวฯผลิตไฟฟ้าได้เท่าใดจะรับซื้อทั้งหมด ซึ่งจะเป็นการช่วยการนำเข้าไฟฟ้าจากไทย ที่ส่งกลับมาจะมีราคาแพงกว่าซื้อในสปป.ลาว ทั้งนี้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าของสปป.ลาวจะมีการเติบโตปีละ 17.2% จากปัจจุบันมีความต้องการใช้อยู่ประมาณ 600 เมกะวัตต์ แต่ไม่ทันกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตมากกว่า ทำให้สปป.ลาวต้องนำเข้าไฟฟ้าจากไทย เวียดนาม และจีน มาช่วยเสริม แต่ในปี 2558 เป็น โรงไฟฟ้าสปป.ลาวไปร่วมลงทุนที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจะทำให้สปป.ลาวมีกำลังการผลิตไฟฟ้าขึ้นมากว่า 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเพียงพอใช้ในประเทศได้อย่างไม่มีปัญหา

จาก http://www.thannews.th.com/  3-6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กำหนดโซนนิ่งพืชเศรษฐกิจ หมอดินขยายเพิ่มพืช 5ชนิด เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

 นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมฯได้จัดทำโครงการสำรวจและจัดทำเขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจขึ้นมาตั้งแต่ปี 2552 เพื่อเป็นการกำหนดเขตการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับพืชเศรษฐกิจนั้นๆ และใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดแผนงานพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ เพื่อรองรับนโยบายด้านพืชอาหารและพืชพลังงาน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐานสากล ให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยคำนึงถึงศักยภาพของแต่ละพื้นที่และการขนส่งวัตถุดิบเป็นหลัก ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรได้มากที่สุด โดยมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ 10 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวนาปรัง กาแฟ ทุเรียน ลำไย และยางพารา

นายศิริพงษ์ อินทรมงคล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการใช้ที่ดิน (สนผ.) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับในปี 2554 กรมฯมีแผนจัดทำเขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจเพิ่มอีก 5 ชนิดได้แก่ มังคุด ถั่วเหลืองฤดูแล้ง สับปะรดโรงงาน เงาะ และมะพร้าว โดยจะวิเคราะห์ข้อมูลตามเงื่อนไขความเหมาะสมของพื้นที่ทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจและสังคม เพื่อกำหนดเขตการใช้ที่ดินที่สอดคล้องตามนโยบายการใช้ที่ดินของรัฐ พร้อมจำลองรูปแบบ และจัดทำระบบเรียกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับใช้ในการตัดสินใจในการผลิตพืชเศรษฐกิจแต่ละชนิดไม่ให้เกิดการทับซ้อนกับพื้นที่ที่ดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้

นายศิริพงษ์ กล่าวอีกว่า การจัดทำเขตการใช้ที่ดินพืชเศรษฐกิจ เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการเลือกผลิตพืชเศรษฐกิจแต่ละชนิด เพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อน และมีความเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เป็นที่ยอมรับของเกษตรกร โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล สำรวจและเก็บข้อมูลจากเกษตรกรตัวอย่างในแต่ละพื้นที่ แล้วทำการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงบรรยายและเชิงพื้นที่ เพื่อให้ได้เขตการใช้ที่ดินที่เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์และเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจในการผลิตพืชเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศได้ในอนาคต

จาก http://www.naewna.com  1 กรกฏาคม 2554