http://www.sugarzone.in.th


ข่าวเศรษฐกิจเกี่ยวกับอ้อยและน้ำตาล(เดือนตุลาคม 2555)

มะกันสั่งห้ามหน่วยงานรัฐทั้งหมดซื้อสินค้า5ประเภทจากไทย

นายปกรณ์ อมรชีวิน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้สหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศห้ามหน่วยงานราชการทั้งหมด สั่งซื้อสินค้าจากไทย 5 ประเภท คือ กุ้ง เสื้อผ้า

น้ำตาลที่ผลิตจากอ้อย สื่อลามก และปลา เป็นสินค้าประเภทล่าสุดที่มีการประกาศเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันไทยส่งออกกุ้งไปยังสหรัฐอเมริกากว่า 70,000 ล้านบาท และปลา 30,000 ล้านบาท รวมแล้วกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

เนื่องจากเห็นว่าเป็นสินค้าที่อาจเกิดจากการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ ซึ่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงมีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานเด็ก โดยจะสำรวจความต้องการของแรงงานต่างด้าวที่ต้องการส่งลูกกลับประเทศต้นทางทั้งในกลุ่มที่เข้ามาทำงานในไทยทั้งถูกกฎหมายและแรงงานผิดกฎหมาย หากได้จำนวนที่ชัดเจนและแรงงานต่างด้าวยินยอมจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประเทศต้นทางเพื่อส่งลูกของแรงงานต่างด้าวกลับประเทศ ส่วนลูกแรงงานต่างด้าวที่ยังอยู่ในประเทศไทยจะส่งไปอยู่ในศูนย์เลี้ยงเด็ก โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม เพื่อป้องกันลูกของแรงงานต่างด้าวเข้าไปอยู่ในสถานประกอบการทำให้ถูกมองว่าเป็นการใช้แรงงานเด็ก

อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ดูแลเรื่องการใช้แรงงานเด็กและการหักเงินค่าจ้างลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าวเพื่อเป็นค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวที่เข้ามาทำงานในไทย โดยนายจ้างที่กระทำผิดจะมีโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อไป

จาก http://www.thanonline.com  วันที่ 31 ตุลาคม 2555

เตรียมพื้นที่ 400 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมเอเซียเป็นศูนย์กลางการผลิตพลาสติกชีวภาพ

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรมเชิงนิเวศในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย กับ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นนิคมแห่งที่ 12 ที่ กนอ.ดำเนินการยกระดับเข้าสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

กนอ.มีแผนที่จะยกระดับนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โดยระยะแรกปี 2553-2557 จะเร่งดำเนินการให้ได้ 15 นิคม จากนั้นจะพัฒนาทุกนิคมให้เข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศภายในปี 2562 ซึ่งพื้นที่ในโครงการนี้ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย ในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง สำหรับเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ จะยึดตามกรอบข้อกำหนดคุณลักษณะมาตรฐานและเกณฑ์ชี้วัด 5 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และบริหารจัดการ

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. ยืนยันว่า ปตท. มีความตั้งใจและมุ่งมั่นพัฒนาต้นแบบอุตสาหกรรมเชิงนิเวศตามภารกิจการดำเนินธุรกิจด้วยความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ลดการปล่อยของเสีย และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยมาตรฐานที่ทัดเทียมกับมาตรฐานโลก โดยพื้นที่นี้ ปตท.จัดเตรียมไว้สำหรับเป็นศูนย์กลางการผลิตพลาสติกชีวภาพ มีพื้นที่รวม 400 ไร่ จากพื้นที่ที่มีอยู่ 1,500 ไร่ เบื้องต้น จะร่วมลงทุนกับบริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอล กำลังการผลิตประมาณ 70,000 ตัน/ปี ใช้วัตถุดิบจากอ้อยและน้ำตาล จึงย่อยสลายได้ด้วยกระบวนการทางธรรมชาติ

จาก http://www.prachachat.net  วันที่ 31 ตุลาคม 2555

สทอภ.ปลุกเพิ่มความร่วมมือ การใช้งานข้อมูลผ่านดาวเทียม

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ ระบุ การใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน ยังคงมีปัญหาเรื่องความละเอียดของข้อมูล ดังนั้นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อให้การวิจัยและพัฒนาด้านนี้สามารถตอบปัญหาด้านระบบปฏิบัติการได้

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการภัยพิบัติ ในงานประชุมสัมมนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศระดับภูมิภาคเอเชีย ครั้งที่ 9 ว่า ปัจจุบันพื้นที่ที่มีความเสี่ยงและจำเป็นต้องมีการจัดการด้านเทคโนโลยี คือ พื้นที่ประสบภัยพิบัติจากอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่การเกษตร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเล ซึ่งจากบทเรียนเรื่องการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมา การใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นๆ ในระดับปฏิบัติการ มักมีปัญหาเรื่องการเชื่อมโยงกับกลุ่มทำงานด้านวิจัย ระบบสำรวจทรัพยากรผ่านดาวเทียม ควรปรับปรุงและมองภาพให้ใหญ่ขึ้นกว่าการใช้ดาวเทียมเพียงอย่างเดียว ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องคำถึงถึง คือ ความละเอียดของข้อมูล เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศปัจจุบันยังไม่สามารถมองภาพใหญ่และละเอียดได้พร้อมกัน เนื่องจากมีดาวเทียมเพียงดวงเดียว ดังนั้นจะต้องเปลี่ยนทิศทางการทำงาน และเปิดตัวเป็นพันธมิตรกับประเทศอื่นมากขึ้น ซึ่งอาจมีการเจรจาร่วมทุนในการใช้ดาวเทียมหลายระบบร่วมกัน

นอกจากนี้มองว่า การมีดาวเทียมเป็นการสร้างความมั่นคงด้านการป้องกันประเทศ กองทัพจึงควรมีความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการใช้ประโยชน์จากดาวเทียม และเร่งสร้างขีดความสามารถของฐานผู้ใช้งานให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้การวิจัยและพัฒนาด้านนี้สามารถตอบปัญหาด้านระบบปฏิบัติการได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้มากขึ้น

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 31 ตุลาคม 2555

เกษตรเร่งเชื่อมระบบทำงาน

ปลัดเกษตรฯ เร่งหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ เชื่อมระบบการทำงานระหว่างกันและส่งผ่านไปยังเกษตรกรเพิ่มขึ้น พร้อมมอบ มกอช. เร่งทำข้อมูลการนำมาตรฐานสินค้าเกษตรเสริมมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรในเวทีโลก

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายแก่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และกรมประมงว่า นโยบายหลักที่เน้นให้สองหน่วยงานคือการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงและต่อยอดศักยภาพระบบการผลิตของเกษตรกร อันจะสร้างอำนาจการแข่งขันสินค้าเกษตรของไทยในเวทีโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร (มกอช.) ซึ่งถือว่าจะมีบทบาทอย่างยิ่งในปัจจุบันในเรื่องการค้าที่มีการนำเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอาหารเข้ามาเป็นข้อกีดกันทางการค้ามากขึ้น

ดังนั้น ได้มอบหมายให้ มกอช. รวมรวมข้อมูลเกี่ยวกับการนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปปฏิบัติและสามารถสร้างมูลค่าทางการค้าสินค้าเกษตรของไทยได้เพิ่มขึ้น เช่น สินค้าข้าว มีมูลค่า 2 แสนล้านบาท ภาคธุรกิจประมง 1 แสนล้านบาท เป็นต้น เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญที่จะชี้ให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ผู้ส่งออก เกษตรกร และผู้บริโภคเห็นถึงความสำคัญในการเข้ามาปฏิบัติตามมาตรฐานสินค้า หรือเลือกสินค้าเกษตรที่ได้รับมาตรฐานให้เพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ โดย มกอช. ได้ประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรกว่า 200 รายการแบบสมัครใจ และในปีนี้ก็มีแผนจะเริ่มดำเนินการจัดทำมาตรฐานบังคับในกลุ่มสินค้าหลักๆ อีกด้วย

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 31 ตุลาคม 2555

"เมืองย่าโม" พิบัติแล้งส่อยาว! น้ำอ่างใหญ่ 4 แห่งเหลือไม่ถึงครึ่ง

ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา อ.เมือง นายเฉลิมศักดิ์ ประสิทธิ์สุวรรณ เกษตรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ในพื้นที่พืชผลทางการเกษตรและนาข้าว ทั้ง 32 อำเภอ ของในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ล่าสุด ทางเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ได้รวบรวมข้อมูลจากเกษตรอำเภอต่างๆ ที่ประสบปัญหากับภัยแล้งส่งไปยังจังหวัด ให้ได้มีการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้วทั้งสิ้น 11 อำเภอ มีพื้นที่ที่คาดว่าจะเสียโดยสิ้นเชิง ทั้งสิ้น 675,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นนาข้าว ที่อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งขณะนี้ทางเกษตรอำเภอต่างๆ ก็ได้ทำการออกสำรวจพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง เพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเตรียมรวมส่งให้เกษตรจังหวัดฯแล้วส่งไปยังจังหวัดนครราชสีมา ให้ทำการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง ส่วนพื้นที่ที่เสียหายโดยสิ้นเชิงนั้น ทางรัฐบาลก็ได้มีมาตรการในการเยียวยาแก่เกษตรกร ตามระเบียบช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ ตามระเบียบของกระทรวงการคลัง คิดเป็นไร่ละ 606 บาท

ด้าน หม่อมหลวง อานุมาศ ทองแถม ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 8 นคราชสีมา กล่าวว่า ปริมาณน้ำภายในอ่างเก็บน้ำหลักของจังหวัดนครราชสีมา ทั้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ.สีคิ้ว มีปริมาณน้ำ 153 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 48% ของความจุที่ระดับกักเก็บ 324 ล้าน ลบ.ม.ยังคงมีการระบายน้ำออกจากอ่างเฉลี่ยวันละ 864 ลูกบาศก์เมตร , อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย ปริมาณน้ำ 93 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 86% ของความจุที่ระดับกักเก็บ 110 ล้าน ลบ.ม.ระบายน้ำออกจากอ่างเฉลี่ยวันละ 691 ลูกบาศก์เมตร , อ่างเก็บน้ำลำแชะ อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำ 161 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 59% ของความจุที่ระดับกักเก็บ 275 ล้าน ลบ.ม.ระบายน้ำออกจากอ่างเฉลี่ยวันละ 1 ล้าน 6 แสนลูกบาศก์เมตร , อ่างเก็บน้ำมูลบน อ.ครบุรี มีปริมาณน้ำ 57 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 40% จากความจุกักเก็บทั้งหมด 141 ล้าน ลบ.ม.ระบายน้ำออกจากอ่างเฉลี่ยวันละ 499 ลูกบาศก์เมตร

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 30 ตุลาคม 2555

เวียดนามผ่าตัดใหญ่กม.คุมสารเคมี ยกระดับความปลอดภัยผู้บริโภค

ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศเวียดนามกำลังเร่งปรับปรุงกฎหมายการค้าและการใช้สารกำจัดศัตรูพืชอย่างขนานใหญ่ โดยกำลังพิจารณาห้าม (Ban) การใช้สารไซเปอร์เมทริน ก่อนสิ้นปี 2555 นี้

สารไซเปอร์เมทริน ใช้กันมากในนาข้าวและมีผลทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากขึ้น เนื่องจากเป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์ (Misuse)

ทั้งนี้ เป็นก้าวกระโดดสำคัญของเวียดนาม หลังจากเคยประกาศห้ามชาวนาทำนาติดต่อกันตลอดทั้งปี เพื่อตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศัตรูตัวสำคัญของข้าว ซึ่งช่วยลดการระบาดลง แต่เพลี้ยก็ยังคงระบาดได้จากการใช้สารกำจัดศัตรูพืชผิดวัตถุประสงค์ โดยเฉพาะไซเปอร์เมทริน และอะบาเม็คติน

เวียดนาม ยังเตรียมออกกฎให้เกษตรกรที่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่มีพิษรุนแรง ต้องเข้ารับการฝึกอบรมความรู้และวิธีการใช้ที่ถูกต้องก่อน เมื่อได้ใบรับรองแล้วเกษตรกรจึงสามารถใช้สารฯ ประเภทนั้นได้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยแก่เกษตรกร และผู้บริโภค

ดร.วีรวุฒิ กล่าวว่า สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (อิรี่) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองลอส ยันยอส ประเทศฟิลิปปินส์ พยายามรณรงค์เรื่องนี้ โดยจัดประชุมระหว่างประเทศที่ฮานอย เมื่อปลายปี 2554 เรียกร้องให้ควบคุมการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในนาข้าว และเสนอแผนปฏิบัติการในที่ประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียน ครั้งที่ 34 ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมทั้งการประชุมของธนาคารโลก หัวข้อ “ความเสี่ยงและข้าวในเอเชีย” ที่โฮจิมินห์ ซิตี้ เวียดนาม ระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม ที่ผ่านมา

“อิรี่ให้เครดิตไทย ซึ่งเป็นประเทศแรกที่รณรงค์การห้ามใช้สารอะบาเม็คตินและไซเปอร์เมทรินในนาข้าวอย่างจริงจัง ผ่านสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตรและกรมการข้าว ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการเกษตรก็ประกาศให้บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสาร 2 ตัวนี้ ระบุในฉลากห้ามใช้ในนาข้าว แต่ยังไงก็ไม่เหมือนเวียดนาม ซึ่งปฏิบัติการแบบก้าวกระโดด”

อย่างไรก็ตาม ดร.วีรวุฒิ กล่าวว่า อิรี่ยอมรับว่าการรณรงค์ของไทย มีผลให้ชาวนาในสุพรรณบุรีได้เลิกใช้สาร 2 ตัวในนาข้าว และร้านค้าต่างหยุดสต็อกสารดังกล่าวด้วย และข้อสังเกตส่วนตัว เห็นได้ว่า การระบาดของเพลี้ยกระโดด สีน้ำตาลในประเทศไทย เบาบางลงเช่นกัน

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 30 ตุลาคม 2555

จี้รัฐแก้พ.ร.บ.สุราสามทับ

สมาคมผู้ผลิตเอทานอล "จี้พลังงาน" ร่วมหารือคลัง แก้พ.ร.บ.สุราสามทับ นำเอทานอลไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมเคมีได้ ช่วยลดการนำเข้าจากจีนและสิงคโปร์ได้ 3-4 พันล้านบาทต่อปี และเพิ่มความต้องการใช้ในประเทศมากขึ้น

ลดภาระขาดทุน พร้อมดึง "คณะอนุกรรมาธิการวิทยาศาสตร์" หารือชงยกร่างกฎหมายผลิตเอทานอลใหม่ หวังนำเงินจากกองทุนน้ำมันฯมารักษาเสถียรภาพราคา

นายสมชาย โล่ห์วิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอะโกร เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ขณะนี้ทางผู้ประกอบการผลิตเอทานอล มีการหารือกับทางสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย เพื่อจะผลักดันให้กระทรวงพลังงาน เร่งหารือกับกระทรวงการคลัง ในการปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.บ.สุราสามทับ ที่เวลานี้การผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงยังผูกติดอยู่ ทำให้ไม่สามารถนำเอทานอลที่ผลิตได้ ไปใช้ในทางอุตสาหกรรมเคมีได้ ทั้งที่ความสามารถของการผลิตในประเทศมีอยู่ถึง 3-4 ล้านลิตรต่อวัน จากผู้ประกอบการประมาณ 19 ราย แต่ปัจจุบันผลิตได้จริงเพียง 1.3 ล้านลิตรต่อวัน

ทั้งนี้ หากมีการปรับแก้กฎหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตจากเดิมที่ผลิตเอทานอลเป็นเชื้อเพลิง มาเป็นเอทานอลบริสุทธิ์ เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม จะช่วยให้เกิดการใช้กำลังการผลิตเอทานอลได้เต็มที่ เนื่องจากปัจจุบันผู้ผลิตเอทานอลของไทยยังไม่สามารถผลิตเอทานอลบริสุทธิ์เพื่อขายในอุตสาหกรรมเคมีในประเทศได้ เนื่องจากยังติด พ.ร.บ.สุราสามทับอยู่ที่ห้ามการผลิต เพราะเกรงว่าจะเกิดการรั่วไหลนำไปผลิตเป็นสุรา

ขณะนี้มีผู้ประกอบการของไทยจำนวน 2 ราย สามารถผลิตเอทานอลเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเคมีได้ แต่ต้องผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น เพราะกฎหมายของไทยยังไม่ยอมให้ขายในประเทศ ดังนั้นหากมีการแก้กฎหมายดังกล่าว ผู้ประกอบการเอทานอลก็พร้อมที่จะติดตั้งเครื่องจักรเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 100-200 ล้านบาทเท่านั้น และจะช่วยลดการนำเข้าจากสิงคโปร์และจีน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3-4 พันล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือผู้ผลิตเอทานอลที่กำลังประสบปัญหาราคาขายเอทานอลที่ขายขาดทุนด้วย

"จากความต้องการใช้เอทานอลในประเทศที่ยังต่ำ เมื่อเทียบกับกำลังการผลิตที่มีอยู่ ทำให้ผู้ประกอบการหันไปส่งออก ซึ่งผู้ประกอบการรายเล็กที่รวมตัวกันส่งออกยังติดปัญหาเรื่องถังเก็บที่ไม่เพียงพอ ขณะที่การสร้างถังใหม่ก็ต้องใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้น หากรัฐแก้กฎหมายดังกล่าวเชื่อว่าจะทำให้ผู้ประกอบการหลายรายสนใจผลิตเอทานอลเพื่อใช้ในทางเคมีด้วย โดยมองว่าจะไม่กระทบต่อเอทานอลที่ใช้ในการผลิตเป็นเชื้อเพลิง เพราะไทยมีวัตถุดิบที่สามารถผลิตเอทานอลได้จำนวนมาก คาดว่าหากสามารถผลิตเอทานอลเพื่อใช้ทางเคมีได้จะทำให้ความต้องการเอทานอลรวมอยู่ที่ 4-5 ล้านลิตรต่อวัน"

สำหรับแนวโน้มราคาเอทานอลในปี 2556 คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้น โดยส่วนหนึ่งมาจากราคาต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งราคามันสำปะหลังยังเป็นราคารับประกันจากภาครัฐ ขณะที่กากน้ำตาลจะมีปริมาณน้อยลงและล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากอ้อยล็อตใหม่ที่จะเข้าหีบในปี 2555/2556 จะเข้าหีบช้ากว่าปกติ จากเดิมต้นเดือนเป็นปลายเดือนพฤศจิกายน เพราะฤดูฝนมาช้า ทำให้ได้กากน้ำตาลที่ออกมาช้าตามไปด้วย โดยคาดว่าในปี 2556 ราคากากน้ำตาลจะปรับเพิ่มขึ้น เทียบกับปีนี้อยู่ที่ 3.7 พันบาทต่อตัน ส่วนมันเส้นอยู่ที่ 7.2 พันบาทต่อตัน ซึ่งเวลานี้ผู้ประกอบการหลายราย ได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักร เพื่อให้สามารถผลิตได้ 2 ระบบ ทั้งกากน้ำตาลและมันเส้น ให้เพิ่มการแข่งขันทางการค้าได้ เมื่อเทียบกับการใช้วัตถุดิบชนิดเดียว

อย่างไรก็ตาม ในการผลิตเอทานอลปัจจุบันนี้นั้น พบว่าผู้ผลิตเอทานอลหลายรายต้องลดการผลิตหรือบางรายต้องหยุดผลิต โดยขณะนี้มีกำลังการผลิตรวม 50-60% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด เนื่องจากประสบปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเอทานอลจากมันสำปะหลัง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการรับประกันราคามันสำปะหลังของภาครัฐที่ 2.80 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ต้นทุนสูงไม่สามารถแข่งขันกับกากน้ำตาลได้

นายสมชาย กล่าวอีกว่า การประกาศยกเลิกเบนซิน 91 ในเดือนมกราคม 2556 และส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์อี 20 นั้น เชื่อว่าจะทำให้ความต้องการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้น 30% ของความต้องการใช้ปัจจุบันอยู่ที่ 1.3 ล้านลิตรต่อวัน แต่ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณสถานีบริการน้ำมันอี 20 ด้วย หากเป็นไปตามที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประกาศไว้ที่กว่า 1 พันแห่งทั่วประเทศ รวมทั้งค่ายรถยนต์สามารถผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันอี 20 ได้มาก ก็จะทำให้ความต้องการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้น

ด้านนายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสมาคมได้หารือร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เพื่อจะเสนอให้พิจารณายกร่างกฎหมายการผลิตเอทานอลสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง แยกออกมาจาก พ.ร.บ.สุราสามทับ เนื่องจากปัจจุบันเอทานอลยังไม่มีกฎหมายรองรับสำหรับเอทานอลที่ผลิตเป็นเชื้อเพลิง เมื่อราคาเอทานอลตกต่ำผู้ประกอบการประสบปัญหาขาดทุน หรือหากราคาเอทานอลพุ่งสูงขึ้นไป ไม่สามารถไปขอเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาเอทานอลได้ เหมือนกับน้ำมันที่ใช้กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคา

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลเอทานอลที่ผลิตเป็นเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ ซึ่งสมาคม ต้องการทราบความชัดเจนของนโยบายและวิธีการปฏิบัติในการส่งเสริมเอทานอล รวมถึงการแก้กฎหมายผลิตเอทานอลเพื่อไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้ด้วย เพราะจะทำให้ตลาดในประเทศมีมากขึ้น ช่วยลดการส่งออก เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตเอทานอลที่ประสบปัญหาราคาขายที่ต่ำกว่าต้นทุน โดยเฉพาะเอทานอลที่ผลิตจากมันสำปะหลัง เนื่องจากรัฐบาลรับประกันราคาหัวมันสดที่ 2.80 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ต้นทุนสูงอย่างมาก ไม่สามารถแข่งขันกับเอทานอลที่ผลิตจากกากน้ำตาลได้

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันผู้ประกอบการเอทานอลหลายรายกำลังประสบปัญหาราคาขายเอทานอลที่ตกต่ำอย่างมาก เพราะต้นทุนสูงขึ้นและราคาขายอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุดราคาอ้างอิงเอทานอลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) อยู่ที่ 19.97 บาทต่อลิตร เทียบกับราคาขายในประเทศอยู่ที่ 19 บาทต่อลิตร และราคาส่งออกอยู่ที่ 20 บาทต่อลิตร ซึ่งมองว่าราคาอ้างอิงดังกล่าวต่ำเกินไป โดยตั้งแต่ต้นปี 2555 ที่ผ่านมา สนพ. เปลี่ยนมาใช้ราคาเฉลี่ยเอทานอลจากกรมสรรพสามิตแทนสูตรเดิมที่คำนวณจากต้นทุนการผลิต(คอสต์พลัส) ส่งผลให้ราคาเอทานอลออกมาค่อนข้างต่ำ ดังนั้นมองว่าภาครัฐควรพิจารณากลับมาใช้สูตรคอสต์พลัสตามเดิม เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตเอทานอลที่ประสบปัญหาขาดทุนอยู่ในขณะนี้

จาก http://www.thannews.th.com  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

เตือน “เอเชีย” เตรียมรับผลกระทบ “ศก.ยุโรป” ชะลอตัวรอบใหม่

“ไอเอ็มเอฟ” เตือน “เอเชีย” เตรียมพร้อมรับมือพายุ ศก.ระลอกใหม่ หลังพบสัญญาณ “ศก.ยุโรป” ชะลอตัวรอบ 2 “บัณฑูร” ห่วงวิกฤตยุโรป-อเมริกาฉุดเศรษฐกิจไทย คาดปีหน้าจีดีพี 5% แนะจับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ-จีน จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจโลก แนะเอเชียต้องมีความร่วมมือทั้งด้านการค้า ผ่านการเปิด “เออีซี” ขณะที่ “แบงก์ชาติ” มั่นใจ ศก.ไทยปีนี้ยังโตได้ 5.7%

ในงานสัมมนา “อนาคตแห่งทศวรรษ : เอเชีย” วันนี้ นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกทุกวันนี้เป็นไปตามระบบทุนนิยม จึงมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป (อียู) ขึ้น จึงทำเงินทุนไหลเข้าเอเชียจำนวนมาก เพราะอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียสูงกว่าทางยุโรป และอเมริกา

ขณะที่เอเชียเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงด้วยจำนวนประชากรในเอเชียคิดเป็นร้อยละ 60 ของประชากรทั้งโลก และรายได้ประชาชาติของเอเชียคิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก และคาดว่าอีกครึ่งศตวรรษรายได้ประชาชาติของเอเชียจะขยายเป็นครึ่งหนึ่งของโลก กำลังซื้อของเอเชียจะสูงขึ้น ส่งผลให้เอเชียจะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกแทนชาติตะวันตกที่กำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤต

ดังนั้น เอเชียต้องมีความร่วมมือทั้งด้านการค้า โดยเฉพาะผ่านการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ซึ่งจะหนุนให้การค้าระหว่างเอเชียเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยปัจจุบัน มูลค่าการค้าเอเชียเพิ่มเป็น 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปี 2550 ที่มีมูลค่าการค้า 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงให้เห็นว่าอัตราการเติบโตของการค้าระหว่างกันอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะยังมีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศภายใต้กฎกติกาการค้า และภาษาที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทยยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจน แต่เชื่อว่าเอเชียจะสดใสหากสามารถบริหารจัดการได้ดี ซึ่งมั่นใจเอเชียจะเป็นตัวดึงเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นขึ้น แต่ก็คาดว่าจีดีพีของไทยในปีหน้า จะเติบโตได้ประมาณ 5%

“เศรษฐกิจไทยในปีหน้าก็จะยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก เนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรป และสหรัฐอเมริกาจะยังมีอยู่ ซึ่งจะมีผลต่อธุรกรรมทางการค้าไปทั่วโลก รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่เติบโตชะลอตัวลงด้วย”

สำหรับการเปลี่ยนผู้นำของ 2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 อย่างสหรัฐฯ และจีนนั้น ในส่วนของสหรัฐฯ ก็คงต้องรอดูอีกไม่กี่วันว่าจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่นโยบายที่จะต้องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องที่เห็นพ้องกันว่าต้องแก้ไข แต่วิธีการจะต่างกัน ซึ่งก็ต้องรอดูผล ขณะที่จีนนั้นต้องมีการเปลี่ยนตัวผู้นำแน่ แต่นโยบายหลักไม่เปลี่ยน สิ่งที่ต้องรอดูคือ มุมมองของผู้นำใหม่จะตีโจทย์ของโลกแตกต่างจากเดิมหรือไม่

“ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยก็ไม่ได้เสี่ยงมากไปกว่าประเทศอื่นๆ เศรษฐกิจโลกไม่ดีก็แป้กด้วยกันทุกคน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวกัน ปัญหามันมีอยู่ตลอด เปลี่ยนไปทุกวัน ก็ต้องแก้กันไปทุกวัน ไม่มีวันจบ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครมองทะลุปรุโปร่งได้ 100% ในครั้งเดียว แต่นอกจากเรื่องเศรษฐกิจโลกแล้ว ประเทศไทยก็ยังมีการพัฒนาอีกในหลายๆด้าน เช่น กระจายความมั่งคง ซึ่งเป็นโจทย์ของทุกประเทศต้องแก้ การบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น ยังไม่รวมถึงโครงสร้างด้านการศึกษาที่จะเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ขณะที่นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน ส่วนมาตรการการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ จะช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีขึ้น ขณะที่ยุโรปจะยังชะลอตัวเพราะเป็นปัญหาทางโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข ส่วนเอเชีย โดยเฉพาะจีนเศรษฐกิจจะชะลอแต่ไม่น่าเป็นห่วง

ส่วนประเทศไทยนั้น จะได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจโลกทางด้านการส่งออก และการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการส่งออกจะชะลอตัวลงเหลือเพียงร้อยละ 4.4 ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ เนื่องจากยังมีการบริโภคภายในประเทศ มีการจ้างงานสูง และเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ดีอยู่ โดยจะขยายตัวได้ร้อยละ 5.7 และปีหน้าจะขยายตัวร้อยละ 4.6 ซึ่งชะลอลงเล็กน้อย เนื่องจากไม่มีเม็ดเงินฟื้นฟูน้ำท่วมแล้ว

ขณะที่นายหลุยส์ บรูเออร์ หัวหน้าคณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประจำประเทศไทย คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้จะหดตัวลงเหลือร้อยละ 3.3 ในปีนี้ และในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.6 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม จากความไม่สมดุลทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรปอาจทำให้เศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศเกิดการชะลอตัวรอบ 2 ได้ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลมายังเอเชียด้วยเช่นกัน ดังนั้น เอเชียจะต้องเตรียมรับมือให้เหมาะสม

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

ผลศึกษาฯ ชี้ไทยเหมาะเป็นฮับเอทานอล จี้คลังรื้อกฎระเบียบเอื้อส่งออก

สถาบันปิโตรเลียมฯ เผยผลศึกษาฯ ชี้ไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาจากการเป็นศูนย์กลางการผลิตเป็นศูนย์กลางการค้าเอทานอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคลังต้องแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกเอทานอลเนื่องจากกำลังการผลิตเอทานอลล้นตลาดอยู่ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านเชื้อเพลิงชีวภาพของไทย

นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากผลการศึกษาความเป็นไปได้ของไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าเชื้อเพลิงชีวภาพ (ฮับ) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยนั้น พบว่าไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาจากศูนย์กลางการผลิตฯ เป็นศูนย์กลางการค้าเอทานอลและไบโอดีเซลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีวัตถุดิบสำหรับผลิตเอทานอลเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นกากน้ำตาล หรือมันสำปะหลัง และไทยมีความต้องการใช้เอทานอลอยู่แล้ว 1.3 ล้านลิตร/วัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านลิตร/วัน หลังยกเลิกการใช้เบนซิน 91 ในต้นปี 2556 เนื่องจากผู้ใช้รถบางส่วนจะหันไปใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้น ขณะที่กำลังการผลิตเอทานอลในประเทศอยู่ที่ 3-4 ล้านลิตร/วัน ทำให้ผู้ประกอบการต้องหันไปส่งออกยังต่างประเทศ ซึ่งแนวโน้มความต้องการใช้เอทานอลในโลกเพิ่มสูงขึ้น

“ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์อยู่ที่ 20 ล้านลิตร/วัน แบ่งเป็นการใช้แก๊สโซฮอล์ 12 ล้านลิตร หรือคิดเป็น 60% ของความต้องการใช้ เนื่องจากมีรถยนต์ใหม่ที่ใช้อี20 และอี85 เพิ่มขึ้น และประชาชนมั่นใจน้ำมันแก๊สโซฮอล์มากขึ้น ทำให้ยอดการใช้เอทานอลในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านลิตร/วัน และตั้งเป้าหมายในปี 2564 จะเพิ่มเป็น 9 ล้านลิตร/วัน”

แต่เนื่องจากกฎระเบียบล้าสมัยทำให้การส่งออกเอทานอลของไทยยังมีอุปสรรคอยู่มาก จำนวนคลังเก็บเอทานอลที่ติดท่าเรือมีไม่มากพอ ทำให้ต้นทุนการส่งออกสูง และไม่มีโครงสร้างราคาส่งออกเอทานอลที่ชัดเจน แม้ว่าไทยจะมีการส่งออกเอทานอลต่อเนื่องไปยังประเทศคู่ค้า เช่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ก็ตาม แต่การซื้อขายดำเนินการระหว่างคู่ค้าโดยไม่ได้มีการกำหนดหรือประกาศโครงสร้างราคาเอทานอลสำหรับการส่งออกที่ชัดเจน

แนวทางการแก้ไขอุปสรรคระยะสั้นเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเอทานอลในภูมิภาคนี้ คือการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการส่งออกเพื่อลดขั้นตอนต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นการแปลงสภาพเอทานอล จากเดิมต้องเสียภาษีสรรพสามิต 1 บาท/ลิตร ถ้าส่งออกเอทานอลที่แปลงสภาพแล้ว โดยเสนอให้กระทรวงการคลังยกเว้นภาษีเอทานอลเชื้อเพลิงแปลงสภาพที่ส่งออก และอนุญาตให้แปลงสภาพได้ที่โรงงานผลิตหรือท่าเรือ

นอกจากนี้เสนอให้คลังดำเนินการเพื่ออนุญาตให้ผู้ผลิตหรือผู้ค้าเอทานอลสามารถแลกเปลี่ยนเอทานอลระหว่างกันได้ ซึ่งจะส่งผลดีในด้านการลดต้นทุนการขนส่งเอทานอลทั้งการส่งออกและการใช้ในประเทศ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านเชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว และพัฒนาระบบการค้าโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดค่าใช้จ่ายและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ

รวมทั้งภาคเอกชนจะต้องมีความกล้าในการลงทุนสร้างคลังเก็บเอทานอลเพื่อส่งออก เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกนับวันจะสูงขึ้น ทำให้ความต้องการใช้เอทานอลเพิ่มสูงขึ้นตาม ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเอทานอลขึ้นเป็นวันละ 12 ล้านลิตรในปี 2564

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

ผลศึกษาTDRIจี้ไทยรับมือAEC ลอยตัวราคาน้ำตาลปี’58

เปิดผลการศึกษาของ “ทีดีอาร์ไอ” เสนอให้ภาคอุตสาหกรรม-ตลาดน้ำตาลไทย ปรับตัวรับ“เออีซี” ในปี’58 ย้ำการจัดเก็บภาษีนำเข้าในประเทศกลุ่มอาเซียนต้องเหลือ 0% จี้ “พาณิชย์” ลอยตัวราคาขายปลีกในประเทศโดยให้สะท้อนตามต้นทุน พร้อมยุบ บริษัทอ้อยและน้ำตาลทราย หรืออนท.ทิ้ง ขณะที่ “สอน.” ยื้อยังไม่ยอมรับผลการศึกษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.)ได้ว่าจ้างให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือ TDRI (ทีดีอาร์ไอ)ไปทำการศึกษาเรื่อง อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายของประเทศไทย หลังเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (เออีซี) ปี 2558 นั้น ล่าสุด ทีดีอาร์ไอ ได้สรุปผลการศึกษาแล้ว

โดย ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ประเทศกลุ่มอาเซียนต้องเปิดเสรีทางการค้า และยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเหลือ 0% ดังนั้นราคาน้ำตาลทรายขายปลีก ในประเทศไทยหรือโควตา ก. (บริโภคในประเทศ)ต้องยกเลิกการควบคุมราคาจากปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กำหนดราคา โควตา ก. เพื่อรองรับเออีซี ที่ภาษีนำเข้าน้ำตาลทราย จากผู้ผลิตในอาเซียน ที่จะเข้ามาจำหน่ายในไทยภาษีนำเข้าเหลือ 0% ทำให้จะเกิดการนำเข้าของผู้แทนจำหน่ายน้ำตาล(ยี่ปั๊ว)ได้อย่างเสรี ไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อจากโรงงานน้ำตาลในไทย โดยเมื่อยกเลิกราคาควบคุมดังกล่าว ก็จะต้องปล่อยให้ราคาขายปลีกในประเทศลอยตัวสะท้อนต้นทุนราคาตลาดโลกเหมือนราคาน้ำมันในปัจจุบัน จากปัจจุบันประเทศไทยได้ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าน้ำตาลจากต่างประเทศตามเงื่อนไขขององค์การการค้าโลกที่ 65% ของมูลค่านำเข้า

ขณะเดียวกันทีดีอาร์ไอ ยังเสนอให้มีการยุบบริษัทอ้อยและน้ำตาลทราย จำกัด (อนท.) อีกด้วย โดยระบุว่าเมื่อเปิดเออีซี อนท.ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะมาเป็นผู้จัดจำหน่ายน้ำตาลโควตา ข.(ส่งออกโดยอนท.) เพราะจากนี้ไป การส่งออกน้ำตาล ทั้งโควตา ข.และโควตา ค. (ส่งออกโดยโรงงานน้ำตาล) จะกำหนดให้น้ำตาลทรายขาวส่งออกตามราคาตลาดลอนดอนของอังกฤษ และน้ำตาลทรายดิบ ให้ใช้เกณฑ์ราคาของตลาดนิวยอร์ก สหรัฐเป็นตัวกำหนดราคา โดยทั้งสองราคาตลาดดังกล่าว การส่งออกจะใช้สูตรคำนวณที่ปริมาณน้ำตาล 108 กก.ต่อตันอ้อย เป็นเกณฑ์ เช่น หากผลิตน้ำตาลทรายขาวได้ 54 กก. ก็จะใช้ราคาตลาดลอนดอนเป็นตัวคูณ เพื่อให้ได้ราคาที่แท้จริงออกมา ซึ่งราคาจะผันแปรไปตามช่วงเวลาเป็นต้น ซึ่งรายได้ดังกล่าวจะยังคงเข้าสู่ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70/30 ตามปกติ

ส่วนประเด็นราคารับซื้ออ้อยของโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศจากชาวไร่อ้อยนั้น ทีดีอาร์ไอเสนอว่า ให้ยกเลิกระบบปัจจุบัน กล่าวคือมีการคิดจากปริมาณอ้อยที่ชาวไร่อ้อยส่งเข้าหีบในโรงงานในแต่ละปี มาเป็นการกำหนด โดยทุกๆ 1 ตันอ้อยที่เข้าหีบ จะต้องได้ค่าความหวานที่ 12 ซีซีเอส และในปริมาณอ้อย 1 ตันดังกล่าว จะต้องสามารถผลิตน้ำตาลทรายขาวได้ 54 กิโลกรัม (กก.) และน้ำตาลทรายดิบได้ 54 กก.หรือรวมเป็น 108 กก.

โดยหลักเกณฑ์ใหม่แม้ยังใช้หลักเกณฑ์น้ำตาล 108 กก. มาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดราคาขายอ้อยให้กับโรงงาน เพื่อให้ได้คุณภาพในการเพาะปลูกอ้อย ให้ได้ปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมอยู่ แต่เปิดทางให้กับชาวไร่ไว้อีกว่า ในจำนวน 108 กก. โรงงานอาจเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตเป็นน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาวในปริมาณที่แตกต่างกันได้แต่ในที่สุดแล้ว จะต้องผลิตน้ำตาลจากอ้อย 1 ตัน ให้ได้น้ำตาลขั้นต่ำ 108 กก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในประเด็นดังกล่าว ทีดีอาร์ไอ ยังไม่ได้ทำข้อสรุปเรื่องสูตรราคาที่โรงงานต้องจ่ายให้กับชาวไร่อ้อย หากอ้อยที่ชาวไร่ส่งมอบให้กับโรงงาน สามารถผลิตน้ำตาลได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว โดยระบุเพียงว่า สูตรการคำนวณราคา จะเป็นการกำหนดเป็นรายโรงงานที่ทั้ง 48 โรงงาน จะจ่ายค่าอ้อยที่แตกต่างกันให้กับชาวไร่ จากปัจจุบันที่โรงงานจะจ่ายค่าอ้อยให้กับชาวไร่เหมือนกันในทุกโรงงานทั่วประเทศ

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ตัวแทนจากทีดีอาร์ไอได้นำมาเสนอให้ ผู้บริหาร คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (กอน.)พิจารณา แต่ปรากฏว่าถูกปฏิเสธให้เข้าพบ ขณะที่ คณะกรรมการตรวจรับผลการศึกษาของ สำนักงานอ้อยและน้ำตาล(สอน.)ยังปฏิเสธการตรวจรับผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอ เพราะยังไม่สามารถอธิบายถึงสูตรการคำนวณราคาที่โรงงานต้องจ่ายให้ชาวไร่ได้

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

ไฟเขียวแผน‘จัดรูปที่ดิน’ระยะสอง 1.5แสนไร่18โครงการ24พื้นที่ เร่ง‘กรมชล’คลอดแผนปฏิบัติ

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง มีมติเห็นชอบในหลักการวางโครงการจัดรูปที่ดินและเห็นชอบแผนการดำเนินงานจัดรูปที่ดินระยะ 2 ซึ่งอยู่ในแผนแม่บทจัดรูปที่ดินทั่วประเทศจำนวน 1.29 ล้านไร่ พื้นที่ 158,510 ไร่ ประกอบด้วย 18 โครงการ 24 พื้นที่ เช่น พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากิ่วลม-กิ่วคอหมา พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำอูน พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมชลประทานไปจัดทำในรายละเอียดและกรอบเวลาตามแผนดำเนินการทั้งแผนการสำรวจ แผนการออกแบบ และแผนการก่อสร้าง รวมถึงกรอบงบประมาณแต่ละโครงการให้ชัดเจน แล้วนำกลับมาเสนอโดยเร่งด่วนต่อไป

นายฉลองกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานในระยะที่ 1 ของแผนแม่บทงานจัดรูปที่ดินจำนวน 1.29 ล้านไร่นั้น มีพื้นที่จำนวน 289,941 ไร่ ซึ่งได้รับการอนุมัติการวางโครงการและการใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดินแล้ว ซึ่งมีความคืบหน้าในการดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนได้แก่ 1.ขั้นตอนการสำรวจ ดำเนินการสำรวจแล้วเสร็จ 217,945 ไร่ อยู่ระหว่างการดำเนินการสำรวจ 71,996 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะสำรวจแล้วเสร็จในปีหน้า 2.ขั้นตอนการออกแบบ ดำเนินการออกแบบแล้วเสร็จ 37,270 ไร่ อยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบ 180,675 ไร่ คาดว่าจะดำเนินการออกแบบแล้วเสร็จในปี 2558 และ 3.ขั้นตอนการก่อสร้าง ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 17,900 ไร่ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 11,713 ไร่ คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2560

“จากผลการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ในการดำเนินการพัฒนาระบบชลประทานในไร่นาแล้วเสร็จจนถึงปี 2553 คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 12.36 ล้านไร่ แบ่งเป็น พัฒนางานแบบคันคูน้ำ 10.38 ล้านไร่ และแบบงานจัดรูปที่ดิน 1.98 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 29.41 ล้านไร่ ก็ได้มีการศึกษาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับพัฒนาระบบชลประทานในไร่นาได้ 6.33 ล้านไร่ แบ่งเป็น งานคันคูน้ำ 5.04 ล้านไร่ และแบบจัดรูปที่ดินได้ 1.29 ล้านไร่” นายฉลองกล่าว

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

ทุ่มพันล.ขยายเตาเผารับขยะมีพิษกรมโรงงานชงฯ'พงษ์สวัสดิ์'ตั้งนิคมอุตฯกำจัดกาก

ปัญหาทิ้งกากอุตสาหกรรมพ่นพิษ "พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์" เล็งขยายเตาเผาอัคคีปราการ สั่งกรมโรงงานฯทำรายละเอียด คาดต้องใช้งบฯลงทุน 1,000 ลบ. ด้านกรมโรงงานอุตฯเตรียมว่าจ้างที่ปรึกษาลงทุนขยายเตาควบโรงไฟฟ้าชีวมวล ผุดไอเดียตั้งนิคมกำจัดกากโดยเฉพาะ เผยโรงงานบำบัด-กำจัดกากที่สั่งปิดปรับปรุง 17 โรง เริ่มกลับมาดำเนินการแล้ว

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า มีแนวคิดจะขยายกำลังเตาเผากากอุตสาหกรรมอัคคีปราการเพิ่ม หลังพบมีการปล่อยน้ำเสียและกากอุตสาหกรรมตามพื้นที่สาธารณะมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบริษัทรับกำจัดกากที่มีอยู่ไม่สามารถกำจัดกากได้ทุกประเภท บางประเภทต้องกำจัดด้วยวิธีเผาหรือฝังกลบเท่านั้น โดยเฉพาะการเผามีเพียง 2 โรงคือ เตาเผาอัคคีปราการ ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมดูแล อีกแห่งเป็นของเอกชน แม้จะเผาตลอด 24 ชั่วโมงก็ยังไม่สามารถรองรับความต้องการของโรงงานได้ทั้งหมด

จึงสั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมศึกษาว่า หากต้องขยายรูปแบบควรเป็นอย่างไร ให้เหมาะสมและคุ้มค่าการลงทุน คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท หลังชัดเจนจะเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ และจัดทำแบบประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA)

ด้านนายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลัง รมว.อุตสาหกรรมลงตรวจสอบพื้นที่หนองแหน จ.ฉะเชิงเทรา ที่มีปัญหาการปล่อยทิ้งกากอุตสาหกรรม ได้มีแนวคิดจะขยายเตาเผาอัคคีปราการ ซึ่งมีพื้นที่เหลือ 18 ไร่ ขยายเตาและพื้นที่ ฝังกลบได้ ปัญหามาจากเตาเผาไม่สามารถรองรับขยะกากอุตสาหกรรมที่มีมากถึง 20 ล้านตัน/ปี เฉพาะเตาเผาอัคคีปราการเดินเครื่องเตาเผา 24 ชั่วโมง ปริมาณเผา 40-50 ตัน/วัน กำลังเผาสูงสุด 50 ตัน/วัน หรือแค่ร้อยละ 2 จากปริมาณทั้งหมด

ก่อนหน้านี้กรมได้หารือกับ บมจ.อัคคีปราการ และบริษัทในเครือ บมจ.เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน ที่ได้รับสิทธิ์และบริหารเตาเผาดังกล่าวแล้วว่าจะขยายเตาเผา โดย บมจ.อัคคีปราการเสนอให้ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล นำขยะที่ผ่านการคัดแยกเป็นเชื้อเพลิงจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ซึ่งต้องศึกษาว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไร รวมถึงรูปแบบการลงทุน โดยจะว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษา

"ตามที่รายงานไว้ใน EIA ตอนเริ่มโปรเจ็กต์อัคคีปราการ จะเผาได้ไม่เกิน 48 ตัน/วัน แต่นี่บางวันเดินเครื่องเกิน 24 ช.ม. อยู่ที่ 50 ตันยังไม่พอรองรับ แม้สร้างเตาเผาใหญ่กว่านี้ 10 เท่าให้เผาได้ 500 ตัน/วัน ก็ยังไม่พอ นอกจากนี้สิ่งที่ผลักดันตลอดคือให้โรงงานเป็นโรงงานสีเขียว เน้นย้ำให้ใช้ 3 R คือ Redue Reuse Recycle ลดขยะอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นทางมากกว่าขยายเตาเผา"

นายพงษ์เทพกล่าวว่า สาเหตุที่มีเฉพาะเตาเผากากอุตสาหกรรมในการดูแลของกระทรวงอุตฯเท่านั้นที่ขยายได้ ไม่มีเอกชนเข้ามาลงทุน เนื่องจากถูก "ต่อต้าน" จากประชาชนในพื้นที่ กรมโรงงานฯจึงมีแนวคิดจะเสนอ รมว.อุตสาหกรรม จัดตั้ง "นิคมอุตสาหกรรมกำจัดกาก" ในพื้นที่ใกล้นิคมที่มีโรงงาน โดยจะหารือการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ส่วนความคืบหน้าโรงงานรับบำบัดและกำจัดกากอุตสาหกรรม ที่กรมโรงงานฯสั่งให้หยุดประกอบกิจการและให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 37 และ 39 แห่ง พระราชบัญญัติโรงงาน 2535 รวม 57 โรงงาน หลังโรงงานปรับปรุงและแจ้งขอเปิดดำเนินการตามปกติ และกรมโรงงานฯตรวจสอบแล้ว ได้อนุญาตให้โรงงานที่ทำผิดมาตรา 37 (สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขพร้อมดำเนินคดีและระงับการรับสิ่งปฏิกูลมาบำบัด) กลับมาประกอบกิจการแล้ว 17 โรงงาน ส่วนที่ผิดมาตรา 39 (สั่งให้หยุดโรงงานพร้อมแก้ไขใน 30 วัน ดำเนินคดีและระงับรับสิ่งปฏิกูล) คือ บจ.เค.เอส.ดี. รีไซเคิล จำกัด และ บจ.กิตติกร เบสท์ เซอร์ราวดิ้ง อยู่ระหว่างดำเนินคดี และจะตรวจสอบต่อเนื่องไม่ให้เกิดปัญหาอีก

รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า 17 โรงงานที่ปรับปรุงและกลับมาดำเนินการคือ 1) บจ.เอเซีย รีไซเคิล เทคโนโลยี 2) บจ.อาร์.ดี.แหล่ง กรีน เคมี 3) บจ.สามเอ็น คอร์ป (ประเทศไทย) 4) บจ.น่ำเฮงฮวด สตีลดรัม 5) บจ.ถังสยามโลหะกิจ 6) บจ.นาโมยะ ชินโป เนชั่น กรุ๊ป 7) บจ.ซี.อี.โอ. อินเตอร์เนชั่นแนล เวสต์ 8) บจ.พรมงคล (ไพทูรย์) ระยอง แอนด์ แมเนจเม้นท์ 9) บจ.เอเชีย เวสต์ แม็นเนจเม้นท์ 10) บจ.ปลวกแดง เวสต์ แอนด์ แมเนจเมนท์ 11) บจ. เจซีซีบี บิสซิเนส 12) บจ.ปิโตรเลียม 168 13) บจ.วาย.บี.แอล. ออยล์ 14) บจ. เอสเอสออยล์ 15) บจ.สยามวัฒนาออยล์ 16) บจ.ศักดิ์ศรีอุตสาหกรรม และ 17) บจ.เอฟเวอร์แฟรงค์ เทคโนโลยี

โครงการเตาเผาอัคคีปราการ ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่เตรียมเสนอขออนุมัติงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่เพื่อรองรับกากอุตสาหกรรมซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี และ ตามขั้นตอนจะต้องศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมก่อนจะเริ่มพัฒนาการก่อสร้างใหม่ได้

จาก http://www.matichon.co.th  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

จับ6กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ติวเข้มลดทุนสินค้าคงคลัง

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าโครงการบริหารแผนแม่บทการพัฒนาระบบโลจิส ติกส์ภาคอุตสาหกรรมระยะที่ 2 ระหว่างปี 2555-2559 เพื่อยกระดับระบบโลจิส ติกส์ในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานสากล วางเป้าหมายหลักเรื่องลดต้นทุนโลจิส ติกส์และเพิ่มความปลอดภัยของสินค้า รวมถึงความน่าเชื่อถือในการนำส่งสินค้าและบริการ ซึ่งปัจจุบันไทยมีต้นทุนด้านโลจิสติกส์คิดเป็น 15.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) และ 8.2% เป็นต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง ดังนั้น จะมุ่งลดต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังใน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมอาหาร ปิโตรเคมีและพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพารา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งเตรียมพร้อมการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ปี 2558

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จะพัฒนาความสามารถด้านการจัดการโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานของสถานประกอบการ ตามเป้าหมายอย่างน้อย 1,800 รายต่อปี และพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรมให้สามารถวางแผนและดำเนินการระบบโลจิสติกส์ได้อย่างน้อย 5,000 รายต่อปี

จาก http://www.matichon.co.th วันที่ 29 ตุลาคม 2555

ก.อุตฯงัดกฎล้อมคอกโรงงานใหม่จำพวก2-3

กระทรวงอุตฯรุกไล่ "โรงงาน" ขอเปิดใหม่ได้รับอนุญาตแล้ว 186 แห่ง จากผู้ยื่น 2,827 แห่ง "ปลัดวิฑูรย์" ยันออกมาตรการเข้มหลังพบบางแห่งก่อสร้างล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่มีใบอนุญาต ขึ้นค่าปรับโรงงานจำพวก 2 และ 3 แพงสุด 1 แสนบาท หวังผลล้อมคอกผู้กระทำผิด

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับการอนุญาตโรงงานในช่วงที่ผ่านมาว่า จากจำนวนผู้ขออนุญาตตั้งโรงงานเข้ามายังกรมโรงงานอุตสาหกรรมรวม 2,827 ราย มี 186 โรงงานที่เข้าข่ายต้องได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองรวม 186 โรงงาน โดยล่าสุดมีโรงงานที่นำเรื่องเข้าสู่ที่พิจารณาแล้ว 109 ราย ผ่านเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตรวม 61 ราย และมีโรงงานที่ต้องส่งคืนให้กรมโรงงานฯกับอุตสาหกรรมจังหวัดเพื่อทบทวนรวม 47 ราย โดยจะมีไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาอนุญาต 1 ราย

จากการตรวจสอบโรงงานที่เข้าข่ายต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นถึงข้อมูลจริงเกี่ยวกับมีหลายโรงงานยื่นขอตั้งโรงงานและยังไม่ได้รับใบอนุญาตแต่กลับดำเนินการก่อสร้างไปก่อน ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามกฎหมายและให้ปรับเป็นเงิน ซึ่งที่ผ่านมายังคงเดินหน้าก่อสร้างต่อไปอีก ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป จึงได้ปรับปรุงอัตราค่าปรับในคดีผู้ต้องหาที่มีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

ระเบียบการบังคับใช้ กรณีเป็นสถานประกอบกิจการโรงงานจำพวก 2 แล้วไม่แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ เดิมจะถูกปรับ 4,000-6,000 บาท อัตราใหม่เพิ่มเป็น 6,000-9,000 บาท มากขึ้นอีก 2,000-3,000 บาท กรณีโรงงานจำพวก 3 เดิมปรับ 4,500-40,000 บาท อัตราใหม่ 10,000-100,000 บาท มากขึ้นอีก 5,500-60,000 บาท ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามที่กฎหมายระบุเคร่งครัด และไม่ให้มีการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่ต่อต้าน

"หลังจากปรับปรุงการเพิ่มค่าปรับอัตราใหม่ ทำให้ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา มีรายได้เข้าภาครัฐมากขึ้นรวม 8.3 ล้านบาท ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมเล็งเห็นว่า โรงงานที่ขออนุญาตเมื่อช่วงที่ผ่านมาละเลยการจะกระทำตามกฎหมาย จากนี้จะตรวจสอบเข้มงวดมากขึ้น สำหรับกรอบการทำงานเพื่อพิจารณาใบอนุญาตซึ่งขอยืนยันคณะกรรมการชุดนี้ใช้เวลาทำงานเพียง 90 วันเท่านั้น และจะพยายามเร่งให้เร็วขึ้นเพื่อไม่ให้กระทบต่อการประกอบกิจการของภาคเอกชน" นายวิฑูรย์กล่าว

ทั้งนี้ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรายงานว่า เคยเข้าไปเจรจาและขอความร่วมมือจากกระทรวงอุตสาหกรรม กรณีการออกใบอนุญาตโรงงานล่าช้า จะเป็นอุปสรรคให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติชะลอตัว ขณะนี้มีจำนวนหลายรายต้องเลื่อนแผนการก่อสร้าง รวมถึงต้องเจรจากับทางสถาบันการเงินที่เคยจะให้ปล่อยกู้เพื่อนำเงินมาก่อสร้างโรงงาน เรื่อยไปจนถึงการปรับแผนจ้างแรงงานซึ่งปัจจุบันในกลุ่มบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างต้องแย่งกันอุตลุด เอกชนจึงต้องการให้รัฐเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานลดความเสียหายทางธุรกิจ

จาก http://www.prachachat.net  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

เกษตรถกหาข้อยุติสารเคมี4ชนิดลุยกวาดล้างโรงงาน-ร้านค้าขายของปลอม

นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายจำนวน 7,540 รายการ ซึ่งกระบวนการขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายในทุกขั้นตอนนั้นคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร ได้พิจารณาอย่างรอบคอบและรวดเร็วไม่ได้ล่าช้าแต่อย่างใด โดยล่าสุดมีวัตถุอันตรายที่ผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนแล้วรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,665 รายการ ซึ่งวัตถุอันตรายที่ผ่านการพิจารณาทั้งหมดนี้ครอบคลุมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกกลุ่มที่เกษตรกรใช้ ทั้งสารกำจัดวัชพืช สารกำจัดแมลง สารป้องกันกำจัดโรคพืช และสารอื่นๆ

ส่วนกรณีมีผู้คัดค้านการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่อยู่ในรายการเฝ้าระวัง 4 ชนิด ได้แก่ คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น และเมโทมิล นั้น สถานการณ์ล่าสุดมีผู้มาขอยื่นขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทั้ง 4 ชนิดกับกรมวิชาการเกษตร รวม 121 รายการ แยกเป็นคาร์โบฟูราน 23 รายการ ไดโครโตฟอส 6 รายการ เมทโทมิล 91 รายการ ส่วนอีพีเอ็นยังไม่มีผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวัตถุอันตรายทั้ง 4 ชนิดอยู่ในบัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนั้น ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรจึงยังไม่มีการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนให้กับสารเคมีทั้ง 4 ชนิดดังกล่าวให้ผู้ประกอบการรายใดทั้งนั้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว (พิษเรื้อรัง) เพื่อประกอบการพิจารณาขึ้นทะเบียนจากผู้ที่ขอยื่นขึ้นทะเบียน

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรเตรียมที่จะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทั้ง 4 ชนิดในเร็วๆ นี้ เพื่อหาข้อสรุปเสนอคณะอนุกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน พิจารณาต่อไปว่าจะจัดให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งห้ามผลิต ห้ามใช้ และห้ามมีไว้ในครอบครอง (ban) หรืออนุญาตให้ใช้ต่อไป และหากคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ยกเลิกการผลิตและการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 4 ชนิด กรมวิชาการเกษตรมีงานวิจัยเกี่ยวกับสารที่จะนำมาใช้ทดแทนวัตถุอันตรายทั้ง 4 ชนิดสำหรับที่จะแนะนำให้เกษตรกรใช้แล้ว โดยเฉพาะ เมโทมิลซึ่งเป็นวัตถุอันตรายที่สามารถใช้ควบคุมแมลงได้หลายชนิด และออกฤทธิ์เร็ว ซึ่งในฉลากแนะนำให้ใช้กับมะเขือเทศ กระเจี๊ยบเขียว หน่อไม้ฝรั่ง พืชตระกูลกะหล่ำ หอม พริก มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเปราะ มะเขือยาว ยาสูบ ถั่วเหลือง ฝ้าย ถั่วเขียว ถั่วลิสง แตง แตงโม งา ข้าวโพด ข้างฟ่าง ละหุ่ง มะนาว องุ่น ฝ้าย ส้ม เบญจมาศ กุหลาบ และถั่วฝักยาว

ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาสารวัตรเกษตร กรมวิชาการเกษตรซึ่งมีเจ้าหน้าที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ได้เข้มงวดตรวจสอบ สุ่มเก็บตัวอย่างทั้งจากโรงงานผลิต และร้านจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตรอย่างสม่ำเสมอ โดยผลการดำเนินงานในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้มีการดำเนินคดีกับผู้ผลิตและจำหน่ายสารเคมีปลอมรวมทั้งสิ้น 131 ร้านค้า รวม 384 คดี โดยการดำเนินการปราบปรามจากนี้ไปจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมากขึ้น โดยเฉพาะโรงงานซึ่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ที่กระจายอยู่ในเขตปริมณฑล

จาก http://www.khaosod.co.th  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

ทีดีอาร์ไอแนะลอยตัว”น้ำตาล”

แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้สรุปผลการศึกษาเรื่องอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายของประเทศไทย หลังเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 โดยเสนอให้ยกเลิกการควบคุมราคาขายปลีกในประเทศหรือน้ำตาลเพื่อการบริโภคในประเทศ (โควตา ก.) ที่ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กำหนด และให้ปล่อยราคาลอยตัวสะท้อนต้นทุนราคาตลาดโลก เพราะหากเข้าสู่เออีซีแต่ราคาในประเทศและต่างประเทศต่างกัน ผู้แทนจำหน่ายน้ำตาล(ยี่ปั่ว) จะเลือกนำเข้าน้ำตาลจากผู้ผลิตในอาเซียนแทน เพราะภาษี 0%

นอกจากนั้น ยังได้เสนอให้การกำหนดราคารับซื้ออ้อยมีหลักเกณฑ์ชัดเจนคือ ให้อ้อยที่เข้าหีบทุก 1 ตัน ต้องมีค่าความหวาน 12 ซี.ซี.เอส. ผลิตน้ำตาลทรายขาวได้ 54 กิโลกรัม และผลิตน้ำตาลทรายดิบได้ 54 กิโลกรัม รวมเป็น 108 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม โรงงานน้ำตาลสามารถเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการผลิตน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายดิบได้ตามความเหมาะสม ภายในปริมาณรวม 108 กิโลกรัม

“เหตุผลที่ต้องตั้งหลักเกณฑ์กำหนดราคาขายอ้อยเข้าโรงงาน เพราะต้องการให้ชาวไร่อ้อยพัฒนาการปลูกอ้อยให้มีคุณภาพ มีค่าความหวานสูง และได้ปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม จากเดิมจะคำนวณราคาอ้อยจากปริมาณอ้อยที่ชาวไร่ส่งเข้าโรงงานในแต่ละปี และกำหนดค่าความหวานเฉลี่ยที่ 10 ซี.ซี.เอส. “ แหล่งข่าวกล่าว

จาก http://www.matichon.co.th วันที่ 29 ตุลาคม 2555

มุ่งพัฒนาเครื่องจักรทันสมัย นำเกษตรกรไทยก้าวพ้นหลุมดำ

ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตของคนเราทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ทุกวินาที อย่างที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนเมืองหรือชุมชนที่กำลังเจริญก้าวหน้าทางวัตถุนิยมต่าง ๆการเกษตร เป็นสายงานหนึ่งที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องทุกขั้นตอนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นเพาะปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยวและจำหน่าย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนสำคัญของประเทศ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ครอบคลุมเท่ากับต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเกษตรกรมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการประกอบกิจการครบทุกกระบวนการบริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยนายวีรชัย วิภาตวิทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขายและการตลาด นำคณะผู้บริหาร ประกอบด้วย นายจามรวุฒิ ตำนานจิตร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า น.ส.ณัฐกมล ลักขณาวราภรณ์ ผู้จัดการส่วนสื่อสารการตลาด น.ส.ลัดดาวัลย์ ศรีปรางค์ทอง ล่ามญี่ปุ่น นายอนันดา หาญพินิจนนท์ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และคณะสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมการทำการเกษตรของชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีพืชเศรษฐกิจสำคัญคือ ข้าว รวมถึงได้เข้าชมโรงงานผลิตเครื่องจักรทางการเกษตรของคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ที่มียอดการผลิตเป็นอันดับ 1 ของโลก มีการใช้งานในประเทศและส่งออกไปยังนานาประเทศทั่วโลกด้วย

นายวาดะนาเบ มาซะยูกิ อายุ 44 ปี เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ผู้มีพื้นที่ปลูกข้าว ถั่วเหลือง วีทหรือข้าวบาร์เลย์ มีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ราว 7 เอเคอร์ หรือประมาณ 15 ไร่ อยู่ในจังหวัดโทะชิงิ ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียวไปราว 100 กิโลเมตร โดยมีรายได้ต่อปีราว 40 ล้านบาท มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพาะปลูกประกอบด้วย รถแทรกเตอร์ 5 คัน รถเกี่ยวนวดข้าว 2 คัน และรถดำนา 1 คัน

โดยเกษตรกรชาวญี่ปุ่นคนนี้ ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นเพราะเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการทำอาชีพชาวนาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากในสังคมปัจจบันของญี่ปุ่น คนที่ประกอบอาชีพชาวนาเพียงอย่างเดียวมีค่อนข้างน้อยลง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีอาชีพอื่น ๆ อยู่แล้วแต่มาประกอบอาชีพเพาะปลูกเพิ่มเติมเท่านั้นเพื่อรักษาพื้นที่และความเป็นวิถีชีวิตของบรรพบุรุษไว้คู่กับสังคมต่อไป

นายวาดะนาเบ กล่าวว่า ปัจจุบันยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยปลูกข้าว ถั่วเหลือง และข้าวบาร์เลย์ เคล็ดลับที่สำคัญในการสร้างอาชีพให้มั่นคง คือ การรู้จักนำเทคโนโลยีอันทันสมัยโดยเฉพาะเครื่องจักรกลของคูโบต้า สามารถผลิตขึ้นมาตอบสนองความต้องการของเกษตรกรได้ดีทีเดียว ซึ่งเมื่อนำมาช่วยในการทำการเกษตรทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและมีปริมาณเพิ่มขึ้นด้วย

ด้านนายวีรชัย กล่าวขณะนำเยี่ยมชมโรงงานสึกุบะ (Tsukuba) จังหวัดอิบะระกิ ประเทศญี่ปุ่น ว่า โรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานที่มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมากในการผลิตแทรกเตอร์และเครื่องยนต์เล็ก เป็นหนึ่งในโรงงานที่มีความสามารถทัดเทียมระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังได้การรับรองมาตรฐาน ISO9001 และ 14001 ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าโรงงานแห่งนี้มีมาตรฐานการผลิตและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐานเป็นอย่างดี

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฯ กล่าวถึงโรงงานอุสึโนมิยะ ซึ่งเป็นอีกโรงงานว่า เป็นโรงงานที่มีความสามารถในการผลิตรถเกี่ยวนวดข้าว และรถดำนา ซึ่งเป็นเครื่องจักรกลการเกษตรที่ช่วยลดปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรกรรม และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่เกษตรกรยุคใหม่ ในการลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตนายสมศักดิ์ กล่าวว่า สยามคูโบต้าได้พาคณะนักข่าวจากประเทศไทย เยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำเกษตรของชาวญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จเพื่อที่จะได้นำข้อมูล ประสบการณ์ และมุมมองอันเป็นประโยชน์กลับไปฝากเกษตรกรชาวไทย เพื่อร่วมกันเป็นพลังขับเคลื่อนเกษตรกรรมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมีการนำเทคโนโลยีทันสมัยไปประกอบใช้ให้เหมาะสมตามแต่การเพาะปลูกและสภาพพื้นที่ต่าง ๆ กันไปด้วย.

จาก http://www.dailynews.co.th  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

ปฏิวัติสูตรราคาอ้อยใหม่รับ AEC

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ทำการสรุปข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ว่าจ้างให้ทีดีอาร์ไอไปทำการศึกษาเรื่อง อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายของประเทศไทย หลังเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 58 ในกรณีที่ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.58 อาเซียนต้องเปิดเสรีทางการค้าและยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้า เหลือ 0% และกรณีที่กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องดื่ม ได้เรียกร้องให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ยกเลิกการเก็บเงินจากการขายน้ำตาล 5 บาท/กิโลกรัม (กก.) เพื่อนำไปใช้หนี้ที่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) ไปกู้มาก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นการลดราคาขายปลีกให้กับประชาชนได้ 5 บาท/กก. จากราคาในปัจจุบัน

สำหรับผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอ ประกอบด้วย 1.ราคาน้ำตาลทรายขายปลีกในประเทศไทย หรือโควตา ก. (บริโภคในประเทศ) ต้องยกเลิกการควบคุมราคา ที่ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กำหนดราคาโควตา ก. เพื่อรองรับเออีซี ที่ภาษีนำเข้าน้ำตาลทรายจากผู้ผลิตในอาเซียนที่จะเข้ามาจำหน่ายในไทย ภาษีนำเข้าเหลือ 0% ทำให้จะเกิดการนำเข้าของผู้แทนจำหน่ายน้ำตาล (ยี่ปั๊ว) ได้อย่างเสรี ไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อจากโรงงานน้ำตาลในไทย โดยเมื่อยกเลิกราคาควบคุมดังกล่าว ก็จะต้องปล่อยให้ราคาขายปลีกในประเทศลอยตัว สะท้อนต้นทุนราคาตลาดโลกเหมือนราคาน้ำมันในปัจจุบัน จากขณะนี้ที่ประเทศไทยได้ตั้งกำแพงภาษีนำเข้าน้ำตาลจากต่าง ประเทศตามเงื่อนไขขององค์การค้าโลกที่ 65% ของมูลค่านำเข้า

2.ในประเด็นราคารับซื้ออ้อยจากชาวไร่อ้อยของโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เสนอให้ยกเลิกระบบปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังเสนอให้มีการยุบบริษัท อ้อยและน้ำตาลทราย จำกัด (อนท.) อีกด้วย โดยระบุว่า เมื่อเปิดเออีซี อนท.ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะมาเป็นผู้จัดจำหน่ายน้ำตาลโควตา ข. (ส่งออกโดย อนท.) เพราะจากนี้ไป การส่งออกน้ำตาล ทั้งโควตา ข. และโควตา ค. (ส่งออกโดยโรงงานน้ำตาล) จะกำหนดให้น้ำตาลทรายขาว ส่งออกตามราคาตลาดลอนดอน ของอังกฤษ

จาก http://www.banmuang.co.th  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

พาณิชย์เต็มสูบรับมือเออีซี

นายบรรยงค์ ลิ้มประยูรวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ จะจัดทำ ASEAN Fast Track Lane เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามาประกอบธุรกิจของนักลงทุนอาเซียนในไทย ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ซึ่งจะทำให้การเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยนั้นง่ายขึ้น สะดวก รวดเร็ว และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

ทั้งนี้ ในด้านบุคลากร กรมฯ มีแผนเตรียมความพร้อมด้านบุคคลเพื่อที่จะเป็นผู้ให้ข้อมูลและคำแนะนำในการจดทะเบียน ขั้นตอน วิธีการ ใน 2 ภาษา คือ ไทย และอังกฤษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจอาเซียนที่จะเข้ามาทำธุรกิจในไทย เพราะหลังเปิดเสรีฯ เชื่อว่าจะมีการเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในไทยเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ กรมฯ จะจัดให้มีข้อมูลกฎหมาย คู่มือ แนวทางปฏิบัติ เกี่ยวกับการค้า การลงทุนในไทย รวมไปถึงคู่มือการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แบบฟอร์มการขอใบอนุญาต การขอหนังสือรับรอง ไกด์ไลน์การพิจารณาการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ภายใต้ความตกลงด้านการค้าบริการและการลงทุนของอาเซียน ที่จะทำเป็น 2 ภาษาเช่นเดียวกัน

นายบรรยงค์ กล่าวว่า แนวโน้มการเข้ามาประกอบธุรกิจของคนอาเซียน 9 ประเทศ ในไทย คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นหลังจากเปิด AEC แล้ว โดยตั้งแต่มี พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.43-30 ก.ย.55 มีการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจในไทย ทั้งหมด 3,132 คน เป็นผู้ประกอบการจากอาเซียน 540 ราย

จาก http://www.banmuang.co.th  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

'ในหลวง'โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 'ยิ่งลักษณ์ 3'

แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ‘ยิ่งลักษณ์ 3’
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี 23 ตำแหน่ง ดังนี้ 1.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ 2.นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็น รองนายกรัฐมนตรี 3.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ 4.นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็น รมว.พลังงาน

5.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม เป็น รมว.มหาดไทย 6.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม เป็น รมช.มหาดไทย 7.นายประชา ประสพดี เป็น รมช.มหาดไทย 8.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม เป็น รมว.คมนาคม 9.พล.อ.พฤณฑ์ สุวรรณทัต หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำรมว.กลาโหม เป็น รมช.คมนาคม

10.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็น รมช.คมนาคม 11.นายยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ 12.นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ 13.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์

14.นายประเสริฐ บุญชัยสุข เป็น รมว.อุตสาหกรรม 15.นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย เป็น รมช.อุตสาหกรรม 16.นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำพรรคพลังชล เป็น รมว.วัฒนธรรม 17.นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็น รมว.สาธารณสุข 18.นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็น รมช.สาธารณสุข 19.นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็น

รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
20.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็น รมช.พาณิชย์ 21.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็น รมช.ศึกษาธิการ 22.นายวราเทพ รัตนากร เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 23.นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง อาทิ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา พ้นจาก รองนายกรัฐมนตรี นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ พ้นจาก รมว.พลังงาน นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช พ้นจาก รมว.ศึกษาธิการ นางนลินี ทวีสิน พ้นจาก รมต.ประจำสำนักนายกฯ, นายธีระ วงศ์สมุทร พ้นจาก รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายวิทยา บุรณศิริ พ้นจาก รมว.สาธารณสุข ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์

สวัสดิวัตน์ พ้นจาก รมว.อุตสาหกรรม เป็นต้น
การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลชุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว หลังเข้าบริหารประเทศเมื่อเดือนส.ค. 54 โดยมีนักการเมืองกลุ่มบ้านเลขที่ 111 เข้ามาเป็นรัฐมนตรีหลายตำแหน่ง อาทิ นายพงศ์เทพ นายพงษ์ศักดิ์ นายวราเทพ และนายเสริมศักดิ์

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนบุคคลที่เป็นรัฐมนตรีเช่นกัน อาทิ นายสนธยา มาแทนนางสุกุมล คุณปลื้ม ภริยาที่อยู่ในตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม พรรคชาติพัฒนา มีนายประเสริฐ แทน ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ และพรรคชาติไทยพัฒนา มีนายยุคล มารับตำแหน่งแทนนายธีระ ที่ลาออกจาก รมว.เกษตรและสหกรณ์

ด้าน ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง "ความหวังของสาธารณชน การปรับคณะรัฐมนตรี กับการยึดอำนาจรัฐบาล" โดยการสำรวจได้สอบถามถึงผลกระทบต่อการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 3 ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.2 คิดว่า ไม่มีผลกระทบต่อรัฐบาล ร้อยละ 41.8 คิดว่า มีผลกระทบต่อรัฐบาล

นอกจากนี้ เกินครึ่งหรือร้อยละ 53.9 ระบุว่าเป็นเรื่องดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้คำแนะนำปรึกษาต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนมีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ ได้รับความนิยมศรัทธาสูง เป็นต้น ขณะที่ร้อยละ 46.1 ไม่คิดว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ขาดความน่าเชื่อถือ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน จำนวนมากหรือร้อยละ 45.8 มองว่า เมื่อรัฐบาลปรับคณะรัฐมนตรีแล้วทุกอย่างจะเหมือนเดิม โดยผลสำรวจร้อยละ 28.6 ระบุว่า จะดีขึ้น และร้อยละ 25.6 ระบุว่าจะแย่ลง

จาก ข่าวหุ้น  วันที่ 29 ตุลาคม 2555

อุตฯจี้ผู้ประกอบการลดต้นทุนโลจิสติกส์

"พงษ์สวัสดิ์"ชี้ ปรับรมว.อุตสาหกรรมไม่กระทบแผนแม่บทโลจิสติกส์อุตสาหกรรม เดินหน้าเร่งผู้ประกอบการบริหารโลจิสติกส์ ลดต้นทุน ด้านกพร.จัดงบ 135 ล้านบาท พัฒนาโลจิสติกส์อุตสาหกรรมให้โรงงาน 405 แห่ง

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง"วิสัยทัศน์โลจิสติกส์อุตสาหกรรม" ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนแม่บทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรมระยะที่ 2 ปี 2555-2559 เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้าน

โดยขณะนี้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) มีแนวโน้มลดลงจากปี 2553 อยู่ที่ 15.2 % ปี 2554 อยู่ที่ 14.5 % ซึ่งผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับสินค้าคงคลังมากขึ้น อย่างไรก็ตามการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันยังไม่มากนัก ทำให้ลดต้นทุนโลจิสติกส์ตลอดซัพพลายเชนไม่เต็มที่

ทั้งนี้ยืนยันว่า ธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มาจากภัยธรรมชาติหรือปัญหาแรงงาน แต่มาจากโลจิสติกส์ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ส่งสินค้าไม่ทันเวลาและโอกาสขายสินค้าน้อยลง นอกจากนี้ยังมีการเก็บสินค้าคงคลังไว้มากเกินไป ซึ่งมีผลต่อต้นทุนธุรกิจ ทั้งนี้หากผู้ประกอบการมีข้อมูลที่ดีจะทราบว่าควรจัดการสินค้าคงคลังอย่างไร

"หากจัดการโลจิสติกส์ได้ดี จะทำให้ผู้ประกอบการพร้อมรับกับต้นทุนค่าแรงงานที่สูงขึ้น เพราะในอนาคตธุรกิจไทยจะได้รับผลกระทบหลายด้าน ทั้งการที่ประเทศพัฒนาแล้วตัดสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร (จีเอสพี) และบริษัทข้ามชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้น" ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าว

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ ย้ำว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ก็ตาม แต่ยืนยันว่าจะไม่กระทบแผนแม่บทฉบับนี้ เพราะมาจากพรรคการเมืองเดิมที่บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ประกอบกับเป็นประธานคณะกรรมาธิการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎรมาก่อน

ด้านนางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาโลจิสติกส์อุตสาหกรรมและได้จัดสรรงบประมาณดำเนินการมากขึ้น โดยปีงบประมาณ 2556 กพร.ได้รับงบ 135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่ได้รับ 111 ล้านบาท และปี 2554 ที่ได้รับ 26 ล้านบาท ซึ่งกพร.จะเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

โดย กพร.มี 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 1.สร้างความเป็นมืออาชีพด้านการจัดการโลจิสติกส์ในโรงงาน 2.สร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงซัพพลายเชนภาคอุตสาหกรรม 3.สร้างปัจจัยที่เอื้อให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของซัพพลายเชน โดยในปี 2556 มีเป้าหมายที่จะพัฒนาโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรมในโรงงาน 405 แห่ง พัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ 7,500 คน สร้างซัพพลายเชนที่มีความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ 11 ซัพพลายเชน ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2555 ที่พัฒนาโลจิสติกส์ภาคอุตสาหกรรมในโรงงานได้ 355 แห่ง พัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ 7,650 คน สร้างซัพพลายเชนที่มีความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ 8 ซัพพลายเชน

จาก http://www.bangkokbiznews.com วันที่ 27 ตุลาคม 2555

ดัชนีอุตยังซมพิษศก.โลก ไตรมาส3ช้ำสุดติดลบ10.2% ปีหน้ายังแย่แนะกระตุ้นในปท.

นายณัฐพล ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อานวยการสานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ประจาเดือนกันยายน 2555 อยู่ที่ 173.53 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 13.68% อัตราการใช้กาลังการผลิต 64.53 ขณะที่เอ็มพีไอไตรมาส 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2555) ติดลบ 10.2% ติดลบตาสุดเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 และ 2 ซึ่งติดลบอยู่ที่ 6.9 และ 1.6 ตามลาดับ อัตราการใช้กาลังการผลิตอยู่ที่ 65.5 และเอ็มพีไอรวม 9 เดือนติดลบ 6.3% อัตราการใช้กาลังการผลิต 64.1 โดยการขยายตัวที่ติดลบเพราะสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อส่งออกได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหภาพยุโรป และตลาดต่อเนื่องที่ไทยส่งออก อาทิ อาเซียน ญี่ปุ่น

"แม้เอ็มพีไอจะลดลง แต่อัตราการใช้กาลังการผลิตยังมีระดับสูง เพราะมีอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ คือ รถยนต์ วัสดุก่อสร้าง หลังจากรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนของเอกชน และผลจากนโยบายรัฐ เช่น รถคันแรก การจานาสินค้าเกษตร และโครงการป้องกันนาท่วม" นายณัฐพลกล่าว

นายณัฐพลกล่าวว่า เมื่อพิจารณาอุตสาหกรรมรายสาขาพบว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ช่วง 9 เดือนเติบโตแล้ว 32.5% ผลิตรถยนต์แล้ว 1,703,044 คัน แนวโน้มทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวมากถึง 61.2% ผลิตรถยนต์รวม 2,350,000 คัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนอุตสาหกรรมที่ยังมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่อง คือ อาหาร ติดลบแล้ว 22.9% ทั้งปีลบ 7.7% สิ่งทอ 30.71% ทั้งปีลบ 21.74% อิเล็กทรอนิกส์ ติดลบ 36.03% ทั้งปีลบ 7%

นายณัฐพลกล่าวถึงปี 2556 ว่า สศอ.คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 4-5% เอ็มพีไอทั้งปีขยายตัว 3.5-4.5% ลดลงเล็กน้อยจากปี 2555 ที่จีดีพีอุตสาหกรรมขยายตัว 5.5-6.5% เอ็มพีไอขยายตัว 5-6% เพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มตลอดปีหน้า ดังนั้น สศอ.จะสนับสนุนให้ไทยบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น โดยจะให้ผู้ผลิตใช้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาล รวมถึงประโยชน์จากการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ เช่น ไทย-ชิลี เป็นต้น และภายในอาเซียน

จาก http://www.matichon.co.th  วันที่ 27 ตุลาคม 2555

เคาะใบอนุญาตโรงงาน

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงได้จัดทำกรอบพิจารณาอนุมัติใบอนุญาตประกอบกิจการ โดยกำหนดเวลาชัดเจน 90 วันซึ่งโครงการที่เข้าข่ายต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรอง จะใช้เวลาในการพิจารณา 20 วันเท่านั้น โดยขณะนี้โรงงานที่คณะกรรมการกลั่นกรองได้รับมีจำนวน 186 ราย เข้าที่ประชุมแล้ว 109 ราย ยังไม่เข้าที่ประชุม 75 ราย มีโรงงานที่ผ่านการพิจารณาอนุญาตแล้ว 61 ราย ส่งคืนเพื่อทบทวน 47 ราย และยังไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณา 1 ราย ส่วนโรงงานที่ยังไม่ได้นำเข้าที่ประชุม เพราะอยู่ระหว่างตรวจสอบสถานะ

จาก http://www.posttoday.com วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ธ.โลกเตือนไทยปรับตัวระวังศก.แม้โลกเริ่มฟื้น/คาดดัชนีอุตฯโต3.5-4%

ธนาคารโลกระบุไทยต้องปรับตัวรองรับเศรษฐกิจโลกแม้จะเริ่มฟื้นตัวชี้ปรับ ครม. ไม่เปลี่ยนนโยบายไม่มีปัญหา สศอ. คาดดัชนีอุตฯ ปีนี้โต 3.5-4% ขณะที่ KTB สานต่อกองทุนหมู่บ้าน

นางสาวกิริฏา เภาพิจิตรนักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยต้องปรับตัวรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในระยะยาวแต่จะไม่ดีเหมือนเช่นก่อนวิกฤติเศรษฐกิจโลก ส่วนปีหน้าเศรษฐกิจโลกยังคงทรงๆ ตัวคล้ายปีนี้ ขณะที่ความผันผวนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปยังคงมีอยู่ เงินทุนจะยังคงไหลเข้าเอเชียตะวันออก

อย่างไรก็ตาม เวิลด์แบงก์ยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ระดับร้อยละ 4.5 เท่าเดิมเนื่องจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกและปัญหาน้ำท่วม ทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัวลง ส่วนปีหน้าคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทยจะขยายตัวได้ใกล้เคียงร้อยละ 5 โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในสหภาพยุโรป ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด ขณะที่การส่งออกจะขยายตัวได้สูงกว่าปีนี้

สำหรับการปรับ ครม. ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น หากเป็นการเปลี่ยนเฉพาะตัวบุคคลแต่ไม่ปรับเปลี่ยนนโยบาย ก็จะไม่กระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนมากนัก

ด้านนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สศอ. ได้ประมาณการว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในปี 2556 จะขยายตัวร้อยละ 3.5-4.5 และGDPภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัวร้อยละ 4.0-5.0

ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้เป็นบวกคือการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของภาครัฐ ที่มีแนวโน้มขยายตัวจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมบางตัว ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ล่าช้าถึงปี 2556 ปัจจัยการแข็งค่าของเงินบาท

อนึ่ง ทางด้านนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ บมจ.ธนาคารกรุงไทยกล่าวภายหลังพิธีเปิดการเพิ่มทุนเงินล้านให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และครบรอบ 11 ปี กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานีว่า ธนาคารกรุงไทยได้ให้การสนับสนุนเงินกู้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในโครงการขยายวงเงินกองทุนหมู่บ้านฯเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนให้กับสมาชิกของกองทุนหมู่บ้านฯ นำไปลงทุนหรือพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้โดยให้กู้ยืมวงเงินกู้กองทุนละไม่เกิน 1 ล้านบาท และได้เพิ่มวงเงินสินเชื่อให้กับกองทุนหมู่บ้านฯ ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีอีกวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท รวมวงเงินกู้กองทุนละไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งปล่อยกู้แล้วกว่า 1,000 ล้านบาท

จาก http://www.siamrath.co.th วันที่ 26 ตุลาคม 2555

‘อาเซียน-อินเดีย’ไฟเขียวร่วมมือ แลกเปลี่ยนความรู้-เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมรัฐมนตรีอาเซียน-อินเดีย ด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดที่กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ในวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นชอบความร่วมมือทางด้านการเกษตรในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร รวมทั้งการเสริมสร้างความรู้และความสามารถให้แก่เกษตรกร โดยที่ประชุมให้การสนับสนุนการดำเนินงานที่สำคัญของกิจกรรมภายใต้ความร่วมมืออาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับเกษตรกร จัดทำโครงการฝึกอบรมเกี่ยวกับเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต การแปรรูปและการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองและธัญพืช เทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์พืชสวน การประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเทคโนโลยี เพื่อการปรับตัวและการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดทำจดหมายข่าวอาเซียน-อินเดีย ด้านการเกษตร

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังตระหนักว่าเยาวชนที่จะเข้ามาสู่ภาคการเกษตรมีจำนวนลดลง จึงเห็นชอบร่วมกันในการส่งเสริมนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการของเยาวชนเกษตร เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนในภูมิภาค รวมทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างเกษตรกรของอาเซียนและอินเดีย เพื่อให้เยาวชนสนใจอาชีพเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ตระหนักถึงความผันผวนของราคาสินค้าอาหารซึ่งเป็นประเด็นที่ได้มีการกล่าวถึงในทุกเวทีในขณะนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนา โดยที่ประชุมได้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการผลิตอาหาร และการแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญระหว่างอาเซียนและอินเดีย เพื่อประกอบการวางแผนด้านความมั่นคงอาหาร โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่อาวุโสจัดทำโครงการความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร การบริหารจัดการสต๊อก การจัดหาธัญพืชให้เพียงพอ การให้ประชาชนที่ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงอาหารได้ รวมทั้งความโปร่งใสด้านการตลาด

“จากความร่วมมือระหว่างอาเซียนและอินเดีย มีผลทำให้ยอดการค้าเพิ่มจากเดิม 55.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อ ปี 2553 เป็น 68.4 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2554 ซึ่งทำให้อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 6 ของอาเซียน มูลค่าการค้าสินค้าเกษตรคิดเป็น 16.7% ของมูลค่าการค้ารวมในปี 2554 คิดเป็น 11.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากอินเดียสู่อาเซียนเพิ่มจาก 28.6% มูลค่า 0.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ใน ปี 2552 เป็น 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2553” นายธีระ กล่าว

จาก http://www.naewna.com   วันที่ 26 ตุลาคม 2555

นำร่องทำสมุดทะเบียน 10 จังหวัด ปี'56 ขยายครอบคลุมทั่วประเทศ

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคการเกษตรและการช่วยเหลือเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ จัดทำข้อมูลการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร พัฒนาฐานข้อมูลต่างๆอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดทำสมุดทะเบียนเกษตรกรขึ้น

โดยนำร่องในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น นครศรีธรรมราช เชียงราย และจังหวัดพิษณุโลก และคาดว่าในปี’56 จะขยายผลให้ครอบคลุมทุกจังหวัด

สำหรับสมุดทะเบียนเกษตรกรนั้น จะมีข้อมูลสำหรับนำไปใช้ในการวางแผน การทำกิจกรรมการเกษตรเข้าร่วมโครงการตามนโยบายสำคัญของรัฐ ที่ประกอบด้วยชื่อเกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียน เลขประจำตัวประชาชน วัน-เดือน-ปีเกิด
เลขรหัสประจำบ้าน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน รวมทั้งข้อมูลของสมาชิกในครัวเรือนที่ช่วยทำการเกษตรและการเป็นสมาชิกองค์กรการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร กิจกรรมการเกษตรได้ การเข้าร่วมโครงการภาครัฐ ที่นอกจากไม่เพียงใช้เป็นฐานข้อมูลในการให้หน่วยงานภาครัฐช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรได้ทันเวลาและตรงจัดเท่านั้น แต่ยังใช้ในการวางแผนพัฒนาภาคเกษตรของประเทศได้อย่างเป็นระบบครบวงจรอีกด้วย.

จาก http://www.thairath.co.th  วันที่ 25 ตุลาคม 2555

นายก ส.ไร่อ้อยอีสาน ชี้ภัยแล้งทำผลผลิตลดอีก 2 ล้านตัน

นายกสมาคมไร่อ้อยอีสานเหนือ คาดปีนี้ผลผลิตจะลดลงอีก สาเหตุภัยแล้ง พื้นที่เพาะปลูกลดลง คาดจะมีผลผลิตเข้าสู่โรงงานประมาณ 34 ล้านตัน ลดลงอีก 2 ล้านตัน ยังหวังขึ้นราคาผลผลิต ตันละ 200 เหตุค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น …

เมื่อวันที่ 24 ต.ค. นายธีระชัย แสนแก้ว นายกสมาคมชาวไร่อ้อยอีสานเหนือ และประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปีการเพาะปลูกอ้อยประจำปี 2552/2553, 2553/2554, 2554/2555 ผลผลิตอ้อยของภาคอีสานลดจำนวนผลผลิตลงทุกปี สาเหตุเนื่องมาจากเกิดภาวะภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และคาดว่าในปีการเพาะปลูกปีนี้ จะมีอ้อยเข้าสู่โรงงานเพียง 34 ล้านตันเท่านั้น ในส่วน จ.อุดรธานี และ จ.หนองบัวลำภู จะมีอ้อยเข้าสู่โรงงานเพียง 5 ล้านตันเศษ

นายธีระชัย กล่าวต่อว่า ขณะนี้ ภาคอีสานกำลังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนทำโรงงานหีบอ้อยและน้ำตาลทราย
ซึ่งเวลานี้ภาคอีสานมีโรงงานอยู่แล้ว 16 โรง และที่จะเปิดใหม่อีก 3 โรง ได้แก่ โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี ในเครือมิตรผล ที่ อ.บ้านผือ และที่ อ.วังสะพุง 2 โรงงาน และในเครือขอนแก่นอีก 1 โรงงาน รวมเป็น 19 โรงงาน ที่จะทำการเปิดในฤดูการปลูกอ้อยในปีนี้ (2555/2556)

สำหรับในภาพรวมของทั้งภาคอีสานคาดว่าจะมีผลผลิตอ้อยในปีการปลูก 2555/2556 เข้าสู่โรงงานเพียง 34 ล้านตัน ลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 2 ล้านตันอ้อย ที่ผ่านมาระยะ 3 ปี ตั้งแต่ฤดูการปลูก 2552/2553-2554/2555 ผลผลิตอ้อยของภาคอีสานลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุเพราะบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปอากาศมีความแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตของอ้อยต่อไร่ลดลง เพราะอ้อยเกิดภาวะขาดน้ำ ลำต้นเล็ก แคระแกร็นทั้งๆ ที่พื้นที่การเพาะปลูกก็ไม่ได้ลดพื้นที่ลง

นายธีระชัย กล่าวต่อว่า ผลผลิตของภาคอีสานตอนบน เฉพาะ จ.อุดรธานี และ จ.หนองบัวลำภู อยู่ในการดูแลของสมาคมชาวไร่อ้อยอีสานเหนือ มีโรงงานที่เป็นสมาชิกของสมาคมอยู่ 3 แห่ง คือ โรงงานน้ำตาลทรายขาวเริ่มอุดม, โรงงานน้ำตาลเอราวัณ และโรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี มีสมาชิกอยู่ประมาณ 8 รายเศษ พื้นที่การปลูกอ้อยราว 4 แสนไร่เศษ คาดว่าจะมีอ้อยเข้าสู่โรงงานในฤดูการปลูก 2555/2556 นี้ ประมาณ 5 ล้านตันอ้อย ซึ่งผลผลิตก็ลดลงและมาจากสาเหตุเดียวกันคือ ฝนทิ้งช่วง อากาศแล้งเร็ว

ส่วนสาเหตุที่ผลผลิตอ้อยของภาคอีสานลดลงไปปีละ 2 ล้านตันเศษนั้น ไม่ได้มาจากการที่เกษตรกรหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นแทน สาเหตุหลักก็เป็นเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง ฤดูแล้งมาเร็วขึ้น ไม่ได้เกี่ยวกับการที่เกษตรกรหันไปปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน หรือสำปะหลังแทน แต่ก็ยอมรับว่ามีบ้างเพียงเล็กน้อย ในขณะที่พื้นที่การปลูกอ้อยทั่วประเทศมีประมาณ 40% ในภาคอีสานก็ยังมีพื้นที่ปลูกอ้อยอยู่มากมายหลายล้านไร่ โดยเฉพาะมันสำปะหลังนั้น ชาวไร่อ้อยเป็นพืชที่เกษตรกรปลูกสลับกันไปมาระหว่างอ้อยและมันสำปะหลัง จึงไม่ได้เป็นปัญหากับการปลูกอ้อยแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องของราคาอ้อยเบื้องต้นสำหรับปีการปลูก 2555/2556 คาดว่าจะอยู่ที่ 1,000 บาท/ตัน และขณะนี้ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณาเงินเพิ่มค่าอ้อยเบื้องต้นให้ชาวไร่อ้อย

“อย่างไรก็ตาม หวังว่าจะมีการปรับราคาอ้อยเพิ่มขึ้นตันละ 200 บาท หรือ 1,200 บาท/ตัน ก็จะคุ้มทุนการปลูก เนื่องเพราะปัจจัยหลายอย่าง เช่น แรงงานหายากขึ้น รัฐบาลขึ้นค่าแรงงานเป็น 300 บาท/วัน” นายกสมาคมไร่อ้อยอีสาน กล่าว.

จาก http://www.thairath.co.th  วันที่ 25 ตุลาคม 2555

เกษตรฯ อนุมัติแผนจัดรูปที่ดินระยะ 2 กว่า 1.5 แสนไร่

นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง ซึ่งมี นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ เป็นประธานนั้น ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการวางโครงการจัดรูปที่ดินและเห็นชอบแผนการดำเนินงานจัดรูปที่ดินระยะ 2 ซึ่งอยู่ในแผนแม่บทจัดรูปที่ดินทั่วประเทศจำนวน 1.29 ล้านไร่ จำนวนพื้นที่ 158,510 ไร่ ประกอบด้วย 18 โครงการ 24 พื้นที่ เช่น พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากิ่วลง-กิวคอหมา , พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำอูน , พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ , พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามหาราช , พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา และพื้นที่โครงการเขื่อนวังร่วมเกล้า เป็นต้น โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมชลประทานไปจัดทำในรายละเอียดและกรอบเวลาตามแผนดำเนินการทั้งแผนการสำรวจ แผนการออกแบบ และแผนการก่อสร้าง รวมถึงกรอบงบประมาณแต่ละโครงการให้ชัดเจนกลับมาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลางโดยเร่งด่วนต่อไป

ส่วนผลการดำเนินงานในระยะที่ 1 ของแผนแม่บทงานจัดรูปที่ดินจำนวน 1.29 ล้านไร่นั้น มีพื้นทีจำนวน 289,941 ไร่ ซึ่งได้รับการอนุมัติการวางโครงการและการใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดินแล้ว ซึ่งมีความคืบหน้าในการดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนได้แก่ 1.ขั้นตอนการสำรวจ ดำเนินการสำรวจแล้วเสร็จ 217,945 ไร่ อยู่ระหว่างการดำเนินการสำรวจ 71,996 ไร่ ซึ่งคาดว่าจะสำรวจแล้วเสร็จในปี 2556 2.ขั้นตอนการออกแบบ ดำเนินการออกแบบแล้วเสร็จ 37,270 ไร่ อยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบ 180,675 ไร่ คาดว่าจะดำเนินการออกแบบแล้วเสร็จในปี 2558 และ 3.ขั้นตอนการก่อสร้าง ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 17,900 ไร่ อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 11,713 ไร่ คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2560

"จากผลการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ในการดำเนินการพัฒนาระบบชลประทานในไร่นาแล้วเสร็จจนถึงปี 2553 คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 12.36 ล้านไร่ แบ่งเป็น พัฒนางานแบบคันคูน้ำ 10.38 ล้านไร่ และแบบงานจัดรูปที่ดิน 1.98 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ทีเหลืออีก 29.41 ล้านไร่ ก็ได้มีการศึกษาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับพัฒนาระบบชลประทานในไร่นาได้ 6.33 ล้านไร่ แบ่งเป็น งานคันคูน้ำ 5.04 ล้านไร่ และแบบจัดรูปที่ดินได้ 1.29 ล้านไร่" นายฉลอง กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของระยะที่ 3 ตามแผนแม่บทจัดรูปที่ดินซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่เหลือจากระยะที่ 1 และระยะที่ 2 คิดเป็นพื้นที่ 849,249 ไร่ นั้นจะมีการขออนุมัติวางโครงการในอนาคตต่อไป ตามศักยภาพในการดำเนินงานปีละ 50,000 ไร่/ปี ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดรูปที่ดินได้ครอบคลุมพื้นที่ 1.29 ล้านไร่ ได้แล้วเสร็จภายในปี 2580 ภายใต้งบประมาณ 32,000 ล้านบาท

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 25 ตุลาคม 2555

สปก.เปิดศูนย์ตรวจรับรองมาตรฐาน มัน-อ้อย-ข้าวโพด-สับปะรด รองรับเกษตรกร‘เขตปฏิรูป’

ดร.วีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ส.ป.ก. จัดตั้งศูนย์ตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรที่ต้องการนำสินค้าเกษตรของตน

มาตรวจสอบรับรองมาตรฐานผลผลิต โดยเน้นพืชเศรษฐกิจ 4 ชนิด คือ มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรด

ทั้งนี้ศูนย์ตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน กำลังจะได้เป็นหน่วยงานจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) โดยส.ป.ก.เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ ในการเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรและการปฏิบัติงานภาคสนาม ทั้งพัฒนาบุคลากรเพื่อทำหน้าที่ผู้ตรวจประเมินแปลงที่ดิน และเตรียมความพร้อมของเกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน ให้มีความรอบรู้ พร้อมที่จะปรับระบบการผลิตของตนเองเพื่อเข้าสู่กระบวนการรับรองสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในฐานะที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558

ที่ผ่านมา ศูนย์ตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ศึกษาและอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่เกษตรกรได้ตระหนักถึงความสำคัญของระบบการผลิตสินค้าเกษตร ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน โดยมีแกนนำที่ผ่านการอบรม 550 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้นำหรือแกนนำในท้องถิ่น อาทิ อาสาปฏิรูปที่ดิน ผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และผู้แทนเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรที่ผ่านการอบรมไปแล้ว 2,534 ราย ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 1,500 ราย ใน 50 จังหวัดทั่วประเทศ

ปัจจุบัน ศูนย์ตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรฯ สามารถออกใบรับรองให้เกษตรกรได้แล้ว และในปี 2555 มีเกษตรกรยื่นคำขอรับการตรวจรับรองสินค้าเกษตรไม่น้อยกว่า 400 ราย โดยเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินรายใดที่ปลูกพืชเศรษฐกิจทั้ง 4 ชนิดนี้ ประสงค์จะตรวจสอบรับรองมาตรฐาน จังหวัดสินค้า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส.ป.ก.จังหวัดทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

จาก http://www.naewna.com วันที่ 25 ตุลาคม 2555

กรมชลสั่งห้ามปลูกพืชหวั่นขาดแคลนน้ำ อีสานแล้งสุดในรอบ 5 ปี

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมฯคาดการณ์ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่รวมกันทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 พ.ย.55 มีประมาณ 55,245 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 75.8% ของความจุอ่างขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศรวมกัน ซึ่งใกล้เคียงกับภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปี 53 ที่มีน้ำในเขื่อนทั้งประเทศรวมกัน 76.5%

โดยภาคอีสานในปีนี้มีน้ำในเขื่อนน้อยที่สุดในรอบ 5 ปี โดยมีเพียง 5,379 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปี 52 ที่ภาคอีสานแล้งที่สุดมีน้ำ 7,252 ล้าน ลบ.ม. “

นอกจากนี้ ในปีนี้น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางของภาคกลางมีน้ำน้อยสุดในรอบ 5 ปีเช่นกัน โดยมีน้ำในเขื่อน 1,147 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปี 52 ที่ภาคกลางแล้งที่สุดก็ยังมีน้ำ 1,349 ล้าน ลบ.ม. ส่วนในภาคอื่นๆ ทั้งภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้มีปริมาณน้ำใกล้เคียงกับปีปกติ ไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำ”

ทั้งนี้ กรมฯได้สั่งห้ามเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในภาคอีสาน 4 จังหวัด คือ 1.เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี มีน้ำใช้สำหรับการอุปโภคบริโภค 28% 2.เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีน้ำใช้ได้ 23% 3.เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีน้ำใช้ได้ 16% และ
4.เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา มีน้ำใช้การ 44% นอกจากนี้ ยังมีภาคใต้ 1 แห่ง คือ เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้งติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งกรมฯสั่งงดเพาะปลูกพืช 3 ปี ติดต่อกันแล้ว

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกล่าวอ้างว่าน้ำในเขื่อนปีนี้มีน้อย เพราะคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) สั่งระบายน้ำออกมากเกินไปนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่อยากให้พูดเช่นนั้น เพราะต้นปี 55 มีฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ

ขณะที่ประชาชนและนักลงทุนในภาคกลางกังวลว่าน้ำจะท่วมเหมือนปี 54 กรมฯจึงระบายน้ำออกจากเขื่อนพอสมควร แต่ฝนกลับมาน้อยกว่าที่คาด ซึ่งกรมฯได้ปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมแล้ว.

จาก http://www.thairath.co.th   วันที่ 24 ตุลาคม 2555

เอกชนจี้รัฐเพิ่มแอดเดอร์ จูงใจผุดโรงไฟฟ้าชีวมวล

เอกชนชี้รัฐควรขึ้นราคารับซื้อไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่ม 2-3 บาทต่อหน่วย เชื่อส่งเสริมโรงงานน้ำตาลและโรงสีข้าวผุดโรงไฟฟ้าเพิ่ม

นายถกล ถวิลเติมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.น้ำตาลครบุรี (KBS) เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาครัฐมีแนวทางจะส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลให้มากขึ้น ซึ่งบริษัทเห็นว่าหากมีการปรับเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) จากเชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันอยู่ที่ 30-50 สตางค์ต่อหน่วย จะทำให้ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลและโรงสีข้าวหันมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความคุ้มค่า เพราะมีวัตถุดิบที่เป็นเชื้อเพลิงอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีกำไรจากการขายไฟฟ้าด้วย

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้สั่งเครื่องจักรเพื่อติดตั้งขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวลจาก 15 เมกะวัตต์ เป็น 35 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.5 พันล้านบาท มาจากเงินหมุนเวียนของบริษัท 500 ล้านบาท และอีก 1 พันล้านบาทมาจากการกู้สถาบันการเงิน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการว่าจ้างผู้รับเหมา คาดว่าจะก่อสร้างและสามารถเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ภายในปลายปี 2557


สำหรับการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัทจะครอบคลุมการขยายกำลังการผลิตน้ำตาลในอนาคต ในปี 55 ตั้งเป้าปริมาณอ้อยเข้าหีบ 2.5 ล้านตันอ้อย และปี 56 จะเพิ่มเป็น 2.8 ล้านตันอ้อย ขณะที่ราคาขายน้ำตาลทรายดิบปี 55 ปรับลดลงจากปีก่อน โดยอยู่ที่ 19-20 เซนต์ต่อปอนด์ เทียบกับปี 2554 อยู่ที่ 25-26 เซนต์ต่อปอนด์ ขณะเดียวกันวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปและอเมริกา รวมทั้งอินเดียและจีนก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ส่งผลให้ความต้องการบริโภคลดลง.

จาก http://www.thaipost.net  วันที่ 24 ตุลาคม 2555

ชาวไร่อ้อยโอดต้นทุนพุ่ง ผลผลิตล้นตลาดราคาตก

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ แสดงความเป็นห่วงต้นทุนของชาวไร่อ้อยในการผลิตอ้อยที่สูงขึ้นอย่างมากโดยในฤดูกาลผลิตปี 55/56 ต้นทุนการผลิตอ้อยรวมค่าขนส่งแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 1,196.31 บาทต่อตัน (ค่าขนส่งอยู่ที่ 143.61 บาทต่อตัน) เพิ่มขึ้นจากฤดูกาลผลิตปี 54/55 ที่มีต้นทุนเฉลี่ย 950 บาทต่อตัน ถึง 246.31 บาทต่อตัน เนื่องจากค่าเช่าที่ดิน ค่าแรง ค่าปุ๋ย ราคาน้ำมัน และวัสดุการผลิต ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่ผลผลิตอ้อยและราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกในปียังลดลงค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีของชาวไร่อ้อยในฤดูกาลผลิตนี้

สำหรับผลผลิตอ้อยฤดูกาลผลิตปี 55/56 ทั่วประเทศจะอยู่ที่ระดับ 94.64 ล้านตัน ในพื้นที่ปลูกอ้อย 9.33 ล้านไร่ หรือมีผลผลิต 10.14 ตันต่อไร่ ซึ่งถือเป็นปริมาณอ้อยที่น้อยมาก ลดลงจากฤดูกาลผลิตปี 54/55 ที่มีปริมาณอ้อย 97.98 ล้านตัน เนื่องจากในปีนี้ประสบภัยแล้ง และฝนตกช้ากว่ากำหนดทำให้ต้นอ้อยไม่เติบโตมากนัก

"บริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย (อนท.) ได้ทำราคาน้ำตาลทรายส่งมอบล่วงหน้าธ.ค. 56 เฉลี่ยที่ 20.53 เซนต์ต่อปอนด์ ขณะที่ราคาน้ำตาลทรายขาวตลาดลอนดอนส่งมอบธ.ค. 56 อยู่ที่ 547.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเฉลี่ยภาพรวมราคาลดต่ำลงมีการประเมินผลผลิตส่วนเกินจากการบริโภคของโลกราว 7 ล้านตันโดยเฉพาะล่าสุดบราซิลมีการหีบอ้อยได้มากเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ทั้งปีคาดว่า อนท.จะทำราคาได้ 22.5-23 เซนต์ต่อปอนด์จึงทำให้ราคาอ้อยขั้นต้นปี 55/56 น่าจะต่ำกว่าปีที่แล้ว"

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (สอน.) กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการน้ำตาลทราย (กน.) จะประชุมในวันที่ 29 ต.ค. 55 เพื่อจัดสรรบัญชีน้ำตาลทรายโควตา ก. (บริโภคในประเทศ) ซึ่งในฤดูกาลผลิตนี้คาดว่าน่าจะจัดสรรไม่เกิน 23-24 ล้านกระสอบ เนื่องจากยังมีน้ำตาลค้างกระดานเหลืออยู่อีกกว่า 2 ล้านกระสอบ

ขณะที่การขอโควตาการใช้น้ำตาลทรายในอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก หรือโควตาน้ำตาล ค. (พิเศษ) ขณะนี้ได้เริ่มเปิดให้ผู้ผลิตเข้ามาขอโควตากันแล้วตั้งแต่วันที่ 1-31 ต.ค. 55 ซึ่งก็มีผู้ผลิตเพื่อการส่งออกสนใจยื่นขอโควตาเข้ามาหลายรายแล้ว และคาดว่าน่าจะมีจำนวนไม่ต่างจากทุกปี เพราะส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการรายเดิม และก็จะขอโควตาการใช้น้ำตาลในปริมาณเท่าเดิม แต่ในปีนี้คงต้องรอดู เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.) กล่าวว่าจะเปิดหีบใหม่ฤดูกาลผลิตปี 55/56 อีก 9.8 หมื่นตัน.

จาก http://www.dailynews.co.thวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เร่งสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกรปรับการผลิตเป็นเกษตรอินทรีย์

ดร.วีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ส.ป.ก.ได้เตรียมความพร้อมกับงานพัฒนาสินค้าเกษตร ควบคู่ไปกับการจัดที่ดิน โดยจะเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่เกษตรอินทรีย์ หรือ GAP ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดข้อกีดกันทางการค้า เกี่ยวกับเงื่อนไขด้านสุขอนามัย ที่ประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มอาเซียนอาจกำหนดขึ้นในอนาคต

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ในการรวมตัวของกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community : AEC จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2558 นี้ ซึ่งจะก่อให้เกิดเงื่อนไขในการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า การกำหนดมาตรฐานสินค้า โดยจะเป็นทั้งโอกาสและผลกระทบต่อการผลิต การค้าในภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมของไทย จากการเปิดเผยของนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายให้ ส.ป.ก. ดำเนินการใน 3 ภารกิจหลัก คือ การจัดหาที่ดินให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งปัจจุบัน ส.ป.ก.ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้วทั้งสิ้น 2.5 ล้านราย เนื้อที่ 34.5 ล้านไร่ ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบของนิคมการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินมากยิ่งขึ้น และติดตามการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพื่อให้การจัดที่ดินของ ส.ป.ก.ดำเนินการตามเจตนารมณ์ และไม่ให้ผู้ใดนำที่ดินของ ส.ป.ก.ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือเข้าไปทำกินอย่างผิดกฎหมาย

จาก http://www.dailynews.co.th  วันที่ 23 ตุลาคม 2555

คาดการณ์ผลผลิตอ้อยปี 2555/56 เจอภัยแล้งได้แค่ 94.64 ล้านตัน

เคาะปริมาณอ้อยคาดการณ์เพื่อจัดสรรเข้าหีบฤดูกาลผลิตปี 55/56 แล้วที่ 94.64 ล้านตันไปไม่ถึงฝันที่วางเป้า 100 ล้านตันเหตุจากภัยแล้ง เผย 4 โรงงานใหม่จะถูกจัดสรรให้ต่อเมื่อได้รับ รง.4 ก่อนซึ่งสามารถจัดสรรกลางฤดูหีบก็ได้

รายงานข่าวจากคณะกรรมการอ้อย (กอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กอ.ได้เห็นชอบการคาดการณ์ปริมาณอ้อยทั่วประเทศเพื่อจัดสรรให้ 47 โรงงานน้ำตาลเข้าหีบในฤดูกาลผลิตปี 2555/56 ที่ระดับ 94.64 ล้านตันอ้อย จากพื้นที่เพาะปลูกทั้งสิ้น 9.33 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 10.14 ตันต่อไร่ ซึ่งการผลิตที่ลดต่ำลงเมื่อเทียบกับฤดูกาลผลิตปีที่ผ่านมา ซึ่งทำไว้ระดับ 97.98 ล้านตันเนื่องจากชาวไร่อ้อยประสบภาวะฝนแล้งในช่วงต้นฤดูการเพาะปลูกค่อนข้างมาก ดังนั้นเป้าหมายที่ต้องการเห็นระดับ 100 ล้านตันจึงเป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้ กอ.ยังได้เห็นชอบต้นทุนการผลิตอ้อยรวมกับค่าขนส่งอยู่ที่ระดับ 1,196.31 บาทต่อตัน (ค่าขนส่งอยู่ที่ 143.61 บาทต่อตัน) โดยต้นทุนของปีที่ผ่านมา ไม่รวมค่าขนส่งเฉลี่ยอยู่ระดับ 950 บาทต่อตัน ซึ่งในฤดูกาลผลิตปีนี้สูงขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากขาดแคลนแรงงานส่งผลให้ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาปุ๋ย และราคาน้ำมัน มีราคาแพงจากปีก่อนทำให้ต้นทุนรวมปรับตัวเพิ่ม

“หลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ก็จะไปจัดทำบัญชีเพื่อจัดสรรอ้อยเข้าหีบโดยยึดกำลังการผลิตของโรงงานแต่ละแห่งย้อนหลัง 3 ปี โดยเบื้องต้นยังจัดสรรให้เฉพาะ 47 โรงงานเท่านั้นขณะที่โรงงานจะเปิดหีบใหม่จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ รง.4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนตามระเบียบที่กำหนดหลังจากนั้นก็จะสามารถมาจัดสรรอ้อยได้ซึ่งในช่วงฤดูหีบก็สามารถจัดสรรได้ไม่มีปัญหา ขณะเดียวกันคณะกรรมการบริหาร หรือ กบ. ก็จะต้องไปคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นต่อไป” รายงานข่าวระบุ.

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 21 ตุลาคม 2555

วังขนายมอบหนังสือเพื่อน้อง

กลุ่มวังขนาย ผู้ผลิตน้ำตาลโลว์เคมิคอล ได้ร่วมกับโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ต.วังด้ง อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี จัดทำโครงการ “หนังสือนี้เพื่อน้อง” นางจิตต์สุภา สุขเจตนี ผู้อำนวยการฝ่ายภาพลักษณ์องค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม กลุ่มวังขนาย กล่าวว่า “กลุ่มวังขนายให้ความสำคัญด้านการศึกษาของเยาวชนไทยที่จะเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยได้มามอบหนังสือและอุปกรณ์การเรียนให้กับนักเรียนที่อาศัยอยู่ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ต.วังด้ง อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือก (Alternative School) จัดขึ้นให้กับเด็กกำพร้า, เด็กยากจน, เด็กที่ประสบปัญหาถูกกระทำทารุณ และเด็กที่มาจากครอบครัวแตกแยก โดยภายในงานได้มีการให้ความรู้และมอบอุปกรณ์ทางด้านเกษตร โดยเฉพาะความรู้เรื่องการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งมีประโยชน์ต่อดิน และหวังว่าเยาวชนจะนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในอนาคตต่อไป

โดยที่ผ่านมาทางกลุ่มวังขนายได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 37 ปี โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษากับเยาวชนไทย ซึ่งได้จัดทำทั้งในเรื่องการมอบทุนการศึกษาให้กับเยาวชนที่อยู่บริเวณรอบโรงงาน, โครงการสร้างห้องสมุดประชาชน รวมถึงโครงการบริหารและจัดการน้ำในภาคอีสาน

"ส่วนใหญ่โครงการของวังขนายจะไม่ค่อยใหญ่โต หรือมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ แต่จะเน้นเรื่องความยั่งยืน เป็นการช่วยเหลือประชาชนหรือเกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่เป็นสำคัญ" นางจิตต์สุภากล่าว
สำหรับโครงการหนังสือนี้เพื่อน้อง ที่จัดทำขึ้นนี้ก็เพื่อให้ความช่วยเหลือเยาวชน ที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ต.วังด้ง อ.เมืองฯ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนทางเลือก (Alternative School) มีการอุปกรณ์การเรียน, เสื้อผ้าชุดนักเรียน, มอบความรู้และมอบอุปกรณ์ทางด้านเกษตร, ให้ความรู้เยาวชนในเรื่องการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ และกิจกรรมสันทนาการเสริมความรู้ต่างๆ“.

จาก http://www.thaipost.net  วันที่ 20 ตุลาคม 2555

ชาวไร่อ้อยหลายพันคนเข้าร่วมงานประชุมใหญ่ประจำปี 2555 ที่ จ.สุรินทร์

ที่บริษัทน้ำตาลสุรินทร์ จำกัด ต.ปรือ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานการประชุมใหญ่ชาวไร่อ้อยประจำปีการผลิต 2555/2556 ที่จัดขึ้นเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้เกษตรกรได้รับข้อมูลข่าวสาร และนวัตกรรมในการปลูกอ้อย เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการปลูกอ้อย มีเกษตรกรชาวไร่อ้อยหลายพันคนเดินทางมาจาก จ.สุรินทร์ บุรีรัมย์ และ จ.นครราชสีมา

นายนิรันดร์ กัลยาณมิตร กล่าวว่าอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศ และรัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญ ได้ให้การสนับสนุน มีการประกันราคา มีกฎหมายรองรับ และอ้อยยังเป็นพืชที่สามารถนำมาผลิตเอทานอล และเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าชีวมวล จึงคาดหมายว่าเกษตรกรชาวไร่อ้อยจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น สำหรับราคาอ้อยที่บริษัทน้ำตาลสุรินทร์ ฯ รับซื้อ รวมเงินอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรจากรัฐบาล ขั้นต่ำอยู่ที่ตันละ 1,400 บาท ราคาจะปรับสูงขึ้นตามค่าความหวานต่อหน่วย CCS

จาก http://thainews.prd.go.th  วันที่ 20 ตุลาคม 2555

อุตฯเอาจริงล่าโรงงานห่วย เพิ่มโทษปรับแจ้งดำเนินคดี

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวง อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมทบทวน ขั้นตอนการพิจารณาออกใบอนุญาตโรง งานที่เข้าข่ายสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมทั้งโรงงานที่ถูกร้องเรียนซ้ำซากทุกประเภท เพื่อมาพิจารณาแนวทางการออกใบอนุญาตใหม่ทั้งหมด โดยจะพิจารณาเรื่องการก่อสร้างโรงงานเป็นพิเศษ หากโรงงานไหนที่ดำเนินการก่อสร้างก่อนได้รับอนุญาตจากกรมโรงงาน อุตสาหกรรมจะถือว่าทำผิดกฎหมาย โดย ได้สั่งการให้กรมโรงงานฯ ไปทำระเบียบมาเพื่อพิจารณา

ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้นิติกรสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนิติกรของกรมโรงงานฯ ไปทบทวนการ เปรียบเทียบปรับทุกฐานความผิด โดยจะทำให้ค่าปรับสำหรับผู้ทำผิดกฎหมายเพิ่มสูงขึ้น เช่น กรณีที่ก่อสร้างโรงงานก่อนได้รับอนุญาตปรับที่ 4,500-40,000 บาทตาม ขนาดแรงงาน จะเพิ่มเป็น 10,000 ไม่ เกิน 100,000 บาท มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค.2555 เพื่อป้องกันให้โรงงานอุตสาหกรรมทำผิดกฎหมายน้อยลง โดยการปรับจะพิจารณาจากเจตนาการกระทำผิด รวมทั้งขนาดของ กิจการ เนื่องจากต้องช่วยผู้ประกอบการ รายเล็กสามารถอยู่ได้ด้วย เพราะหากปรับในอัตราสูงสุด เอสเอ็มอีอาจได้รับผลกระทบมาก หากไม่ได้ตั้งใจทำความผิด

ทั้งนี้ หากสั่งปรับครั้งแรกแล้ว โรงงานอุตสาหกรรมยังไม่ปรับปรุง หาก กรมโรงงานฯ ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจแล้วพบความผิดอีก จะสั่งปรับใหม่ทุกครั้ง ที่เจอความผิด รวมทั้งจะแจ้งดำเนินคดีโรงงานดังกล่าว

จาก http://www.siamturakij.com  วันที่ 20 ตุลาคม 2555

กอ.เคาะปริมาณอ้อย ฤดูการผลิตปี55/56 ระดับ94.64ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยว่า โรงงานน้ำตาลที่จะเปิดหีบใหม่ฤดูการผลิตปี 2555/2556 จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานน้ำตาลรวมเกษตรอุตสาหกรรม (มิตรผล) จ.เลย กำลังผลิต 25,000 ตันอ้อยต่อวัน ,โรงงานน้ำตาลขอนแก่น จ.เลย กำลังผลิต 24,000 ตันอ้อยต่อวัน ,โรงงานไทยกาญจนบุรี จ.อุดรธานี กำลังผลิต 24,000 ตันอ้อยต่อวัน และโรงงานน้ำตาลมิตรเกษตร จ.อุทัยธานี กำลังผลิต 25,000 ตันอ้อยต่อวัน จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ก่อน จึงจะจัดสรรให้

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการอ้อย (กอ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ กอ.ได้มีมติกำหนดปริมาณอ้อยทั่วประเทศเพื่อจัดสรรให้ 47 โรงงานน้ำตาลเข้าหีบในฤดูการผลิตปี 2555/2556 ที่ระดับ 94.64 ล้านตันอ้อย จากพื้นที่เพาะปลูก 9.33 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 10.14 ตันต่อไร่ ซึ่งการผลิตลดลงเมื่อเทียบกับฤดูการผลิตปีที่ผ่านมาที่ทำไว้ 97.98 ล้านตัน เนื่องจากชาวไร่อ้อยประสบภาวะฝนแล้งในช่วงต้นฤดูการเพาะปลูกค่อนข้างมาก ดังนั้นเป้าหมายที่ต้องการเห็นระดับ 100 ล้านตัน จึงเป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้ กอ.ยังได้เห็นชอบต้นทุนการผลิตอ้อยรวมกับค่าขนส่งที่ระดับ 1,196.31 บาทต่อตัน (ค่าขนส่งอยู่ที่ 143.61 บาทต่อตัน) โดยต้นทุนของปีที่ผ่านมาไม่รวมค่าขนส่งอยู่ที่ 950 บาทต่อตัน ฤดูการผลิตปีนี้สูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น ปุ๋ยและน้ำมันก็มีราคาแพง ทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น

“หลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จะไปจัดทำบัญชีเพื่อจัดสรรอ้อยเข้าหีบ โดยยึดกำลังการผลิตของโรงงานแต่ละแห่งย้อนหลัง 3 ปี โดยเบื้องต้นยังจัดสรรให้เฉพาะ 47 โรงงานเท่านั้น ขณะที่โรงงานจะเปิดหีบใหม่จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือ รง. 4 ก่อน ขณะเดียวกันคณะกรรมการบริหาร (กบ.) จะไปคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นต่อไป”แหล่งข่าว กล่าว

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 19 ตุลาคม 2555

ดัชนีอุตสาหกรรมก.ย.โงหัวไม่ขึ้น ดิ่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่3 พิษศก.โลก-ต้นทุน

พิษเศรษฐกิจโลก ส่งออกชลอตัว ต้นทุนสูง เป็นปัจจัยฉุดดัชนีฯ ภาคอุตสาหกรรม ก.ย. ลดลงต่อเนื่องต่ำกว่า 100 เป็นเดือนที่ 3 จี้รัฐส่งเสริมผู้ประกอบการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมจัดตั้งโครงการช่วยเหลือเยียวยากลุ่ม SMEsที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)แถลงการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนกันยายน 2555 โดยพบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนกันยายน อยู่ที่ระดับ 94.1 ลดลงจากระดับ 98.5 ในเดือนสิงหาคม 2555

โดยค่าดัชนีที่ลดลงเกิดจากองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิตต้นทุนประกอบการและผลประกอบการทั้งนี้ค่าดัชนีปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่4 และค่าดัชนีต่ำกว่า100 เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ในระดับที่ไม่ดี โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในเดือนกันยายนลดลง ได้แก่ ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวของภาคการส่งออก ในขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) รวมทั้งปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ในเดือนกันยายน

นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าดัชนีความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้า ว่าจะยู่ที่ระดับ 103. ค่าดัชนีที่ลดลงเกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวมปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธาน สอท.กล่าวว่า เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบการอุตสาหกรรมในเดือนกันยายนพบว่า ผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกมากที่สุด รองลงมา คือ ราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน สถานการณ์การเมืองภายในประเทศและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตามลำดับ

ส่วนข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือนกันยายนนี้ คือ ต้องการให้ภาครัฐจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ SMEsอีกทั้งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการให้ไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

พร้อมทั้งพัฒนาทักษะและเพิ่มพูนองค์ความรู้ทางด้านการตลาดการค้าระหว่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการส่งออกเพื่อสร้างขีดความสามารถในแข่งขันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการ SMEsและจัดตั้งโครงการช่วยเหลือเยียวยา ชดเชย ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEsที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 19 ตุลาคม 2555

วังขนายเตรียมเปิดโรงงานและโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ จ. ชัยนาท สร้างงานในพื้นที่กว่า 2,000 อัตรา

คณะที่ปรึกษาและทีมวิศวกรโครงการกลุ่มอุตสาหกรรมวังขนาย เข้าพบและแจงรายละเอียดโครงการโรงงานอุตสหกรรมน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ต่อนางพรรณี งามขำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดชัยนาท ที่ศาลากลางจังหวัดชัยนาท

นายชูชีพ สุพบุตร คณะกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนวังขนาย กล่าวว่า โครงการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลในตำบลหนองมะโมงของกลุ่มวังขนาย จะรองรับปริมาณอ้อยจากชาวไร่ในพื้นที่ จ.ชัยนาท และจังหวัดใกล้เคียง โดยจะทำควบคู่กับการพัฒนาและสร้างแหล่งน้ำสำรองขนาด 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกับชุมชน พร้อมทั้งนำเสนอระบบการบำบัดน้ำเสียแบบนำกลับมาใช้ใหม่หมด (100 %) โดยไม่ปล่อยออกสู่ภายนอก บนพื้นที่โครงการเกือบ 2 พันไ ร่ ส่วนโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นโรงไฟฟ้าขนาด 75 เมกกะวัตต์ โดยใช้กากอ้อยในการผลิตเพื่อจำหน่ายให้แก่โรงงานน้ำตาล และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเมื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างจนถึงแล้วเสร็จจะสร้างงานแก่คนในพื้นที่ถึง 2,100 อัตรา โดยจะพิจารณาคนในพื้นที่เป็นหลัก คาดว่าจะเริ่มโครงการก่อสร้างได้ในต้นปี 2556

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายชี้ปัญหาอ้อยไฟไหม้ลด เตรียมเวิร์กชอปแก้ปัญหาอ้อยปนเปื้อน

3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายชี้แนวโน้มสถานการณ์อ้อยไฟไหม้ดีขึ้นชัดเจนหากมีการรณรงค์อย่างจริงจังและชาวไร่อ้อยให้ความร่วมมือ เผยบางโรงงานลดสัดส่วนอ้อยไฟไหม้ได้กว่า 20% ลุยเดินหน้านำประเด็นการจัดการสิ่งปนเปื้อนในอ้อยเข้าทำเวิร์กชอปปลายเดือนตุลาคมนี้ เตรียมพร้อมรับการเปิดหีบอ้อยฤดูกาลผลิตปี 2555/56

นางวัลยารีย์ ไพสุขศานติวัฒนา เลขานุการคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (Mrs.Valyari Paisooksantivatana, Secretary of the TSMC’ s public relations working group) เปิดเผยว่า จากการเก็บข้อมูลสถานการณ์ปัญหาอ้อยไฟไหม้และอ้อยปนเปื้อนของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยในช่วง 2 ฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา (ฤดูกาลผลิตปี 2553/2554 และ 2554/2555) พบว่าปัญหาอ้อยไฟไหม้มีสถานการณ์ที่ดีขึ้น หลังจากที่โรงงานน้ำตาลทรายและหน่วยงานภาครัฐได้ร่วมรณรงค์สร้างความเข้าใจถึงผลเสียของการผลิตน้ำตาลจากอ้อยไฟไหม้และอ้อยปนเปื้อน ตลอดจนการสนับสนุนสินเชื่อรถตัดอ้อยเพื่อให้จัดเก็บผลผลิตอ้อยสดส่งโรงงานมากขึ้น

ทั้งนี้ สัดส่วนอ้อยไฟไหม้ในฤดูกาลผลิตปี 2554/55 คิดเป็น 65.53% จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 97.97 ล้านตันอ้อย ลดลงเมื่อเทียบกับฤดูกาลผลิตปี 2553/54 ที่มีสัดส่วนอ้อยไฟไหม้อยู่ที่ 66.77% จากปริมาณอ้อยเข้าหีบ 95.35 ล้านตันอ้อย โดยโรงงานน้ำตาลทรายที่ประสบความสำเร็จในการลดปริมาณผลผลิตอ้อยไฟไหม้ได้มากอย่างมีนัยสำคัญ เช่น โรงงานน้ำตาลอ่างเวียนที่ลดสัดส่วนอ้อยไฟไหม้เข้าหีบเหลือ 44.09% จากเดิมที่เคยสูงถึง 64.45% โรงงานน้ำตาลพิษณุโลก ที่จากเดิมมีสัดส่วนอ้อยไฟไหม้เข้าหีบสูงถึง 88.34% ลดเหลือ 78.80% ของอ้อย 2.15 ล้านตัน หรือโรงงานน้ำตาลรวมเกษตร ลดสัดส่วนอ้อยไฟไหม้จาก 41.77% เหลือ 34.91% ของอ้อย 3.44 ล้านตัน เป็นต้น

“โรงงานที่เห็นผลชัดเจนในการลดสัดส่วนอ้อยไฟไหม้นั้นเกิดจากการรณรงค์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง และได้รับความร่วมมือที่ดีจากชาวไร่อ้อย แต่ในบางพื้นที่ก็มีข้อจำกัดมากกว่า เช่นขาดแคลนแรงงาน หรือเข้าไม่ถึงสินเชื่อรถตัดอ้อย อย่างไรก็ตาม แนวทางของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลยังคงเดินหน้ารณรงค์ในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อลดปริมาณอ้อยไฟไหม้และอ้อยปนเปื้อนให้ได้มากที่สุด” นางวัลยารีย์กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาอ้อยปนเปื้อนในผลผลิตที่เข้าหีบถือเป็นปัญหาใหญ่ของโรงงานน้ำตาลทราย เนื่องจากจะสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ต่างๆ และยังมีผลต่อผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยลดลงด้วย การจะผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตในระยะยาวจะต้องลดปัญหานี้ให้ได้

ดังนั้น ในการประชุมเชิงปฏิบัติการของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดหีบอ้อยฤดูกาลผลิตปี 2555/56 ที่จัดขึ้นในวันที่ 29-30 ตุลาคมนี้ ที่จังหวัดนครนายก ได้นำหัวข้อ “การจัดการสิ่งปนเปื้อนในอ้อยของปีที่ผ่านมา” เข้าเป็นประเด็นหนึ่งในการหารือ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชาวไร่อ้อย และสร้างความมั่นคงของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยได้ดียิ่งขึ้น

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สั่งยกเว้นภาษีบำรุงท้องที่ชาวบ้านพื้นที่เพาะปลูกเสียหาย

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. นายชวน ศิรินันท์พร อธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมาในหลายจังหวัด ทำให้เกิดความเสียหายพื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่การเกษตรจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน กรมการปกครองในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 จึงพิจารณาให้ยกเว้นหรือลดภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2555 ซึ่งกำหนดชำระภายในเดือนเมษายน 2556 ในพื้นที่เพาะปลูกที่ประสบอุทกภัย

ทั้งนี้ หากพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายจากอุทกภัยให้พิจารณาช่วยเหลือ โดยดำเนินการตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 และตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการยกเว้นหรือลดภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2527 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูกนั้นเสียหายมากผิดปกติ หรือทำการเพาะปลูกไม่ได้จากปัญหาอุทกภัยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณายกเว้นหรือลดภาษีบำรุงท้องที่ให้แก่ราษฎรผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน

2. หลักเกณฑ์ในการยกเว้นหรือลดภาษีบำรุงท้องที่ ได้แก่ การที่ผู้เสียบำรุงท้องที่รายใด มีความเสียหายเกินกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนเนื้อที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูก ให้ยกเว้นภาษีทั้งหมด และที่เสียหายเกินกว่า 1 ใน ๓ แต่ไม่เกิน 2 ใน 3 ของจำนวนเนื้อที่ดินที่ใช้ในการเพาะปลูก ให้ลดภาษีตามส่วนที่เสียหาย

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 18 ตุลาคม 2555

พิษเศรษฐกิจโลกฉุดเชื่อมั่นภาคอุตฯดิ่งสุดในรอบ9เดือน

ส.อ.ท.เผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ย.อยู่ที่ 94.1 ต่ำสุดในรอบ 9 เดือนและยังเป็นค่าดัชนีที่ต่ำกว่า 100 ติดต่อเป็นเดือนที่ 3 เหตุกังวลปัญหาเศรษฐกิจโลกฉุดการส่งออกดิ่ง แถมต้นทุนเอกชนพุ่งจากราคาน้ำมันและค่าแรง

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย(TISI) ในเดือนกันยายน 2555 จำนวน 1,045 รายครอบคลุม 42 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท. พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นเดือนก.ย.55 อยู่ที่ 94.1 ลดลงจาก 98.5 ในเดือนส.ค.55 ซึ่งถือเป็นค่าดัชนีที่ต่ำกว่า 100 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และยังเป็นค่าดัชนีที่ต่ำสุดในรอบ 9 เดือนนับตั้งแต่ม.ค. 55 ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอยู่ในระดับที่ไม่ดี ทั้งนี้เนื่องจากความกังวลต่อปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลกระทบต่อการส่งออก ขณะที่ต้นทุนการผลิตก็เริ่มสูงขึ้นจากราคาวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน

“ ค่าดัชนีฯก.ย.นี้ยังคงลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 103.5 ลดลงจากระดับ 105.7 ในเดือนส.ค. เช่นกันเพราะเอกชนยังมองภาวะเศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปหรืออียูยังคงชะลอตัวโดยปัจจัยดังกล่าวเอกชนมีความกังวลมากสุด รองลงมาเป็นราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน การเมืองในประเทศ ”นายพยุงศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้จากผลสำรวจเอกชนได้เสนอแนะให้รัฐบาลดูแลสภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) อีกทั้งส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไปลงทุนยังต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน และจัดตั้งโครงการช่วยเหลือเยียวยา ชดเชย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ไตรมาส 4 เงินเฟ้อขาขึ้น

เศรษฐกิจติดดิน บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
อัตราเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย.2555 ขยับขึ้นตามที่คาด โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นมาที่ 3.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และ 1.89% (YoY) จาก 2.69% (YoY) และ 1.76% (YoY) ในเดือนส.ค.2555 ตามลำดับ

ทั้งนี้ทิศทางราคาสินค้าผู้บริโภคในเดือนก.ย.2555 ยังคงภาพการไล่ระดับขึ้นจากเดือนก่อนหน้า (MoM) ซึ่งเป็นภาวะที่สะท้อนแรงกดดันต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนเช่นเดิม โดยระดับราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคปรับสูงขึ้นอีก 0.34% ตามแรงผลักดัน จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในกลุ่มผัก/ผลไม้สด ค่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะค่ากระแสไฟฟ้าที่ขยับขึ้นตามค่าไฟฟ้าเอฟที รอบเดือนก.ย.-ธ.ค. รวมถึงราคาสินค้าในหมวดยาสูบ/เครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ ตามการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต

สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2555 นั้น คาดว่าระดับราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคน่าจะยังคงขยับขึ้นในลักษณะเดือนต่อเดือน เนื่องจากในไตรมาส 4/2555 เป็นช่วงที่ผ่านพ้นเงื่อนเวลาการร่วมมือตรึงราคาสินค้าของผู้ประกอบการกับกระทรวงพาณิชย์ และแม้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่จะส่งสัญญาณการตรึงราคาสินค้าไว้จนถึงสิ้นปี 2555 แต่คงต้องยอมรับว่าแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากการส่งผ่านภาระด้านต้นทุนในระยะข้างหน้า จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สำหรับในระยะใกล้ๆ แล้ว คาดว่าทิศทางเงินเฟ้ออาจได้รับแรงหนุนมากขึ้นจากราคาสินค้าในหมวดอาหารสด โดยเฉพาะผัก/ผลไม้สด ที่เกิดขึ้นตามแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ และปัจจัยเชิงฤดูกาลในช่วงเทศกาลกินเจ

สำหรับตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามความชัดเจนในระยะข้างหน้า คือ ช่วงเวลาของการทยอยปรับโครงสร้างราคาพลังงานหลายประเภท โดยเฉพาะรับภาระชดเชยราคาน้ำมันดีเซลผ่านการตรึงอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่ 0.005 บาท/ลิตร และการทยอยปรับราคาก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่ง

ทั้งนี้มองว่าการปรับโครงสร้างของราคาพลังงานดังกล่าว ย่อมมีผลเพิ่มภาระต้นทุนของผู้ผลิตและค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งหากเกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2555 คาดว่าผลกระทบสุทธิต่อทิศทางเงินเฟ้อจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2555 เท่านั้น แต่จะส่งผลคาบเกี่ยวไปเพิ่มแรงหนุนเงินเฟ้อต่อเนื่องในปี 2556 ด้วยเช่นกัน

สำหรับประมาณการเงินเฟ้อนั้น ยังคงตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปในปี 2555 ไว้ที่ 3.3% และเงินเฟ้อพื้นฐานไว้ที่ 2.2% ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อในปี 2556 คาดการณ์ในเบื้องต้นว่า แรงกดดันเงินเฟ้อน่าจะขยับสูงขึ้นมาที่ 3.8% สำหรับเงินเฟ้อทั่วไป และ 2.8% สำหรับเงินเฟ้อพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในกรอบ 4.5-5.5%

จาก http://www.khaosod.co.th  วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ชาวไร่ฝันสลายราคาอ้อยไม่ถึงเป้า

นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มีแนวโน้มว่าราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2555/56 อาจจะไม่สามารถสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อได้อีกครั้งหลังจากราคาปีที่แล้วอยู่ในระดับ 1,000 บาทต่อตัน (ไม่รวมอุดหนุน 154 บ./ตัน) เนื่องจากราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดโลกซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบเดือน มี.ค.56 เฉลี่ยลดลงเหลือ 20 เซนต์ต่อปอนด์จากช่วงปี 2555 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 24 เซนต์ต่อปอนด์

“บริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด หรือ อนท.ได้ทำการขายน้ำตาลล่วงหน้าไปแล้วเกือบ 50% เฉลี่ยราคาที่ 24 เซนต์ต่อปอนด์ทำให้ลดความเสี่ยงราคาตลาดโลกตกต่ำได้ค่อนข้างมาก ดังนั้นภาพรวมที่เหลือคงต้องลุ้นแต่หากราคาเฉลี่ย 20-21 เซนต์ต่อปอนด์ภาพรวมก็คงจะต่ำกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย เพราะฤดูผลิต 54/55 ทำราคาไว้เฉลี่ย 24.74 เซนต์ต่อปอนด์” นายกำธร กล่าว

เช่นเดียวกับการผลิตอ้อยที่คาดว่าจะทยอยเปิดหีบกลางเดือน พ.ย.นี้ โดยมองว่าผลการผลิตอ้อยปี 55/56 ไม่น่าจะทำสถิติในระดับ 100 ล้านตัน ได้โดยประเมินว่าอาจจะอยู่ในระดับ 90 ล้านตันบวกลบ หรือเก่งสุดใกล้เคียงปีที่แล้วในระดับ 97.98 ล้านตันเนื่องจากช่วงต้นปีชาวไร่ประสบกับภาวะภัยแล้งโดยฝนเริ่มมาตกช่วงท้ายฤดูก่อนตัดอ้อยเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น

อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยในระยะยาวยังคงสดใส โดยเฉพาะเมื่อไทยก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ปี 2558 เนื่องจากไทยมีความเข้มแข็งมากสุดเพราะเป็นผู้ส่งออกแทบจะเป็นรายเดียวในอาเซียนขณะที่ฟิลิปปินส์ส่งออกเพียงเล็กน้อยและยังส่งออกติดอันดับ 2 ของโลก

จาก http://www.banmuang.co.th  วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เอกชนกังวลเศรษฐกิจปีหน้าQ1

เอกชนกังวลเศรษฐกิจปีหน้า ฟันธงไตรมาสแรก การบริโภคภายในประเทศ เป็นพระเอกขับเคลื่อนตัวเดียวหลังนโยบายค่าแรง 300 บาทปลุกกำลังซื้อ ขณะที่งบประมาณรัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานคลอดธ.ค.นี้

ด้านการผลิต-กำลังซื้อต้องเฝ้าติดตามใกล้ชิด หลังโค้งสุดท้ายปีนี้ส่งไม้ต่อไม่ดี สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯ ยันบริษัทเดินเรือขาดทุนยับให้บริการจำนวนเที่ยวน้อยลง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงภาพรวมเศรษฐกิจปี 2556 ว่า ยังไม่สามารถพูดได้ว่าภาพรวมจะเป็นอย่างไร เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่นิ่ง แต่ถ้ามองเฉพาะไตรมาสแรกปี 2556 ก็ชัดเจนว่าการบริโภคภายในประเทศจะเป็นตัวหลักที่ใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น เมื่อนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศมีผลวันที่ 1 มกราคม 2556 จะทำให้ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 30% รวมถึงมาตรการจำนำพืชไร่ ขณะที่งบประมาณจากภาครัฐในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะเริ่มนำออกมาใช้ได้ในเดือนธันวาคม 2555 ไปจนถึงต้นปี 2556 ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่กระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศได้ระดับหนึ่ง

ทั้งนี้หากการบริโภคภายในประเทศ เป็นตัวเดียวที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีหน้าได้ก็น่าเป็นห่วง เพราะการบริโภคในประเทศจะมีผลต่อจีดีพีเพียง 20-30% เท่านั้น ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมไตรมาสแรกยังอยู่ในระดับทรงตัวและยังต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศเป็นตัวช่วยที่ยังไม่มากเท่ากับ 3 เรื่องหลักที่ใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ คือการส่งออก, การลงทุนและการท่องเที่ยว ที่ทั้ง 3 ส่วนนี้ไตรมาสแรกปีหน้ายังไม่ฟื้นตัว เริ่มจากการส่งออกที่เป็นสัดส่วน65% ของจีดีพี แต่ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวนี้ จะทำให้ไตรมาสแรกปี 2556 มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ย 2.15 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน ซึ่งยังไม่สูงพอที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ และคาดว่าไตรมาสแรกปีหน้าการส่งออกจะโตได้ไม่เกิน 5-7% ต่อไตรมาส

ส่วนการลงทุนในระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2556 การขอรับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) จะมีจำนวนโครงการสูงขึ้นแต่มูลค่าเงินลงทุนอาจจะชะลอตัวไปถึงกลางปี 2556 เนื่องจากนักลงทุนรอดูปฏิกิริยาน้ำปี 2555 ก่อนว่าจะท่วมอีกหรือไม่ และดูมาตรการจากภาครัฐว่าจะรับมือได้หรือไม่ ทำให้เม็ดเงินที่จะเข้ามาลงทุนจริงน่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงไตรมาส 3 ปีหน้า ขณะที่การท่องเที่ยว ปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวไม่มากไปกว่าปี 2555 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 21 ล้านคน หรืออาจจะสูงกว่านี้เพียงเล็กน้อย แต่จะเป็นนักท่องเที่ยวจากโซนเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจไม่ดีออกมาเที่ยวนอกประเทศน้อยลง ทำให้เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาหมุนเวียนลดน้อยลง เพราะนักท่องเที่ยวจากแถบอเมริกาและยุโรปเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากกว่า

สอดคล้องกับที่นางปิยะนุช สัมฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท นิ่มซี่เส็ง ขนส่ง 1988 จำกัด และเหรัญญิก สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย กล่าวว่า ปี 2556 การบริโภคภายในประเทศจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีนโยบายค่าแรงงาน 300 บาททั่วประเทศเป็นตัวเร่ง เพราะจะทำให้คนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น มีการใช้จ่ายเกิดผลในเศรษฐกิจมหภาค ขณะเดียวกันปีหน้า หากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล เช่น นโยบายรถคันแรกมีการขยายเวลาได้อีก ก็จะกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศได้อีกครั้ง ขณะที่การลงทุนจากภาครัฐ จะเริ่มมีงบประมาณลงระบบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ก็จะทำให้ภาคขนส่งทางบกภายในประเทศขยายตัวตามไปด้วย ยกเว้นการขนส่งทางบกไปเรือเพื่อส่งออกจะชะลอตัวต่อเนื่อง

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2556 เศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำที่ทำให้พื้นที่ในต่างจังหวัดมีกำลังซื้อมากขึ้น ในขณะที่จีนเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากปี 2556 บวกกับจีนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผู้นำคนใหม่ จึงต้องใช้ยาแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในให้มากที่สุด ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์ไปด้วยโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร และมั่นใจว่าราคาพลังงานในต้นปีหน้าจะไม่พุ่งแรงยังบริหารความเสี่ยงได้ ขณะที่งบประมาณ 3 แสนล้านบาทที่ลงมาช่วยน้ำท่วมจะลงระบบได้เช่นกัน

ด้านนายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวยอมรับว่าโค้งสุดท้ายปี 2555 เป็นที่ชัดเจนว่าการส่งออกได้แหกโค้งไปแล้ว ถือเป็นแรงส่งต่อที่จะไปต่อในไตรมาสแรกปีหน้าไม่ดี ทั้งที่ทุกปีไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่มีการจับจ่ายมากกว่าทุกไตรมาสเพราะมีเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ มีการปรับเงินเดือนพนักงาน มีโบนัส และมีการวางแผนธุรกิจ ขณะที่บริษัทในต่างประเทศก็มีการรวมกิจการ มีการลดจำนวนพนักงานลง ไม่มีการจ่ายโบนัสพนักงาน และสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือขณะนี้คือผลที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้กำลังซื้อของโลกทรุดตัวลงแรง กระทบทันทีกับบริษัทเดินเรือที่ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ต้องขาดทุนต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปีเนื่องจากปริมาณสินค้าที่ลงเรือไม่คุ้มกับจำนวนค่าใช้จ่ายต่อเที่ยว ทำให้เรือขนส่งสินค้าบางลำไม่ทำกำไรจึงต้องจอดไว้เฉยๆ ทำให้มีเรือสินค้าวิ่งเข้าออกระหว่างประเทศลดลง

"ทำให้กระทบถึงภาคการผลิตของไทยที่ส่งออกสินค้าได้ไม่ตามเป้าเกือบทุกหมวดโดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร (เป้าส่งออกปี 2555 ที่ 1 ล้านล้านบาท แต่คาดส่งออกได้เพียง 9.8 แสนล้านบาท)ในขณะที่ต้องแบกภาระต้นทุนค่าแรงงานและค่าปุ๋ย รวมถึงค่าขนส่งสูงขึ้น ยกเว้นในหมวดที่เป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมมีกำไรสูงอยู่แล้วจะกระทบก็เพียงแค่มีกำไรลดลง"

นายสมศักดิ์ จิตติพลังศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัยโจ เด็นกิ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ "ซัยโจ เดนกิ" กล่าวว่าไตรมาสแรกปีหน้ากำลังซื้อภายในประเทศยังมีการขยายตัวต่อเนื่องเพราะสินค้าบางตัวจะต้องมาทดแทนสินค้าที่เสียหายจากน้ำท่วม เช่น เครื่องปรับอากาศ เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงกำลังซื้อที่ขยายตัวตามการเติบโตในภาคเรียลเอสเตตที่จะขยายตัวแรงพอๆกับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่การลงทุนในภาคการผลิตยังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะเพิ่งผ่านการใช้เงินในการฟื้นฟูโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

อย่างไรก็ตามปี 2556 จะมีเงินทุนจากสหรัฐฯไหลออกนอกประเทศมากขึ้น หลังจากที่มาตรการในการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบาย QEของสหรัฐฯ ที่กระจุกตัวอยู่ในสถาบันการเงินและในตลาดหลักทรัพย์ฯทำให้ไม่เกิดการจ้างงาน ดังนั้นรัฐบาลไทยจะต้องรู้จักปรับทิศทางในการทำให้เงินจากอเมริกาไหลมายังไทยมากขึ้นเพื่อให้เกิดการสร้างงานด้านอุตสาหกรรม ซึ่งแนวทางนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลในการกำหนดทิศทางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2556 ได้ ในแง่ของการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ

"เวลานี้แม้จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้กำลังซื้อโลกแผ่วลงแต่ขณะเดียวกันประเทศในแทบอาเซียนจะมีประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่จะมีโอกาสขยายตัวเพียงแต่ว่าประเทศไหนจะใช้โอกาสสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศตัวเอง ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าประเทศไทยจะมีโอกาสค่อนข้างดี เมื่อญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในไทยในระลอกใหม่มากขึ้น"

จาก http://www.thannews.th.com  วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แนะปลูกอ้อยอนาคตสดใสรับ AEC รัฐไม่เปลืองงบอุดหนุน

ชาวไร่ประเมินราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 55/56 อาจไม่ถึง 1,000 บาทต่อตัน และปริมาณการผลิตอ้อยอาจไม่สามารถทำสถิติ 100 ล้านตันได้ แต่ก็ยังคงสดใสโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ AEC ปี 2558 เหตุน้ำตาลไทยส่งออกติดอันดับ 2 ของโลกภูมิภาคนี้ไร้คู่แข่ง แนะรัฐหนุนเกษตรกรอื่นมาปลูกอ้อยดีกว่าจะได้ลดภาระอุดหนุนสิ้นเปลืองงบประมาณ

นายกำธร กิตติโชติทรัพย์ ประธานสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มีแนวโน้มว่าราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 2555/56 อาจจะไม่สามารถสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อได้อีกครั้งหลังจากราคาปีที่แล้วอยู่ในระดับ 1,000 บาทต่อตัน (ไม่รวมอุดหนุน 154 บาท/ตัน) เนื่องจากราคาน้ำตาลทรายดิบตลาดโลกซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบเดือน มี.ค. 56 เฉลี่ยลดลงเหลือ 20 เซ็นต์ต่อปอนด์จากช่วงปี 2555 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 24 เซ็นต์ต่อปอนด์ เช่นเดียวกับผลผลิตที่คาดว่าน่าจะอยู่ในช่วง 90 ล้านตัน บวกลบคงอาจไม่สามารถสร้างสถิติที่ระดับ 100 ล้านตันได้เนื่องจากช่วงต้นปีเกิดภาวะฝนแล้งหนักอ้อยได้รับผลกระทบมากและฝนเพิ่งมาตกช่วงท้ายฤดู

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยในระยะยาวยังคงสดใสโดยเฉพาะเมื่อไทยก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ปี 2558 เนื่องจากไทยมีความเข้มแข็งมากสุดเพราะเป็นผู้ส่งออกแทบจะเป็นรายเดียวในอาเซียน ขณะที่ฟิลิปปินส์ส่งออกเพียงเล็กน้อย และยังส่งออกติดอันดับ 2 ของโลก ดังนั้น ภาครัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรที่เพาะปลูกพืชอื่นๆ หันมาปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นเพื่อลดภาระการอุดหนุนราคาที่ใช้งบประมาณจำนวนมากโดยเฉพาะระบบจำนำข้าว

“ชาวไร่อ้อยเองมองที่จะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับโรงงานน้ำตาลทรายที่จะทยอยเกิดขึ้นอีกหลายแห่งในอนาคตเพราะเตรียมรับกับ AEC ที่ตลาดจะมีผู้บริโภคกว่า 600 ล้านคนและไทยมีความพร้อมมากที่สุด โดยระบบการบริหารจัดการปัจจุบันถือว่าเป็นระบบที่ยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพารัฐ แต่มีเพียงการสนับสนุนให้เดินไปข้างหน้าได้เท่านั้นเช่น การสนับสนุนเงินกู้” นายกำธรกล่าว

จาก  http://www.manager.co.th วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ปีหน้าศึกหนักเศรษฐกิจโลกอ่อนแอความเสี่ยงสูง กนง.หั่นดอกเบี้ย0.25%ช่วย

ช็อคตลาด กนง.ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 2.75% หวังกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ รองรับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกที่มีความอ่อนแอและเสี่ยงสูงมากขึ้น ด้านกูรูเศรษฐกิจชี้ปีหน้าหนักเตือนรัฐอย่าก่อหนี้เกินตัว เอกชนต้องปรับตัวให้รอดท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่ลำบากเพราะกีดกันการค้าสูง

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2555ว่าคณะกรรมการฯมีติ5ต่อ2 เสียง ให้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 3% ลง 0.25% เหลือ 2.75%โดยให้มีผลทันที เนื่องจากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในประเทศรองรับความเสี่ยงที่จะกระทบเศรษฐกิจมากขึ้นจากการประเมินล่าสุด และความเสี่ยงที่อาจมีมากขึ้นในปีหน้าด้วย

กรรมการฯ ส่วนใหญ่เห็นว่า ในภาวะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำขณะที่เศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอและมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะปัญหาด้านการคลังของสหรัฐและวิกฤติหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยุโรป นโยบายการเงินควรผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกและรักษาแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศที่อาจจะอ่อนแรงลงในระยะต่อไป

อนึ่งการตัดสินใจของกนง.ครั้งนี้ผิดไปจากการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่ากนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยไปถึงสิ้นปี

นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย กล่าวในการสัมมนาเรื่อง “เศรษฐกิจไทยในยุคการเปลี่ยนแปลง เพื่อเผชิญความท้าทาย" โดยมองว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปี 2556 มีแนวโน้มดีขึ้น แต่จะฟื้นตัวอ่อนๆ ภายใต้เงื่อนไขว่าประเทศจีนต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง สหรัฐต้องแก้ปัญหาการคลังได้ และปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปของกรีซ และสเปน ต้องมีทางออกซึ่งทั้งธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)คาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ(จดีดี)โลกปี2556จะขยายตัว 3% และ 3.6 %ตามลำดับ การที่เศรษฐกิจโลกยังมีปัญหาทำให้ส่งออกลดลง เกิดปัญหาเงินทุนไหลเข้ารัฐบาลต้องเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการบริโภคภายในประเทศ แทนการส่งออก และต้องประคองตัวเองอย่าก่อหนี้มากจนเกินไป เพราะทุกวิกฤตเกิดจากการก่อหนี้มากจนชำระหนี้ไม่ได้

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องปรับโครงสร้างใหม่ โดยเน้นการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และน้ำมัน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ทั่วโลกต้องการ ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องเร่งการเปิดเจรจาการค้าเสรี เพราะในอนาคตการค้าโลกต้องเผชิญมาตรการปกป้องทางการค้าทั้งในรูปแบบการทุ่มตลาด และการกีดกันทางการค้า ทำให้การค้าลำบากมากขึ้น

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวว่าเอสเอ็มอีต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการเพิ่มของต้นทุนโดยเฉพาะค่าแรงงาน300 บาททำให้ต้นทุนเอสเอ็มอีสูงทำให้แข่งขันกับรายใหญ่ไม่ได้ ทำให้อ่อนแอมากขึ้นและคาดว่า3 ปีข้างหน้าจะเห็นการปิดกิจการของเอสเอ็มอี รัฐบาลควรเข้ามาดูแลเพราะธุรกิจเอสเอ็มอีมีมูลค่าถึง36.62%ของจีดีพี มีสัดส่วนต่อภาคการส่งออกถึง 30 %และมีการจ้างงานถึง 84% ของแรงงานทั้งระบบ

จากhttp://www.naewna.com   วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

รองผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ ออกเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยแล้ง แนะเกษตรกรหันมาปลูกอ้อยและน้ำตาลแทนข้าว

นายสุวิทย์ สุบงกฎ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้นำรถบรรทุกน้ำออกแจกจ่ายน้ำให้กับชาวบ้านนาคูน หมู่ 4 ต.สหัสขันธ์ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ จำนวน 200 หลังคาเรือน หลังจากที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภค เนื่องจากน้ำประปาใต้ดินในหมู่บ้านมีปริมาณไม่เพียงพอ นายสุวิทย์ สุบงกฎ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สั่งการให้ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนาคูน หมู่ 4 สำรวจปริมาณน้ำในสระสาธารณะหมู่บ้านว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากทางจังหวัดจะติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อนำน้ำในสระสาธารณะเข้าสู่ถังพักน้ำของระบบประปาใต้ดิน ให้ประชาชนได้มีน้ำพอใช้ในช่วงฤดูแล้งนี้ อีกทางหนึ่ง

จากนั้น นายสุวิทย์ สุบงกฎ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เดินทางไปที่บ้านโคกล่ามหมู่ที่ 3 ต.ไผ่ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ลงพื้นที่นาสำรวจแปลงนาที่ขาดน้ำเสียหายกว่า 12,000 ไร่ จากจำนวน 18,000 ไร่ ทั้งนี้เกษตรตำบลไผ่ ส่วนหนึ่งหันมาปลูกอ้อยและมันสำปะหลังแล้ว เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง ด้าน นายสุวิทย์ สุบงกฎ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงได้ชักชวนให้เกษตรกรตำบลไผ่ส่วนใหญ่ที่ยังปลูกข้าวอยู่ หันมาปลูกอ้อย หรือมันสำปะหลัง แทน เพื่อเลี่ยงปัญหาความต้องการน้ำ โดยจะทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับโรงงานน้ำตาลมิตรผลกาฬสินธุ์ ทั้งในเรื่องของการลงทุนเริ่มต้น และกระบวนการผลิต ส่วนทางด้านวิชาการจะได้ให้เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ติดตามอย่างใกล้ชิด คาดว่าจะทำให้ชาวตำบลไผ่ มีรายได้มากกว่าการทำนาข้าว

จาก http://thainews.prd.go.th  วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เพิ่มค่าปรับโรงงานแอบสร้าง ก่อนอนุญาต4หมื่นเป็น1แสน

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เพิ่มอัตราการเปรียบเทียบปรับโรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงาน แต่ผู้ประกอบการอาศัยใบอนุญาตก่อสร้างจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการก่อสร้างโรงงานจากเดิมมีโทษปรับ 4,500-40,000 บาท เป็น 10,000-100,000 บาท โดยจะคิดค่าปรับตามขนาดโรงงานและกำลังแรงม้าเครื่องจักร เพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจเอสเอ็มอี

ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายให้โรงงานทุกแห่งต้องได้รับใบอนุญาตโรงงานก่อนจึงจะก่อสร้างอาคารโรงงานได้ซึ่งในส่วนของบริษัทไทยเจนเนอรัลไนซ์โคล แอนด์ โค้ก กระทรวงอุตสาหกรรมได้สั่งระงับการก่อสร้างมาแล้ว 2 ครั้ง โดยครั้งแรกอุตสาหกรรมจังหวัดเป็นผู้สั่งและล่าสุดปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้สั่ง ต่อมาบริษัทได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งระงับเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 55 แต่ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์รมว.อุตสาหกรรม ยกคำร้องอุทธรณ์ทำให้บริษัทต้องหยุดการก่อสร้างจนกว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะออกใบอนุญาตโรงงานให้

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า กระทรวงอุตสาห กรรมจะเข้มงวดโรงงานทุกแห่งที่ก่อสร้างอาคารโรงงานก่อนได้รับใบอนุญาตโรงงานและถ้าพบก็จะสั่งระงับการก่อสร้างทันที รวมทั้งสั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมทบทวนการออกใบอนุญาตโรงงานที่อาจกระทบกับสิ่งแวดล้อมหรือโรงงานที่ถูกร้องเรียนซ้ำซากส่วนบริษัทไทยเจนเนอรัลไนซ์โคล แอนด์ โค้ก ที่ถูกร้องเรียนก็ต้องมาพิสูจน์เชิงวิชาการว่ามีการควบคุมหรือมีเทคโนโลยีประกอบการที่ไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างไร

"ส่วนกรณีของบริษัทไทยเจนเนอรัลไนซ์โคล แอนด์ โค้ก หากยังก่อสร้างต่อจะสั่งดำเนินคดีข้อหาตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษปรับ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรมลงโทษปรับโรงงานต่าง ๆ ไม่เต็มเพดานของ พ.ร.บ.โรงงาน เพราะอาจส่งผลกระทบกับเอสเอ็มอี แต่ขณะนี้มีนโยบายให้ใช้โทษปรับเพื่อปรามการทำผิดมากขึ้น โดยให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมทบทวนการเปรียบเทียบปรับให้สูงขึ้น และตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมให้ใช้อัตราเปรียบเทียบปรับใหม่เป็น 10,000-100,000 บาท"

นายสุภาพ คลี่ขจาย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ทำหนังสือถึงนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตรมว.อุตสาหกรรมที่เป็นแกนนำในการร้องเรียนให้กระทรวงอุตสาหกรรมเพิกถอนใบอนุญาตโรงงานดังกล่าว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่ได้ออกใบอนุญาตโรงงานให้ ส่วนการก่อสร้างอาคารโรงงานที่มีอยู่ขณะนี้ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.).

จาก http://www.dailynews.co.th  วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กรอ.เข้มโรงงานใกล้แม่น้ำ-ชุมชน แก้กม.สิ่งแวดล้อมคุมของเสีย9ด.เอสเอ็มอีลงทุน7.8หมื่นล.

กรอ.คุมเข้มโรงงานใกล้แม่น้ำชุมชน เร่งตรวจกากของเสีย พร้อมแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมครบวงจร เผย 9 เดือน เอสเอ็มอีลงทุนกว่า 7.8 หมื่นล้าน

นายพงษ์เทพ จารุอำพรพรรณ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดพิเศษเรื่องการพิจารณาอนุมัติการออกใบอนุญาตตั้งโรงงานใหม่หรือขยายกิจการบริเวณใกล้แม่น้ำ ลำคลอง และใกล้ชุมชน ตามนโยบายของนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ต้องการป้องกันการปล่อยมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม การทิ้งน้ำเสีย และสร้างปัญหาต่อชุมชนในอนาคต โดยเฉพาะในบริเวณชุมชนไม่ต้องกังวลปัญหาเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา

"นอกจากมาตรการออกใบอนุญาตที่เข้มงวดขึ้น กระทรวงยังอยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานเพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจรในอนาคต สอดคล้องกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องต่างปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์เช่นกัน อาทิ กฎกระทรวงมหาดไทย กฎหมายผังเมือง เป็นต้น" นายพงษ์เทพกล่าว

นายพงษ์เทพกล่าวว่า นอกจากนี้ กรอ.จะต้องเร่งตรวจสอบโรงงานที่มีกากของเสีย โดยเฉพาะกากที่เป็นอันตรายในโรงงาน ได้แก่ สกัดน้ำมันจากพืช ประกอบกิจการเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ สารเคมีและวัตถุอันตราย โรงงานปุ๋ยและกำจัดศัตรูพืช โรงงานเกี่ยวกับสี น้ำมันชักเงา โรงงานเกี่ยวกับการทำไม้ขีดไฟ วัตถุระเบิด หรือ ดอกไม้ไฟ โรงงานกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม โรงงานปิโตรเคมี ถ่านหิน โรงงานผลิตก๊าซ โรงงานบรรจุก๊าซ โรงงานห้องเย็น เฉพาะที่ใช้แอมโมเนียเป็นสารทำ ความเย็น เป็นต้น ส่วนกากของเสียทั่วไป เช่น จากโรงสีข้าว เป็นต้น กรอ.ไม่เป็นห่วงมาก เพราะแกลบที่ได้จากการสีข้าวยังมีมูลค่า ทำให้โรงสีนำไปจำหน่ายต่อได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณของเสียที่เป็นกากอันตรายในปัจจุบันมีอยู่ 3.5 ล้านตัน ปริมาณกากของเสียที่ไม่เป็นอันตราย 23.4 ล้านตัน และมีโรงงานผู้รับบำบัด และกำจัดทิ้งกว่า 2,000 โรง โดยกากอุตสาหกรรมจำนวน 50% เข้าสู่ระบบการจัดการ ที่เหลือยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

แหล่งข่าวจาก กรอ.กล่าวว่า ช่วง 9 เดือน (มกราคม-กันยายน) ของปี 2555 มีผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจากกรมโรงงานอย่างไม่เป็นทางการ 2,990 ราย มูลค่าลงทุน 1.01 แสนล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบเท่าตัว โดยจังหวัดที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 จังหวัดแรก ประกอบด้วย จ.สมุทรปราการ 161 ราย มูลค่า 8,228 ล้านบาท จ.นครราชสีมา 78 ราย มูลค่า 7,155 ล้านบาท จ.ฉะเชิงเทรา 42 ราย มูลค่า 6,422 ล้านบาท จ.สมุทรสาคร 124 ราย มูลค่า 6,278 ล้านบาท และ จ.ชลบุรี 112 ราย มูลค่า 5,914 ล้านบาท

ทั้งนี้ พบว่าโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีมูลค่าการจ้างงานไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีการจ้างไม่เกิน 200 คน ลงทุนจำนวนมากกว่า 2,950 ราย มูลค่าลง

จาก http://www.matichon.co.th  วันที่ 18 ตุลาคม 2555

ตั้งบอร์ดจัดชั้นโรงงาน สกัดร้องทุกข์มลพิษเกลื่อน

ความพยายามของ "กระทรวงอุตสาหกรรม" ต่อการสร้างมาตรฐานภาพลักษณ์แก้ปัญหามลพิษจากผู้ประกอบการกิจการโรงงาน ปี 2556 จะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นหลังจากประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการจัดลำดับระดับชั้นโรงงาน
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ แต่งตั้งคณะกรรมการจัดลำดับระดับชั้นโรงงาน เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพไปพร้อมกับการเร่งผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน คณะกรรมการชุดนี้จะเข้ามารับไม้ต่อแผนงานก่อนหน้านี้ที่กระทรวง ได้แบ่งเกรดโรงงานเป็น 4 ระดับประกอบด้วย โรงงานชั้นดี (ชั้น A) โรงงานชั้นที่ น่าพอใจ (ชั้น B) ซึ่งกลุ่มโรงงาน 2 ชั้นแรกจะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ทั้ง ช่องทางด่วนการต่ออายุใบอนุญาตโรงงาน ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี และ อื่น ๆ ต่างจากอีก 2 ชั้นหลัง ชั้นที่ต้องแก้ไขปรับปรุง (ชั้น C) และชั้นร้องเรียนซ้ำซาก (ชั้น D) จะต้องตรวจสอบ อย่างเข้มงวดเพื่อยกระดับเป็นเกรดบีและเอ

บทบาทของคณะกรรมการจัดลำดับระดับชั้นโรงงานชุดนี้ ภารกิจหลักคือ การกำหนด 2 เรื่อง คือ 1.เกณฑ์ระดับมาตรฐานของโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในเกณฑ์มาตรฐาน 2.สิทธิประโยชน์ที่จะให้แก่ผู้ประกอบการตามระดับเกณฑ์ที่ได้รับ และทำหน้าที่พิจารณา 2 ส่วน คือ 1.รับรองเกณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานของโรงงานอุตสาหกรรม 2.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการเรื่องอื่น ๆ ตามที่อธิบดีกรมโรงงานได้รับมอบหมาย

สำหรับตัวแทนที่ได้รับแต่งตั้งเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการจัดลำดับระดับชั้นโรงงาน มีอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการสำนักงานโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา 1-5 ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศโรงงานอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยี ความปลอดภัย ผู้อำนวยการสำนักบริการจัดการกากอุตสาหกรรม โดยมีฝ่ายเลขานุการมาจากสำนักบริหารยุทธศาสตร์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม

ผลสรุปเรื่องร้องเรียนโรงงานที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดปีงบประมาณ 2555 ระหว่างตุลาคม 2554-กันยายน 2555 กระทรวงอุตสาหกรรมรับร้องทุกข์ 185 เรื่อง 246 ประเด็น ร้องเรียนเรียงตามลำดับมากที่สุด คือ กลิ่นเหม็น 65 เรื่อง น้ำเสีย 51 เรื่อง เสียงดัง 47 เรื่อง ฝุ่นละออง 29 เรื่อง เขม่าควัน 19 เรื่อง เหมืองแร่ 5 เรื่อง ปฏิกูล/กากอันตราย 4 เรื่อง เจ้าหน้าที่รัฐ 4 เรื่อง กฎหมาย 2 เรื่อง และ อื่น ๆ 19 เรื่อง เช่น สินค้าไม่ได้มาตรฐานสารเคมี คัดค้านการสร้างอาคาร บุกรุกที่รัฐ ซึ่งทางกระทรวงแก้ปัญหาจนยุติและแจ้งให้ผู้ร้องเรียนรับทราบแล้ว 90%

ทั้งนี้ ยังมีรายงานถึงความคืบหน้าจากคณะกรรมการกำกับและคณะทำงานตรวจสอบโรงงานผู้รับบำบัด/กำจัดกากอุตสาหกรรม ที่มี ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง และแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากกากอุตสาหกรรม ระบุช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม 2555 ทาง กรอ.มีคำสั่งให้ 16 โรงงานหยุดประกอบกิจการ ปรับปรุงแก้ไขกิจการภายใน 30 วัน โดยได้ดำเนินคดีและระงับการ นำสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วมาบำบัดและกำจัดในโรงงาน

จาก http://www.prachachat.net    วันที่ 18 ตุลาคม 2555

ปลัดก.เกษตรฯมอบนโยบายส.ป.ก.ป้องกันไม่ให้เกษตรกรที่มีที่ทำกินสูญเสียที่ดิน

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ว่า ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานที่เป็นกลไกสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ

นอกจากมีภารกิจสำคัญในการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรแล้ว ยังต้องดูแลรักษาให้เกษตรกรที่มีที่ทำกินอยู่แล้ว สามารถรักษาที่ดินทำกินไว้ไม่ให้สูญเสียไป อันเนื่องมาจากปัญหาหนี้สิน แม้จะไม่ใช่ภาระหน้าที่โดยตรงของ ส.ป.ก. แต่เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จึงต้องพิจารณาในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปัจจัยอื่นที่จะทำให้เกษตรกรที่มีที่ดินอยู่แล้วต้องสูญเสียที่ดินไป โดย ส.ป.ก. สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ ทั้งในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในเขตปฏิรูปที่ดิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำ ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาอาชีพ เป็นต้น

นายชวลิต กล่าวต่อไปว่า สำหรับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการเรื่องการจัดทำเขตเกษตรเศรษฐกิจ หรือโซนนิ่งเกษตร โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ในการบูรณาการการพัฒนาพื้นที่เกษตรตามความเหมาะสมทางกายภาพภูมิศาสตร์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การขนส่งระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรให้รองรับกับการแข่งขัน และสอดคล้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีนั้น ขณะนี้ ส.ป.ก. ได้ดำเนินอยู่แล้วในการจัดทำนิคมเศรษฐกิจ ด้านพลังงาน การปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสม นิคมข้าว นิคมอ้อย ยาง ปาล์ม พร้อมกันนี้ได้เน้นย้ำให้ทำงานบูรณาการร่วมกัน ตั้งแต่การจัดทำแผนโครงการ แผนงบประมาณ การกำหนดพื้นที่เป้าหมาย การมีหน่วยงานเจ้าภาพหลัก การกำหนดตัวชี้วัด เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จาก http://www.thannews.th.com  วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กระทรวงอุตฯหนุนเกษตรแปรรูปเพิ่มขีดความสามารถลุยอาเซียน

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ได้เล็งถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป จึงได้จัดทำ โครงการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปการ เกษตรในภูมิภาค ตามนโยบาย One Province One Agro-Industrial Product หรือ OPOAI ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา โดย ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงปัจจุบันมีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 600 แห่ง มีผลตอบแทนที่สามารถวัดมูลค่าเป็น ตัวเงินได้กว่า 2,600 ล้านบาท และในปี 2555 นี้ มีสถานประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ เป็นจำนวนถึง 158 แห่ง จากเป้าหมาย 130 แห่ง ประกอบด้วย สถานประกอบการประเภทข้าว พืชไร่ ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ยางพารา แปรรูปอาหารทะเล มันสำปะหลัง แปรรูปไม้ สมุนไพร/สปา แปรรูปน้ำมันปาล์ม และอื่นๆ โดยกระบวนการในการพัฒนาศักยภาพของสถานประกอบ การนั้น มีด้วยกัน 6 แผนงาน ประกอบด้วยการบริหารจัดการลอจิสติกส์ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือลดต้นทุนการผลิต การปรับปรุงคุณภาพและการพัฒนางาน การลดต้นทุนพลังงาน การยก ระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์/ระบบมาตรฐาน สากล และกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาด

โดยการวางแผนการตลาด รวมทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า โครงการ OPOAI มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของสถานประกอบการให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเราจะสร้างกระบวนการทำงานภายในให้เข็มแข็ง ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ โดยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีเป้าหมายการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ คือ เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (Single Market and Production Base) โดยให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุนและแรงงานฝีมือ ภายในอาเซียนอย่างเสรี รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุน ที่เสรีมากขึ้นภายในปีพ.ศ.2558 ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในการขยายการส่งออก โอกาสทางการค้า และการบริการในสาขา ที่ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งยังจะช่วยเสริมสร้างโอกาสในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมาสู่อาเซียน ซึ่งจะเพิ่มอำนาจการต่อรองของอาเซียนในเวทีการค้าโลก และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในอาเซียนในภาพรวม

แต่ในทางกลับกัน ก็ส่งผลให้เกิดการแข่งขันทางการค้าเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้น ผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนของประเทศไทย จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้และเร่งปรับตัวเพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพทั้งในด้านการผลิตและการบริหารต้นทุน เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การนับถอยหลังเพื่อเตรียมตัวรับ AEC นั้น ณ ปัจจุบันคงไม่ใช่แต่เพียงผู้ประกอบการของไทยเพียงประเทศเดียว ผู้ประกอบการอีก 9 ประเทศก็คิดเช่นเดียวกับประเทศไทยและอยู่ระหว่างการเร่งพัฒนาตัวเองเช่นเดียวกัน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีอาเซียนประเทศไทย ถือได้ว่ามีข้อได้เปรียบ กว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตร อาทิ ข้าว ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นแหล่งของอาหารสดประเภทต่างๆ ส่งผลให้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร ที่หลากหลาย ซึ่งสินค้าบางรายการไทยยังเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก นับได้ว่าเป็นความได้เปรียบเชิงแข่งขันสำหรับสินค้าเกษตรของไทยได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปของไทย ยังคงต้องปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาฝีมือแรงงาน เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันให้สามารถทัดเทียมประเทศในกลุ่มอาเซียนต่อไป

จาก สยามธุรกิจ  วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อุตฯขู่ถอนใบอนุญาตโรงงานห่วย

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมทบทวนขั้นตอนการพิจารณาออกใบอนุญาตโรงงานที่เข้าข่ายสร้างผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมทั้งโรงงานที่ถูกร้องเรียนซ้ำซากทุกประเภท เพื่อมาพิจารณาแนวทางการออกใบอนุญาตใหม่ทั้งหมด โดยจะพิจารณาเรื่องการก่อสร้างโรงงานเป็นพิเศษ หากโรงงานไหนที่ดำเนินการก่อสร้างก่อนได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะถือว่าทำผิดกฎหมาย โดยได้สั่งการให้กรมโรงงานฯ ไปทำระเบียบมาให้เสร็จภายในวันที่ 19 ต.ค.2555 และนำมาเสนอเพื่อพิจารณา

ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้นิติกรสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนิติกรของกรมโรงงานฯ ไปทบทวนการเปรียบเทียบปรับทุกฐานความผิด โดยจะทำให้ค่าปรับสำหรับผู้ทำผิดกฎหมายเพิ่มสูงขึ้น เช่น กรณีที่ก่อสร้างโรงงานก่อนได้รับอนุญาตปรับที่ 4,500-40,000 บาทตามขนาดแรงงาน จะเพิ่มเป็น 10,000 ไม่เกิน 100,000 บาท มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ต.ค.2555 เพื่อป้องกันให้โรงงานอุตสาหกรรมทำผิดกฎหมายน้อยลง โดยการปรับจะพิจารณาจากเจตนาการกระทำผิด รวมทั้งขนาดของกิจการ เนื่องจากต้องช่วยผู้ประกอบการรายเล็กสามารถอยู่ได้ด้วย เพราะหากปรับในอัตราสูงสุด เอสเอ็มอีอาจได้รับผลกระทบมาก หากไม่ได้ตั้งใจ ทำความผิด

ทั้งนี้ หากสั่งปรับครั้งแรกแล้ว โรงงานอุตสาหกรรมยังไม่ปรับปรุง หากกรมโรงงานฯ ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจแล้วพบความผิดอีก จะสั่งปรับใหม่ทุกครั้งที่เจอความผิด รวมทั้งจะแจ้งดำเนินคดีโรงงานดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 15 ต.ค. นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตรมว.อุตสาหกรรม และตัวแทนชาวบ้านได้เดินทางมาร้องเรียนให้กระทรวงอุตสาหกรรม เพิกถอนใบอนุญาตโรงงานของบริษัทไทยเจนเนอรัล ไนซ์โคล แอนด์โค้ก ที่จ.ระยอง โดยกระทรวงแจ้งว่ายังไม่ได้ออกใบอนุญาตโรงงานดังกล่าว ได้สั่งให้บริษัทนี้ระงับการก่อสร้างมาแล้ว 2 ครั้ง ส่วนการก่อสร้างอาคารโรงงานที่มีอยู่ขณะนี้ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

จาก http://www.khaosod.co.th    วันที่ 16 ตุลาคม 2555

‘ไทย-อิหร่าน’ขยายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญการเกษตร เน้นประมง-ปศุสัตว์-พัฒนาที่ดิน

ไทย-อิหร่าน พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูล-ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการเกษตร เน้นประมง ปศุสัตว์ และพัฒนาที่ดิน เร่งประสานการจัดทำร่าง MOU ใกล้ชิด หวังขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายฮุซัยน์ กะมาลียัน (H.E. Mr.Hossein Kamalian) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ประจำประเทศไทย ณ ห้องรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความพร้อมที่จะดำเนินความร่วมมือทางวิชาการในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านประมง ปศุสัตว์ และการพัฒนาที่ดิน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองประเทศ รวมทั้งการดูงาน โดยที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-อิหร่าน ครั้งที่ 8 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ที่กรุงเทพฯ เพื่อหารือถึงความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสนใจร่วมกันทั้งด้านเศรษฐกิจการค้า ความร่วมมือด้านวิชาการ และอื่นๆ ซึ่งทั้งไทยและอิหร่านเห็นพ้องให้มีการกระชับความร่วมมือด้านวิชาการเกษตรผ่านการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การฝึกอบรมทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนศึกษาดูงานด้านการประมงและการพัฒนาที่ดิน โดยทั้งสองประเทศจะดำเนินการจัดทำร่างความตกลงและบันทึกความเข้าใจ (MOU) ต่างๆ ที่คาดว่าจะมีการลงนามในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย-อิหร่าน ครั้งต่อไปที่กรุงเตหะราน ด้วยการประสานงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง นอกจากนั้น ทั้งไทยและอิหร่าน ยังอยู่ระหว่างการจัดทำ MOU ว่าด้วยความร่วมมือด้านสหกรณ์ ซึ่งจะเป็นกรอบความร่วมมือ ที่ทั้งสองประเทศจะเสริมสร้างและขยายความร่วมมือด้านดังกล่าวระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ทั้งนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เป็นผู้รับซื้อข้าวไทยรายสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนมูลค่าการค้ารวมปี 2553 ของไทยและอิหร่านมีมูลค่า 25,276 ล้านบาท โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรคิดเป็น ร้อยละ 25 อาทิ ข้าว ยางพารา ปลามีชีวิตและพันธุ์ปลา ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง กล้วยไม้ และล่าสุดกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อไก่ของอิหร่าน ได้เดินทางมาดูงานกระบวนการผลิตและแปรรูปเนื้อไก่ของผู้ประกอบการเอกชนในประเทศไทย ซึ่งจะมีการตกลงทางการค้าอย่างเป็นทางการระหว่างกันในอนาคตอันใกล้ด้วย

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 16 ตุลาคม 2555

นักเศรษฐศาสตร์มองศก.ไทยยังขาลง

กรุงเทพโพลเผยนักเศรษฐศาสตร์มองเศรษฐกิจไทย3-6เดือนข้างหน้ายังขาลงส่งออก-การลงทุนเอกชนฉุด
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 30 แห่ง จำนวน 67 คน โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 5–12 ต.ค. ที่ผ่านมา เรื่อง “ดัชนีความเชื่อมั่นนักเศรษฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทยใน 3-6 เดือนข้างหน้า” พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ในระดับ 47.18 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 45.18 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่า 50 เป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันนับจากการสำรวจในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

"แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในสถานะอ่อนแออย่างต่อเนื่องนับจากต้นปี โดยสถานะเศรษฐกิจที่อ่อนแอดังกล่าวเป็นผลมาจากปัจจัยการส่งออกเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับเดือนปัจจุบันที่ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการส่งออกปรับตัวลดลงถึง 12.41 จุด อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่า ค่าดัชนีรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อยเพียง 0.39 จุดซึ่งได้รับผลดีจากการบริโภคภาคเอกชนจึงช่วยให้ดัชนีไม่ปรับตัวลดลงมาก"

และเมื่อมองออกไปในอีก 6 เดือนข้างหน้า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ในระดับ 48.80 หมายความว่า นักเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าจะปรับตัวแย่ลงเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน

โดยปัจจัยฉุดรั้งทางเศรษฐกิจที่สำคัญใน 3-6 เดือนข้างหน้าคือ การส่งออกสินค้า และการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ปัจจัยการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐเป็นปัจจัยที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า

ทั้งนี้ การที่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในอีก 3 และ 6 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 50 และมีแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับจากต้นปี แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ไม่ค่อยจะสดใส ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจมีการเติบโตอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

จาก http://www.posttoday.com  วันที่ 15 ตุลาคม 2555

ขึ้นทะเบียนสารเคมีอืด เอกชนโวยขอไปกว่าหมื่นอนุมัติแค่1.6พันทำของเถื่อนระบาด

ภาคเอกชนชี้กระบวนการขึ้นทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืชค่อนข้างล่าช้า ยื่นคำขอไปกว่า 1 หมื่นรายการ อนุมัติเพียง 1,600 รายการ ส่งผลให้ยาเถื่อนระบาดหนักขึ้น ทั้งที่มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานและสร้างสูตรพิเศษแอบเติมสารตัวที่ 2 และ 3 ที่มีอันตรายร้ายแรง-พิษเฉียบพลัน นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในฉลากขึ้นทะเบียน

ดร.วีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เปิดเผยว่า การยื่นคำขอจดทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืช ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2554 เป็นต้นมา มีผู้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนกว่า 10,000 รายการ ต่อกรมวิชาการเกษตร แต่ปรากฏว่าผ่านมา 1 ปีเศษ จนถึงวันนี้ ได้รับการอนุมัติเพียง 1,600 รายการ หรือประมาณ 10% เท่านั้น ส่งผลให้เกิดปัญหาการระบาดของสารกำจัดศัตรูพืชปลอม หรือยาเถื่อน ล่าสุดมีการจับกุมโรงงานผลิตสารกำจัดศัตรูพืชปลอมแปลงในท้องที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งปลอมฉลากสารกำจัดศัตรูพืชมากกว่า 20 ยี่ห้อ

“ยิ่งการพิจารณาขึ้นทะเบียนล่าช้ามากเท่าไหร่ ยาเถื่อนก็มีโอกาสขยายตัวมากขึ้นเท่านั้น เพราะเป็นช่องว่างในตลาด ผู้ประกอบการไม่สุจริตลักลอบนำเข้า แล้วมาปลอมฉลากเป็นยี่ห้อที่ได้รับอนุญาตขึ้นทะเบียน แต่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน เกษตรกรใช้ไปก็ไม่ได้ผล”

ยิ่งกว่านั้น บางรายนำมาปรับเป็นสูตรผสมพิเศษขาย โดยเติมสารกำจัดศัตรูพืช ชนิดที่ 2 หรือ 3 เพิ่มเข้าไปนอกเหนือจากที่ระบุในฉลากที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรไว้ ซึ่งมักจะได้รับความนิยมจากเกษตรกรว่า ใช้แล้วได้ผลดี โดยไม่รู้ว่าสารที่เติมเข้าไปนั้นทำให้มีอันตรายมากขึ้น และมีปัญหาเรื่องสารพิษตกค้างในผลผลิต

“ในยุคที่ประเทศไทยยังปลูกฝ้ายกันมาก มีเกษตรกรหลายรายจบชีวิตลงจากการใช้ยาเถื่อนสูตรพิเศษ เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งยังเกิดผลเสียแก่พืชผล เกิดอาการใบไหม้ ดอก ผล ร่วง โดยเฉพาะใช้ในระยะที่พืชอ่อนแอ เช่น ระยะแตกใบอ่อน ระยะออกดอก-ติดผล และระยะผลใกล้สุก หรือใกล้ระยะเก็บเกี่ยว”

ดร.วีรวุฒิเรียกร้องให้กรมวิชาการเกษตร เร่งปราบปรามยาเถื่อน หรือยาสูตรพิเศษ พร้อมกับเร่งขึ้นทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืชโดยเร็ว เพื่อถมช่องว่างดังกล่าว พร้อมกับสร้างความไว้วางใจให้แก่เกษตรกร เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการยาเถื่อน

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 15 ตุลาคม 2555

กสทช.เดินหน้าเพิ่มสมรรถนะปรับไอซีที รับ AEC

ในการสัมมนา “ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน 2015 อาเซียนร่วมใจไทยจะรุกหรือรับ” ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดขึ้นที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อระดมความคิดเห็นจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมร่วมกันในการกำหนดทิศทางของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของไทยก่อนเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2015 นั้น

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) และประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา “ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน 2015 อาเซียนร่วมใจไทยจะรุกหรือรับ” (Competitive Position towards ASEAN 2015) กล่าวว่า “กสทช.ตระหนักถึงความสำคัญของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกอาเซียน และได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่มุ่งพัฒนากิจการโทรคมนาคม ลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงได้ประกาศแผนแม่บทพัฒนากิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2555-2559) โดยหนึ่งในหกยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมและการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อนที่สำคัญ

ผลสัมฤทธิ์ที่มุ่งหวังจากการสัมมนาในครั้งนี้ คือการร่วมกันกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งข้อกังวล มุมมอง โอกาส และความท้าทายต่างๆ จากความรู้และประสบการณ์ของเลขาธิการอาเซียน และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนข้อคิดเห็นที่ได้รับจากผู้ร่วมสัมมนาที่มาจากทุกภาคส่วน จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำกลับไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำงาน สอดคล้องกับแผนการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้เกิดการไหลเวียนของเงินทุน บริการ สินค้าและแรงงานฝีมือในภูมิภาคอาเซียน”

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ผลกระทบและการเตรียมความพร้อมของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมสู่ประชาคมอาเซียน” ว่า ประเทศไทยอยู่ในฐานะของผู้คิดริเริ่มการก่อตั้งประชาคมอาเซียน ตั้งแต่ปี 1967 หรือ พ.ศ. 2510 ปัจจุบันนี้ทุกภาคส่วนมีบทบาทสำคัญที่จะร่วมช่วยกันทำให้การก่อตั้งประชาคมอาเซียนประสบความสำเร็จ เป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของโลก ซึ่งจะมีผลต่อวิถีชีวิตของประชาชนกว่า 600 ล้านคน ใน 10 ประเทศสมาชิก การขยายตลาดสู่ 10 ระบบเศรษฐกิจที่จะผนึกกำลังเป็นตลาดเดียวกันอย่างแข็งแกร่ง และจะเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งทุกฝ่ายกำลังมองไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน โดยประเทศไทยจะถอยไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ของชาติอยู่ในกระบวนการนี้ ทั้งนี้ เรื่องพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ต้องทำให้ คนไทย 64 ล้านคน เชื่อมโยงเข้าหากันได้ก่อน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารคมนาคมต่างๆ อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยไม่มีช่องว่างมากนัก และมีศักยภาพในการสร้างประชาคมที่ตรึงเข้าด้วยกันเป็น Virtual Community หรือ Cyber Community ได้ก่อน จากระบบการสื่อสารไร้พรมแดนที่ทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วกว่าระบบอื่นๆ

“นอกจากนี้ ประเทศไทยควรมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการกระจายถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนออกไปให้โลกได้รับรู้ จากมุมมองของไทยที่ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อถือ ซึ่งต้องมีความพร้อมในระบบการบริหารจัดการทั้งด้านเนื้อหาสาระและเทคนิคที่ดี มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตลอดจนมีความต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย ทุกประเทศ ที่ให้ความสนใจกับประชาคมอาเซียน ดังนั้น บทบาทของผู้ประกอบการ ฝ่ายกำกับดูแล สื่อมวลชน และทุกภาคส่วน จึงต้องทำงานด้วยความร่วมมือกันอย่างมีเอกภาพ ไม่บั่นทอนขัดแย้งกัน โดยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด คือการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของเราให้มีศักยภาพในการแข่งขัน มีความรู้ความสามารถในการค้นคว้าวิจัยและสร้างเทคโนโลยีต่างๆ ได้เอง เพื่อให้ประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างมีศักดิ์ศรี มีรากฐานที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากระบบที่แข็งแกร่งของเราเอง และจากการได้เข้าร่วมกับประชาคมอาเซียนต่อไป” เลขาธิการอาเซียนกล่าว

ในส่วนของการสัมมนาในหัวข้อ “เส้นทางและโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม : เอกชนต้องการอะไร? ภาครัฐรับได้หรือไม่?” นั้น มีมุมมองที่น่าสนใจจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศไทย คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เข้มแข็ง สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม หากได้มีการพัฒนาจนเกิดการยอมรับ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางแก่ธุรกิจอื่นๆ ตามไปด้วย ทั้งยังจะมีส่วนส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ โดยคนรุ่นใหม่ขึ้นอีกมาก ส่วนการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านนั้น ควรใช้วิธีค่อยๆ ขยายฐานการลงทุน โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีกับนักลงทุนในประเทศนั้นๆ

ด้าน นายจาฤก กัลย์จาฤก ที่ปรึกษาสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ แสดงความคิดเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการที่มีต่อการรุกตลาดอาเซียน ว่า “นอกจากจะต้องมี Know How แล้ว ยังจะต้องมี Know Who อีกด้วย โดยการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศนั้น ต้องเลือกดูพันธมิตรรายที่มีความแข็งแรงที่สุดที่จะนำพาธุรกิจไปให้ถึงเป้าหมาย ทั้งเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องอาศัย connection ที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เพราะหนีไม่พ้นอำนาจแฝงทางการเมืองซึ่งมีทุกประเทศ อาจกล่าวได้ว่า ถ้าเราอยู่เมืองไทยได้เราก็อยู่ประเทศไหนก็ได้

นอกกจากนี้ เราควรนำเสาหลักเรื่องประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน มาเป็นตัวนำในการสื่อสารออกไป คนทำสื่อต้องมีบทบาทในการเชื่อมโยงวัฒนธรรม ไม่สร้างปัญหาความรุนแรงและข้อขัดแย้ง เพราะต่อไปจะกลายเป็น one community ซึ่งตลาดจะใหญ่ถึง 600 ล้านคน มีความมั่นใจว่าผู้ประกอบการของไทยมีครีเอทีฟดี มีความตั้งใจ มีพัฒนาการดี ซึ่งการใช้วัฒนธรรมเป็นตัวนำนี้ต้องทำร่วมกัน เดินไปด้วยกัน ให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่รุกมากเกินไป เพราะมีตัวอย่างให้เห็นในหลายประเทศที่ต้องการปกป้องการรุกล้ำทางวัฒนธรรมซึ่ง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่เป็นผลดีในระยะยาว”

ทั้งยังให้ความเห็นว่า ถ้าภาครัฐมียุทธศาสตร์ให้ใช้วัฒนธรรมเป็นตัวนำ ภาครัฐก็ไม่ควรออกหน้า ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเรื่องความมั่นคง โดยภาครัฐควรมีการตั้งกองทุนเพื่อผลักดันให้เกิด Content ที่สร้างสรรค์ ส่วนภาคเอกชนก็ควรมีกองทุนเพื่อช่วยเหลือตนเองด้วยเช่นกัน โดยวางเป็นกลยุทธ์ว่าจะปล่อยออกไปอย่างไร คือภาครัฐต้องเป็นแกนนำช่วยภาคเอกชน

นางปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการบริหาร และประชาสัมพันธ์ สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน มีข้อเรียกร้องต่อภาครัฐหลายประการ ได้แก่ การต้องการให้ภาครัฐกำหนดทิศทางของกิจการโทรคมนาคมที่ชัดเจน กำหนดแบบระยะยาวและสืบเนื่องต่อไปในทุกรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ควรปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ให้ทันเหตุการณ์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะในเรื่อง Cyber law เนื่องจากต่อไปเมื่อเปิดเสรี การเซ็นเซอร์เนื้อหาจะทำได้ยาก เจ้าหน้าที่ภาครัฐต้องมีความรู้ ซึ่งควรหารือภาคเอกชนถึงแนวทางการเซ็นเซอร์ตัวเอง ดูแลเนื้อหาก่อนเผยแพร่ ทั้งนี้ควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนเกิดการแข่งขัน ปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกของตลาด ไม่ควรควบคุมราคาขั้นสูง ขั้นต่ำ โดยผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ต้องการเงินทุนอีกมาก จึงอยากให้ภาครัฐผลักดันและสนับสนุนให้มีการระดมเงินทุนจากตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งต้องการให้ภาครัฐลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนประกอบของสินค้าโทรคมนาคม ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็น 0 เปอร์เซ็นต์ มิฉะนั้นไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะต้องเผชิญคู่แข่งสำคัญอย่างประเทศจีน

“กสทช.และกระทรวงไอซีทีควรเร่งสร้างมาตรฐานโทรคมนาคม และพัฒนาขั้นตอนและหน่วยงานทดสอบ นอกจากนี้ควรสร้างความต้องการของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมให้เกิดในประเทศ ส่งเสริมสินค้านวัตกรรม โดยพัฒนาขั้นตอนการจดสิทธิบัตร รวมทั้งพัฒนาและเพิ่มศักยภาพบุคลากรไทย

จาก http://www.banmuang.co.th   วันที่ 15 ตุลาคม 2555

ตั้ง กก.ศึกษาสินค้าไทยโดนกีดกัน

นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อติดตามการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) โดยจะดึงสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาร่วม เพื่อติดตามว่าในแต่ละสินค้า ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ประเทศคู่ค้าของไทยมีการใช้มาตรการ NTBs อะไรในการกีดดันการค้า การส่งออกของไทย

ทั้งนี้ในปัจจุบันพบว่า เมื่อมีการเปิดเสรีการค้าเพิ่มมากขึ้น ประเทศคู่ค้าก็มีการนำมาตรการกีดกันมาใช้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยจะเร่งให้ทันเออีซี เพราะหากไม่ได้มีการแก้ไข การเปิดเสรีก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะค้าขายกันไม่ได้ โดยจะนำร่องศึกษาในกรอบอาเซียน เพราะกำลังจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอีกแค่ 2 ปีกว่าๆ จะต้องหาทางจัดการเรื่อง NTBs ให้หมดไปก่อน จากนั้นจะดูในกรอบ FTA ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ โดยได้เสนอให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้ว ซึ่งท่านก็เห็นดีด้วย

นอกจากนี้ กรมฯ กำลังศึกษาการทำ FTA ของไทยกับประเทศคู่ค้าต่างๆ โดยในส่วนที่เจรจาจบแล้ว ก็จะเข้าไปดูว่าอะไรที่เป็นประโยชน์กับไทย โดยเมื่อได้สิ่งที่เป็นประโยชน์แล้วก็จะแจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคเอกชน และจะส่งเรื่องต่อไปยังกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้พิจารณาจัดทำแผนการบุกเจาะตลาด เพื่อผลักดันสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ประเทศที่ได้ทำ FTA ส่วนที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาก็จะบอกตั้งแต่เนิ่นๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมมากที่สุด เพราะเป็นผลประโยชน์ของเขา

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบหรือได้รับผลกระทบจากการเจรจา FTA กรมฯ จะให้ความสำคัญกับกลุ่มเหล่านี้ โดยจะเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด และจะพยายามสื่อสารทำความเข้าใจให้มากขึ้น ซึ่งหากหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้จริงๆ ก็จะหาทางให้ความช่วยเหลือ โดยปัจจุบันมีกองทุนเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า (กองทุน FTA) ที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีอยู่แล้ว

จาก http://www.banmuang.co.th  วันที่ 15 ตุลาคม 2555

เกษตรประกาศชื่อ บุคคล-หน่วยงาน สร้างผลงานดีเด่น ระดับประเทศปี’55

กรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศรายชื่อบุคคลและหน่วยงานดีเด่น ประจำปี 2555ประกอบด้วย เกษตรอำเภอดีเด่น เกษตรตำบลดีเด่น สำนักงานเกษตรจังหวัดดีเด่น ศูนย์ปฏิบัติการดีเด่น มอบโล่เกียรติยศและรางวัล ในวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการ คัดเลือกบุคคลและหน่วยงานดีเด่น ประจำปี 2555 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการและหน่วยงานที่มีอยู่ทุกระดับ กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในการปฏิบัติงาน สร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกร โดยแยกเป็น 2 กลุ่ม 4 ประเภท ได้แก่ 1.กลุ่มบุคคลดีเด่น แบ่งเป็นเกษตรอำเภอดีเด่น เกษตรตำบลดีเด่น 2.กลุ่มหน่วยงานดีเด่น แบ่งเป็น สำนักงาน เกษตรจังหวัดดีเด่น ศูนย์ปฏิบัติการดีเด่น

โดยคณะกรรมการและคณะทำงานคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานดีเด่น ประจำปี 2555 ได้พิจารณาคัดเลือก และตัดสินบุคคลและหน่วยงานดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2555 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ที่ได้รับคัดเลือก ประกอบด้วย

เกษตรตำบลดีเด่นระดับประเทศ ได้แก่ นายสำเนียง กรมธรรมา สำนักงานเกษตรอำเภอหนองวัวซอง จังหวัดอุดรธานี เกษตรอำเภอดีเด่นระดับประเทศ ได้แก่ นายนนท์วศินนุรักษ์จิรานนท์ สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก สำนักงานเกษตรจังหวัดดีเด่นระดับประเทศ ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง ศูนย์ปฏิบัติการดีเด่นระดับประเทศ ได้แก่ ศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดขอนแก่น โดยบุคคลและหน่วยงานดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2555 จะได้รับเงินรางวัลรางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะจัดพิธีมอบโล่และรางวัลในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรประจำปี 2555 ในวันที่ 21 ตุลาคม

จาก http://www.naewna.com วันที่ 15 ตุลาคม 2555

เกษตรสร้างสรรค์ : GAPแบบไม่เข้าแก๊ป

คุณพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า กรมได้ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรให้ดำเนินการผลิตตามมาตรฐาน GAP( Good Agricultural Practice) แปลเป็นภาษาไทยทางการว่า เกษตรดีที่เหมาะสม เพื่อให้ได้สินค้าเกษตรและอาหาร ที่มีคุณภาพและปลอดภัย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ครัวโลกของประเทศไทยโดยสมบูรณ์

ขณะนี้ มีการดำเนินการผ่านเกษตรกรไปแล้วถึง 366,750 ราย จำนวนแปลงที่ผ่านการประเมินเบื้องต้น 352,216 แปลง

การจะเป็นแปลง GAP หรือไม่ GAP นี่ ยังต้องผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรและกรมการข้าว ด้วยว่า ดำเนินการตามมาตรฐานกำหนดหรือไม่ เป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลกัน ไม่ให้ใครเอาไปอ้างง่ายๆได้

สรุปง่ายๆคือ GAP เป็นระบบการผลิตที่ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ไม่ตะบันใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างบ้าคลั่ง เช่นเดียวกับไม่หลงยึดเกษตรอินทรีย์แบบกู่ไม่กลับ หากใช้กระบวนท่าผสมผสานกันอย่างพอเหมาะพอสม ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพ ปลอดภัยต่อการบริโภค

ประเทศไทยนำเข้าแนวคิดกระบวนการ ผลิต GAP มานานนับ 10 ปีได้แล้ว โดยหลักการเป็นเหตุเป็นผลดีมาก เช่น ใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้ต้นพืช ขณะเดียวกันก็ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยให้ดินดีขึ้น ธาตุอาหารจากปุ๋ยเคมีปลดปล่อยได้ง่ายขึ้น ต้นพืชแข็งแรง ผลผลิตดีมีคุณภาพ การใช้สารกำจัดศัตรูพืชก็กระทำอย่างเคร่งครัด เข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร และผู้บริโภค

เรียกว่า เป็นทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปด้านหนึ่งด้านใด แล้วชวนกันเปิดศึกวิวาทะเหมือนรับจำนำข้าวกับประกันราคาข้าว

GAP มีข้อดีในการผลิตแล้ว ยังได้รับการยอมรับว่า เป็นมาตรฐานของโลก ถ้าพืชแปลงใดผ่านการผลิตระบบ GAP ถือว่า อยู่ในมาตรฐานสากลเลยทีเดียว

ประเด็นของส่วนราชการไทย สนับสนุน GAP ในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ การส่งเสริมเกษตรกรเข้าโครงการ GAP อันที่จริงต้องเป็นโดยสมัครใจ แต่ในทางปฏิบัติก็มักเป็นไปอีกอย่าง ส่งเสริมเสร็จก็ถึงตาประเมินแล้วให้คะแนนผ่านหรือไม่ผ่าน ตัวเลขเกษตรกรก็ดี จำนวนแปลงก็ดี จึงค่อนข้างหนาตาหน่อย

แต่กระบวนการต่อเนื่องหลังจากนั้น ค่อนข้างมีปัญหา ส่วนราชการหันไปขยายเกษตรกรกลุ่มใหม่เพื่อเพิ่มตัวเลขผลงาน แต่กลุ่มเก่าที่ได้รับตั๋ว GAP ไปแล้วก็อาจเกิดปัญหาตามมีตามเกิด ในหลายพื้นที่แปลงที่ได้รับมาตรฐาน GAP กลายเป็นที่รกร้างหรือไม่ได้ทำตามมาตรฐาน GAP อีกต่อไป

การขยายผลระบบการผลิตแบบ GAP จึงมักมุ่งมองในแง่ปริมาณมากกว่าคุณภาพ และการใช้ประสิทธิภาพจากแปลง GAP ที่มีอยู่ก็ไม่เป็นไปอย่างเต็มที่ กลายเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า และไม่อาจใช้ขยายตลาดจำหน่ายพืชจากแปลงเหล่านี้ได้อย่างที่ควรจะเป็น

ทั้งที่หากแปลงใดได้รับการรับรอง GAP น่าจะหมายถึงการเข้าสู่ตลาดได้แทบจะโดยทันที หรืออัตโนมัติ ในความเป็นจริง พืชผักจากแปลง GAP ยังคงถูกสุ่มตรวจไม่ได้ต่างจากแปลงทั่วไปที่ไม่ได้รับการรับรอง

ที่สำคัญ ผลออกมากลับพบว่า ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เช่น การตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืช เชื้อโรคจากปุ๋ยอินทรีย์ และ ฯลฯ GAP ที่ทำมาจึงไม่เข้าแก๊ป

ครัวโลกของประเทศไทย จึงไม่ใช่เรี่องเพ้อพูด ละเมอทำ แต่ต้องทำจริงๆเท่านั้นถึงจะเห็นผล

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 15 ตุลาคม 2555

เทคโนโลยีทันสมัยช่วยไร่อ้อยเพิ่มผลผลิต

คำจำกัดความของเกษตรกรที่ว่า "หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน" อาจไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะเกษตรยุคใหม่ทั่วโลกต่างนำเทคโนโลยีใหม่มาช่วยให้เป็นเรื่องง่ายและได้ผลผลิตมากขึ้นด้วย บริษัท จอห์น เดียร์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกที่มีประสบการณ์ในการทำไร่อ้อยมาให้ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำไร่อ้อยของเกษตรกรไทย

ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่าการออกแบบแปลงปลูกอ้อยมีความสำคัญ เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังคิดว่าการทำร่องปลูกให้แคบจะทำให้จำนวนต้นอ้อยต่อพื้นที่มากและได้ผลผลิตสูง แต่จากการวิจัยในสหรัฐ ออสเตรเลีย บราซิล พบว่า ระยะปลูกระหว่างแถวตั้งแต่ 90 ซม. ถึง 190 ซม. โดยใช้เครื่องจักรไม่มีความแตกต่างในด้านผลผลิตต่อไร่ แต่การปลูกอ้อยให้กว้างจะทำให้ลดการใช้ท่อนพันธุ์ การเข้าไปจัดการสะดวก อ้อยมีคุณภาพมากกว่า กรณีการใช้เครื่องจักรจัดการระยะความกว้างของร่องปลูกต้องเหมาะสมกับความกว้างระหว่างล้อของรถเก็บเกี่ยวอ้อย คือ ประมาณ 1.9 เมตร จะได้ไม่ทับแนวแรกของต้นอ้อย ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยการมองเห็นที่ดี ลดความเสียหายที่จะเกิดกับต้นอ้อย

นอกจากนี้ การเก็บเกี่ยวอ้อยด้วยเครื่องจักรจะลดการเผาใบอ้อยก่อนตัด ทำให้อ้อยมีคุณภาพ และใบอ้อยที่ตัดจะปกคลุมร่องปลูก ช่วยรักษาความชื้นในดิน เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุแก่แปลงอ้อย

เกษตรกรในรัฐลุยเซียนา อเมริกา ใช้แทร็กเตอร์พร้อมอุปกรณ์พ่วง 3 หรือ 5 แถว เป็นเครื่องมือช่วยปลูกอ้อย หลังจากวางท่อนอ้อยในร่องแล้วเครื่องจะกลบทันที และปรับระดับดินให้เสมอกัน การพรวนดินขณะที่หน่ออ้อยกำลังขึ้นก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งของชาวไร่อ้อยเมืองมะกัน โดยใช้รถและเครื่องพ่วงคันเดียวกันนี้ติดอุปกรณ์การพรวนดินและกำจัดศัตรูพืชขณะที่ต้นอ้อยสูง 30-40 ซม. และใส่ปุ๋ยไปด้วยในคราวเดียวกัน ซึ่งประหยัดเวลาและทุ่นแรง

ส่วนชาวไร่อ้อยในออสเตรเลียมีเทคนิคที่ช่วยให้หน่ออ้อยแข็งแรง ทนต่อโรค โดยใช้การพูนโคนเมื่อหน่ออ้อยขึ้นมา 8-10 หน่อต่อเมตร เพื่อไม่ให้ดินแข็ง วิธีนี้มีประโยชน์สำหรับพื้นที่แห้งและแข็ง ซึ่งการพรวนดินโคนหน่ออ้อยก็ใช้แทร็กเตอร์ติดอุปกรณ์ต่อพ่วง ไม่ต้องจ้างคนทำ

สำหรับชาวไร่อ้อยไทยยังใช้แรงงานคนในการใส่ปุ๋ย แต่ปัญหาคือใส่ปุ๋ยไม่สม่ำเสมอ ไม่ทั่วถึง ค่าจ้างใส่มักเป็นกระสอบ กระสอบละ 30 บาท คนงานจึงต้องเร่งใส่ให้ได้วันละหลายกระสอบ ยิ่งเร่งหว่าน การกระจายของปุ๋ยก็ไม่สม่ำเสมอ บางครั้งไปกระจุกที่โคนกออ้อย หรือค้างอยู่ที่ใบอ้อย ซึ่งคลุมดินอยู่ ต้องรอฝนชะจึงจะลงดิน หลังหว่านก็ไม่ได้กลบ ต้องจ้างรถไถมาไถกลบอีกไร่ละกว่าร้อยบาท กระบวนการนี้หากเกษตรกรศึกษาและรู้จักใช้เครื่องจักรกลเกษตรเป็นผู้ช่วย ใช้แทร็กเตอร์ติดอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับพรวนดินและใส่ปุ๋ยไปด้วยกัน นอกจากจะลดค่าแรงงานก็จะเพิ่มประสิทธิภาพ และลดเวลาการทำงาน ทุ่นเงิน ลดต้นทุนการผลิต

ปัจจุบันเครื่องมืออุปกรณ์เหล่านี้ กลุ่มโมเดิร์นฟาร์ม หรือเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยในไทยเลือกใช้กันมาก เพราะสามารถจัดการการผลิตและผลผลิตของตนเองให้มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น และจำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นเงาตามตัว.

จาก http://www.thaipost.net วันที่ 15 ตุลาคม 2555

พณ.จ่อตั้งคณะทำงานแก้ปัญหากีดกันการค้าก่อนเปิดเออีซี

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าแก้ไขมาตรการกีดกันทางการค้า หลังพบยิ่งเปิดเสรียิ่งมีมากขึ้น เล็งตั้งคณะทำงานติดตามการใช้มาตรการของคู่ค้าในสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ ก่อนหาทางแก้ไข นำร่องในอาเซียนเพราะใกล้เปิดเออีซี...

เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2555 นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้เตรียมจัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) โดยจะขอความร่วมมือจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมติดตามว่าในแต่ละสินค้า ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ ประเทศคู่ค้าของไทยได้ใช้มาตรการเอ็นทีบีใดกีดกันการค้า และการส่งออกของไทย

ทั้งนี้ หลังจากที่มีการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่างๆ มากขึ้น ทำให้แต่ละประเทศใช้มาตรการดังกล่าวกีดกันการนำเข้า
เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่มากขึ้น โดยเมื่อคณะทำงานได้ข้อสรุปแล้ว จะดำเนินการแก้ไขต่อไป ซึ่งมีทั้งการแจ้งไปยังคู่ค้า การไปเจรจากับประเทศที่ใช้มาตรการเพื่อขอให้ยุติหรือยกเลิกการใช้มาตรการ
หากไม่สำเร็จ จะต้องนำขึ้นสู่เวทีการเจรจา ทั้งในระดับรัฐมนตรีและระดับผู้นำเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป เพราะไม่เช่นนั้น
การเปิดเสรีจะไม่เกิดประโยชน์ ทำการค้าขายไม่ได้ โดยจะนำร่องศึกษาในกรอบอาเซียนก่อน เพราะกำลังจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในอีก 2 ปีกว่าๆ ซึ่งต้องจัดการปัญหาเอ็นทีบีให้หมดไปก่อน จากนั้นจะดูในกรอบเอฟทีเอที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ โดยได้เสนอให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้ว ซึ่งก็เห็นด้วย

จาก http://www.thairath.co.th  วันที่ 14 ตุลาคม 2555

เกษตรอินทรีย์ดีที่สุดและเกษตรเคมีเลวร้ายจนเป็นปีศาจไปแล้วหรือ

เรื่องของเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่มีผู้สนใจอยากทำและอยากบริโภคอาหารที่มาจากการปลูกหรือการผลิตแบบอินทรีย์ โดยคิดว่าผลิตผลที่มาจากวิธีการผลิตหรือปลูกแบบอินทรีย์เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดีต่อเกษตรกรเองและดีต่อสิ่งแวดล้อมทั้งมวล เอาละเราไม่ถกเถียงกันให้เหนื่อยว่าเกษตรอินทรีย์ดีหรือไม่ดีอย่างไรแต่มาว่ากันในเรื่องของข้อมูลและความเป็นมาเป็นไปของเกษตรอินทรีย์กันดีกว่าไหมครับ

นโยบายเกษตรอินทรย์ไทยก่อกำเนิดเป็นวาระแห่งชาติเมือปี 2544 โดยเจตนารมย์ของวาระเกษตรอินทรีย์นี้มีเจตนารมย์อยู่ 5 เรื่องหลักๆคือเรื่องอาหารปลอดภัย เรื่องความปลอดภัยของเกษตรกรที่ไม่ต้องสัมผัสกับปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เรื่องการลดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจากต่างประเทศ เรื่องการฟื้นฟูและรักษาสภาพแวดล้อม

จากนโยบายวาระเกษตรอินทรีย์แห่งชาติดังกล่าวได้มีแผนปฏิบัติในการขับเคลื่อนเพื่อแปรผลนโยบายสู่การปฏิบัติจริงโดยผ่านโครงการต่างๆภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เช่นโครงการสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 1 โรงหนึ่งตำบล การตื่นตัวในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายของเอกชน การประมูลปุ๋ยอิทรีย์ของราชการเพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกร การพัฒนาจุลินทรีย์ทางการเกษตรของกรมพัฒนาที่ดินภายใต้ชื่อ พด.ต่างๆจนถึง พด. 8 การตื่นตัวของชาวสวนและนักวิชาการบางกลุ่มในการส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์และสารอินทรีย์จากพืชเพื่อการป้องกันกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งการเกิดกระแสน้ำหมักสูตรต่างๆเพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีไปจนถึงการใช้น้ำหมักเป็นสารไล่แมลงและกำจัดแมลงเป็นต้น นับแต่เกิดนโยบายเกษตรอินทรีย์แห่งชาติจากปี 2544 จนปัจจุบันปี 2555 รัฐบาลได้ใส่งบประมาณลงไปเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแต่หน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องการผลิตคือเกษตรเท่านั้นแต่ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดคือกระทรวงพานิชย์เข้ามาร่วมในการส่งเสริมแบบครบวงจร โดยหน่วยงานที่ใช้งบประมาณด้านนี้มากที่สุดน่าจะเป็นกรมพัฒนาที่ดินหรือกรมหมอดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สิ่งที่เกิดขึ้นของนโยบายเกษตรอินทรีย์แห่งชาตินับแต่ปี 2544 เป็นต้นมาประเมินได้ว่าไม่มีกรอบการปฏิบัติและทิศทางที่ชัดเจนต่างคนต่างทำไม่มีการบูณณาการอย่างสมดุล จนไม่ทราบว่าเกษตรอินทรีย์ที่แท้จริงคืออย่างไรและการทำเกษตรอินทรีย์นั้นมีระบบปฏิบัติยากง่ายโดยเฉพาะการเลือกพื้นที่รวมทั้งชนิดพืชรวมถึงต้นทุนที่แท้จริงไปจนถึงระบบการตรวจรับรองเป็นอย่างไร ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจเพียงว่าเกษตรอินทรีย์คือการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารสังเคราะห์ในการกำจัดศัตรูพืช เข้าใจเลยไปถึงขั้นว่าปุ๋ยเคมีและสารกำจัดศัตรูพืชสังเคราะห์เป็นปีศาจร้ายทำลายโลก ทำร้ายสุขภาพผู้คนจนเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายโดยเฉพาะโรคมะเร็ง เกษตรกรผู้ใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชคือผู้ร้ายของสังคม เกิดการแยกขั้วระหว่างเกษตรอินทรีย์และเกษตรเกษตรเคมีที่ชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น

บทความนี้จึงใคร่ขออนุญาติท่านถกเรื่องความจริงของเกษตรอินทรีย์กันสักตั้งโดยว่ากันเป็นตอนๆโดยตอนแรกนี้ขอโหมโรงไว้แต่เพียงแค่นี้ก่อน ผู้เขียนขอแนะนำตัวนิดหนึ่งว่าเป็นคนบ้านนอกบ้านอยู่ติดกับทะเลและอีกฝั่งเป็นสวนผลไม้เป็นคนยุคเก่าต่อยุคใหม่แต่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์การเกษตรและทำงานในวงวิชาการการเกษตรนับแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำมายาวนานรวมทั้งทำนาและทำสวนของตัวเองอยู่จำนวนหนึ่งที่ จ.ปทุมธานีที่ถูกน้ำท่วมหนักไปสองหนเมื่อปี 2538 และปี 2554 ที่ผ่านมา ขณะนี้อายุกำลังจะเข้าสู่เลข 60 แต่ใช้ทั้งอินเตอร์เน็ตรวมทั้งไอแพ็ดและไอโฟน ที่สำคัญคือไม่อยากจะทนนิ่งเฉยกับกระแสสังคมที่กำลังถูกนำพาไปสู่ความผิดเพี้ยนแบบจริงบ้างไม่จริงบ้างจนนานๆสิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ถูกกลายเป็นสิ่งที่ผิด ที่แน่ๆก็คือการเกษตรเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ไม่ใช่ไสยศาสตร์ หากเกษตรกลายเป็นไสยศาสตร์เมื่อใดเกษตรไทยก็คงกลับบ้านเก่าไม่ต้องสู้กับใครในเออีซี.เพราะแพ้ตัวเอง.

จาก http://www.dailynews.co.th  วันที่ 14 ตุลาคม 2555

อุตฯ ตั้งคณะกก.จัดลำดับชั้นโรงงาน

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดลำดับระดับชั้นโรงงานขึ้น เพื่อทำหน้าที่พิจารณาจัดลำดับระดับชั้นของโรงงานให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด เพราะสังคมและประชาชนคาดหวังในมาตรฐานของการประกอบกิจการอุตสาหกรรมสูงขึ้นกว่าเดิม และเพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งต่อไปนี้การพิจารณาจัดลำดับระดับชั้นโรงงานจะพิจารณากันเป็นองค์คณะรวม โดยมีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก คาดว่าภายในปีนี้เรื่องดังกล่าวจะมีความคืบหน้ามากขึ้น เบื้องต้นเกณฑ์ดังกล่าวจะใช้เพื่อการกำกับดูแลสถานประกอบการ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ภายในของกระทรวงฯ

โดยหลังจากที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดให้มีการแบ่งเกรดโรงงานเป็น 4 ระดับ คือโรงงานชั้นดี (ชั้น A)/โรงงานชั้นที่น่าพอใจ (ชั้น B)/ชั้นที่ต้องแก้ไขปรับปรุง (ชั้น C) และชั้นร้องเรียนซ้ำซาก (ชั้น D) สำหรับโรงงาน A และ B จะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ อาทิ Fast track ในการต่ออายุใบอนุญาตโรงงาน ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี ได้รับการเชิดชูเกียรติ ฯลฯ ส่วนโรงงานชั้น C และ D ก็จะต้องถูกตรวจอย่างเข้มงวด เพื่อให้พัฒนาเป็นโรงงานระดับ B หรือ A ให้ได้ในอนาคต

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ประกอบด้วยการกำหนดเกณฑ์ระดับมาตรฐานของโรงงานอุตสาหกรรม โดยคำนึงถึงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยเป็นหลัก มีการพิจารณารับรองเกณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานของโรงงานอุตสาหกรรม พิจารณาและกำหนดสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการตามระดับเกณฑ์ที่ได้รับ รวมถึงการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการหรือดำเนินการเรื่องอื่นๆ ตามที่อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้มอบหมาย" นายวิฑูรย์ กล่าว

ทั้งนี้คณะกรรมการจัดลำดับระดับชั้นโรงงานมีอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการสำนักโรงงานอุตสาหกรรมรายสาขา 1-5 ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศโรงงานอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีน้ำและสิ่งแวดล้อมโรงงาน ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม โดยมีสำนักบริหารยุทธศาสตร์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นฝ่ายเลขานุการ

จากhttp://www.banmuang.co.th  วันที่ 13 ตุลาคม 2555

รื้อกฎระเบียบ ใบอนุญาตตั้งรง.

กรอ.คุมเข้มการตั้งโรงงาน รื้อกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ออกใบอนุญาตใหม่ ชี้พ.ร.บ.เดิมมีความล้าหลังไม่ทันสถานการณ์ หลังเกิดอุบัติเหตุที่มาบตาพุด โดยจะเน้นการคุ้มครองความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการให้ใบอนุญาตรัดกุมมากยิ่งขึ้น

เพื่อให้ชุมชนและโรงงานอยู่กันได้อย่างยั่งยืน ขณะที่การออกใบอนุญาตโรงงานจำพวก 3 ช่วง 9 เดือนอนุญาตแล้ว 2.648 พันโรงงาน

นายพงษ์เทพ จารุอำพรรณ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากกรณีการเกิดเหตุก๊าซคลอรีนรั่วไหล ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนิคมอุตสาหกรรมเหมราช จังหวัดระยองเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมาเป็นเหตุให้กรอ. ต้องกลับมาพิจารณาถึงการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานใหม่ เนื่องจากพระราชบัญญัติโรงงาน (พ.ร.บ.) พ.ศ. 2535 ที่ได้บังคับใช้มาเป็นเวลานานทำให้บทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่มีปัญหาด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อม อันส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงสมควรที่ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข

"ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จึงอาศัยอำนาจความในมาตราที่ 21 แห่งพ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ทำการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการพิจารณาอนุญาตตั้งโรงงานเป็นไปอย่างรัดกุม และมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงาน โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3 ชุด เพื่อจัดทำรายละเอียดการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสมดุลให้แก่เศรษฐกิจการลงทุน สังคม ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะให้โรงงานและชุมชนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน"

ทั้งนี้คณะอนุกรรมการดังกล่าวจะประกอบด้วย คณะอนุกรรมการการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการพิจารณาอนุญาตโรงงาน คณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการความปลอดภัย และคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งคณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุด จะมีรองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่กำกับดูแลงานแต่ละด้านเป็นประธาน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเริ่มวางกรอบการทำงานให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ส่วนกฎระเบียบที่จะนำมาแก้ไขนั้น มีตั้งแต่ พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยระยะเวลาการดำเนินงานนั้น ขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการปรับแก้ เพราะถ้าจะแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานในบางมาตรา จะมีหลายขั้นตอน ซึ่งอาจใช้ระยะเวลานานกว่าจะประกาศได้ แต่หากเป็นประกาศกระทรวง หรือประกาศจากกรม ก็อาจจะใช้เวลาไม่นาน เพียง 2-3 เดือน เท่านั้น

นายพงษ์เทพ กล่าวอีกว่า เมื่อมีการประกาศใช้กฎระเบียบใหม่แล้ว จะไม่มีผลย้อนหลังกับโรงงานที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว แต่จะมีการเข้าไปดำเนินการตรวจเข้มให้มากขึ้นให้อยู่ในระดับมาตาฐานที่ตั้งไว้ โดยกรมโรงงานฯตรวจความปลอดภัยทุกๆ 3 เดือน หากเปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ เมื่อโรงงานใดได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานไปแล้ว จะให้มีการรายงานความปลอดภัย ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนกลับมาที่กรมโรงงานฯ ซึ่งก็มีบางโรงงานไม่ได้ทำตามกฎระเบียบที่วางไว้ ส่วนในกรณีโรงงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จะมีการจำแนกประเภทของโรงงานในการออกใบอนุญาตโรงงาน สำหรับโรงงานที่มีความเสี่ยงมาก ก็ต้องเข้าไปตรวจสอบที่คุมงวดมากยิ่งขึ้น จัดให้มีการประเมินความเสี่ยง โดยอาจจะต้องมีการรายงานถึงสิ่งที่จะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมจากวิศวกรที่ลงไปตรวจ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ในกระบวนการการออกใบอนุญาต

สำหรับความคืบหน้าการออกใบอนุญาตโรงงาน จำพวก 3 (โรงงานขนาดใหญ่ที่มีปัญหามลพิษ หรือที่เสี่ยงต่ออันตราย) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 กันยายน 2555 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.648 พันโรงงาน มูลค่าการลงทุน 9.8297 หมื่นล้านบาท จำนวนคนงานทั้งสิ้น 6.9704 หมื่นคน ขณะที่การตรวจสอบโรงงานผู้รับบำบัด กำจัดกากอุตสาหกรรม ได้ดำเนินการตรวจสอบทั้งสิ้น 101 โรงงาน จากที่ได้รับใบอนุญาต 2.248 พันโรงงาน โดยสั่งให้หยุดและไปปรับปรุงแก้ไข พร้อมดำเนินคดี และระงับการบำบัด จำนวน 2 โรงงาน สั่งปรับปรุงแก้ไข ดำเนินคดีและระงับการบำบัดฯ จำนวน 45 โรงงาน สั่งปรับปรุงแก้ไขและระงับการบำบัด จำนวน 13 โรงงาน สั่งปรับปรุงแก้ไขพร้อมดำเนินคดี จำนวน 13 โรงงาน สั่งปรับปรุงแก้ไข จำนวน 2 โรงงาน เตือนโรงงานให้ระมัดระวังไม่ให้ก่อเหตุเดือดร้อน จำนวน 26 โรงงาน

จาก http://www.thanonline.com  วันที่ 12 ตุลาคม 2555

ปักธงไทยฮับไอซีทีแห่งอาเซียน

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ผลกระทบและการเตรียมความพร้อมของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมสู่ประชาคมอาเซียน” ในการสัมมนา “ก้าวสู่ประชาคมอาเซียน 2015 อาเซียนร่วมใจไทยจะรุกหรือรับ” ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ปัจจุบันนี้ทุกภาคส่วนมีบทบาทสำคัญที่จะร่วมช่วยกันทำให้การก่อตั้งประชาคมอาเซียนประสบความสำเร็จ เป็นศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของโลก ซึ่งจะมีผลต่อวิถีชีวิตของประชาชนกว่า 600 ล้านคนใน 10 ประเทศสมาชิก การขยายตลาดสู่ 10 ระบบเศรษฐกิจที่จะผนึกกำลังเป็นตลาดเดียวกันอย่างแข็งแกร่ง และจะเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศไทยจะถอยไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ของชาติอยู่ในกระบวนการนี้ ทั้งนี้ เรื่องพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งคือ ต้องทำให้คนไทย 64 ล้านคน เชื่อมโยงเข้าหากันได้ก่อน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารคมนาคมต่างๆ อย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน โดยไม่มีช่องว่างมากนัก และมีศักยภาพในการสร้างประชาคมที่ตรึงเข้าด้วยกันเป็น Virtual Community หรือ Cyber Community ได้ก่อน จากระบบการสื่อสารไร้พรมแดน ที่ทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วกว่าระบบอื่นๆ

“นอกจากนี้ ประเทศไทยควรมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการกระจายถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนออกไปให้โลกได้รับรู้ จากมุมมองของไทยที่ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อถือ ซึ่งต้องมีความพร้อมในระบบการบริหารจัดการทั้งด้านเนื้อหาสาระและเทคนิคที่ดี มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ตลอดจนมีความต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย ทุกประเทศ ที่ให้ความสนใจกับประชาคมอาเซียน ดังนั้นบทบาทของผู้ประกอบการ ฝ่ายกำกับดูแล สื่อมวลชน และทุกภาคส่วน จึงต้องทำงานด้วยความร่วมมือกันอย่างมีเอกภาพ ไม่บั่นทอนขัดแย้งกัน โดยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลของเราให้มีศักยภาพในการแข่งขัน มีความรู้ความสามารถในการค้นคว้าวิจัยและสร้างเทคโนโลยีต่างๆ ได้เอง เพื่อให้ประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างมีศักดิ์ศรี มีรากฐานที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากระบบที่แข็งแกร่งของเราเอง และจากการได้เข้าร่วมกับประชาคมอาเซียนต่อไป” เลขาธิการอาเซียน กล่าว

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เข้มแข็ง สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม หากได้มีการพัฒนาจนเกิดการยอมรับ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางแก่ธุรกิจอื่นๆ ตามไปด้วย

จาก http://www.banmuang.co.th  วันที่ 12 ตุลาคม 2555

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุน"คนเกษตร"คุณภาพ

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตรในสาขาต่าง ๆ ให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในปี 2556 กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับสมาคมยุวเกษตรกรสากลแห่งประเทศไทย หรือ IFYE Thailand กำหนดจัด งานชุมนุมยุวเกษตรกรโลก ครั้งที่ 10 พ.ศ. 2556 หรือ 10th World IFYE Conference 2013 โดยการจัดงานในครั้งนี้ถือว่าเป็น “ครั้งแรก” ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ วัตถุประสงค์การจัดงานเพื่อแลกเปลี่ยนและเผยแพร่แนวทางการพัฒนายุวเกษตรกรรวมทั้งประชากรในภาคเกษตรไปสู่ความพอเพียงและผาสุก เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์อันดีในการพัฒนายุวเกษตรกรระหว่างประเทศสมาชิก IFYE และเพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ประเทศไทย ภายใต้ โครงการแลกเปลี่ยนยุวเกษตรกรระหว่างประเทศ หรือ International Farm Youth Exchange ย่อว่า IFYE การจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรโลก ครั้งที่ 10 พ.ศ. 2556 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-16 พฤศจิกายน 2556 ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงาน 1,500 คน จากทั่วโลกในส่วนของบุคลากรและหน่วยงาน

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการ “โครงการคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานดีเด่นประจำปี 2555” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการและหน่วยงานที่มีอยู่ทุกระดับ ทุกภาคส่วนของประเทศ กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในการปฏิบัติงาน สร้างผลงานให้เกิดเป็นที่ประจักษ์ สร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกรคณะกรรมการและคณะทำงานคัดเลือกบุคคลและหน่วยงานดีเด่น ประจำปี 2555 ได้พิจารณาคัดเลือกและตัดสินบุคคลและหน่วยงานดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2555 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ที่ได้รับคัดเลือกได้แก่ เกษตรตำบลดีเด่น ได้แก่ นายสำเนียง กรมธรรมา และเกษตรอำเภอดีเด่นได้แก่ นายนนท์วศิน นุรักษ์จิรานนท์ ประเภทสำนักงานเกษตรจังหวัดดีเด่น ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง และศูนย์ปฏิบัติการดีเด่น ได้แก่ ศูนย์บริหารศัตรูพืชจังหวัดขอนแก่น ทั้งนี้ บุคคลและหน่วยงานดีเด่นจะได้รับเงินรางวัลพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตรประจำปี 2555 ณ กรมส่งเสริมการเกษตร วันที่ 21 ตุลาคม 2555.

จาก http://www.dailynews.co.th  วันที่ 12 ตุลาคม 2555

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ วาง 7 กลยุทธ์การดำเนินงาน พร้อมเน้น 5 โครงการหลัก เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ วาง 7 กลยุทธ์การดำเนินงาน พร้อมเน้น 5 โครงการหลัก เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ปรับแผนการปฏิบัติงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยได้จัดทำ 7 กลยุทธ์ใหม่ คือ พัฒนาและส่งเสริมสินค้าและธุรกิจบริการที่มีมูลค่าเพิ่มและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม , พัฒนาและส่งเสริมการค้าออนไลน์ , พัฒนาผู้ประกอบการไทยสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศ , ส่งเสริมการลดต้นทุนและการสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ทางการค้า , การรักษาตลาดหลัก เน้นขยายตลาดใหม่ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ เออีซี , การสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตสินค้าคุณภาพสูง , และพัฒนาบุคลากรและระบบข้อมูลการค้าอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังจะมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ต่างประเทศ พร้อมกับให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นผู้นำบุกเจาะตลาด ภายใต้ 5 โครงการสำคัญ คือ ครัวไทยสู่ครัวโลก, หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์, การค้าออนไลน์ผ่าน Thaitrade.com, ผลักดันศูนย์ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ, และส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าบริการ ภายใต้เครื่องหมายไทยแลนด์ทรัสมาร์ค, ดีมาร์ค และพีเอ็มอวอร์ด

จาก http://thainews.prd.go.th  วันที่ 11 ตุลาคม 2555

มาเลย์คู่ค้าอันดับ1ไทยใน AEC

คอลัมน์ AEC DATA คอลัมน์ใหม่ให้เกร็ดความรู้ผู้อ่านเพื่อร่วมนับถอยหลังการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC) ประเดิมฉบับนี้ขอนำเสนอความสำคัญของตลาดอาเซียนต่อประเทศไทย

สำหรับตลาดอาเซียน 9 ประเทศในปัจจุบันถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยในปี 2554 ที่ผ่านมาคิดเป็นสัดส่วนกว่า 24% ของการส่งออกของไทยในภาพรวมไปทั่วโลก โดยตลาดอาเซียนมีประชากรรวมกันเกือบ 600 ล้านคน คิดเป็น 9% ของประชากรโลก มีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีรวมกัน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือสัดส่วน 2% ของจีดีพีโลกในปี 2554 ที่ผ่านมามูลค่าการค้าของไทย(ส่งออก+นำเข้า)กับอาเซียนมีมูลค่ารวม 91,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 20% ของการค้าไทยกับทั่วโลก ในจำนวนนี้ไทยส่งออกสินค้าไปอาเซียนมูลค่า 54,045 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นำเข้า 37,156 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไทยเกินดุลการค้า 16,889 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2555 การค้าของไทยกับอาเซียนมีมูลค่ารวม 64,664 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วน 20% ของการค้าไทยกับทั่วโลก โดยไทยส่งออก 37,937 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นำเข้า 26,727 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไทยเกินดุลการค้า 11,210 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โดยคู่ค้าของไทยกับอาเซียน 9 อันดับแรกในปัจจุบันเรียงตามลำดับมูลค่า ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และบรูไน สินค้าที่ไทยส่งออกไปตลาดอาเซียน 10 อันดับในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ประกอบด้วย น้ำมันสำเร็จรูป, รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่อง, เคมีภัณฑ์, น้ำตาลทราย, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ, เม็ดพลาสติก, เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์, แผงวงจรไฟฟ้า และยางพารา

ส่วนสินค้านำเข้าของไทยจากอาเซียน 10 อันดับแรกช่วงเดียวกันประกอบด้วย เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ, เคมีภัณฑ์, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์, แผงวงจรไฟฟ้า, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ,เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และเรือ และสิ่งก่อสร้างลอยน้ำ

จาก http://www.thannews.th.com  วันที่ 11 ตุลาคม 2555

ดันมาตรฐานเกษตรไทยสู่อาเซียน ลดอุปสรรคการส่งออกสินค้า รองรับเปิดเขตเศรษฐกิจเออีซี

นายธรรมรัต หวั่งหลี ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มกอช. ยังมีแผนเร่งผลักดันมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่เวทีอาเซียนทั้งมาตรฐานสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อสร้างความเท่าเทียมและช่วยลดอุปสรรคทางเทคนิคในการค้าระหว่างกัน ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยสู่ตลาดอาเซียน ทั้งนี้เนื่องจากการค้าระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี(AEC) ในปี 2558 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่ามูลค่าสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในอาเซียนจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2554 ที่มีมูลค่าการส่งออก ประมาณ 2.4 แสนล้านบาท ขณะที่มีมูลค่านำเข้า ประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งตลาดอาเซียนนับเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย มีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

ด้าน นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ผอ.มกอช. กล่าวว่า ปัจจุบันมีมาตรฐานที่ได้รับรองประกาศเป็นมาตรฐานอาเซียนแล้ว จำนวน 29 เรื่อง ได้แก่ ทุเรียน สับปะรด มะม่วง เงาะ มะละกอ ส้มเปลือกล่อน ส้มโอ มังคุด แตงโม ฝรั่ง ลางสาด ลองกอง กล้วย มะพร้าวอ่อน ขนุน เมล่อน สละ ชมพู่ และละมุด นอกจากนั้นยังมี ได้แก่ กระเจี๊ยบเขียว กระเทียม หอมหัวใหญ่ หอมแดง พริก แตงกวา มะเขือยาว ข้าวโพดหวาน ฟักทอง และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งปี 2555-2556 มกอช.ได้ร่วมพิจารณายกร่างมาตรฐานอาเซียนเพิ่มอีก 9 เรื่อง คือ มะขามหวาน กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ขมิ้น เม็ดกาแฟ เม็ดโกโก้น้อยหน่า ชา และเห็ด เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายหลักของอาเซียนที่จะร่วมเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน

“นอกจากการผลักดันมาตรฐานผักและผลไม้สดไทยเป็นมาตรฐานอาเซียนแล้ว มกอช. ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดค่ามาตรฐานสารพิษตกค้าง (MRL) ในสินค้าเกษตรของอาเซียนด้วย โดยมีการประกาศใช้เป็นมาตรฐานอาเซียนแล้วประมาณ 40 ค่ามาตรฐาน ซึ่งประมาณ 30 ค่ามาตรฐานเสนอโดยประเทศไทย ขณะเดียวกันยังได้ผลักดันการจัดทำมาตรฐานจีเอพี (GAP) ผักและผลไม้ และมาตรฐาน GAP กุ้งของอาเซียนด้วย โดยเฉพาะ GAP กุ้ง รูปแบบและเนื้อหาของมาตรฐานส่วนใหญ่ยึดของไทยเป็นหลัก ซึ่งอนาคตคาดว่า จะเกื้อหนุนต่อการส่งออกสินค้าผัก ผลไม้ และสินค้ากุ้งไทยที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสู่ตลาดอาเซียนได้เพิ่มสูงขึ้น” นายศักดิ์ชัย กล่าว

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 11 ตุลาคม 2555

สศข.10 คาดราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้นจากฝนตกหนัก ส่งผล3จ.เสียหายกว่า1หมื่น8พันไร่

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 10 ระบุ ผลผลิตข้าวและพืชผักได้รับผลกระทบจากเหตุฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เผยผลสำรวจ พื้นที่ 3 จังหวัด คือ กาญจนบุรี นครปฐม และราชบุรี มีพื้นที่เสียหายแล้ว 18,900 ไร่ คาด ราคาสินค้าเกษตรแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลผลิตขาดแคลน และได้รับผลกระทบจากพายุแกมีที่เข้ามา บวกกับการเข้าสู่เทสกาลกินเจที่จะมีขึ้นกลางเดือนตุลาคมนี้

นายสมมาตร ยิ่งยวด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 10 ราชบุรี (สศข.10) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการเกิดอุทกภัย ฝนตกหนักมาตลอดเป็นระยะเวลาหลายวัน เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตรกรรม ทั้งในส่วนของข้าวและพืชผัก ซึ่งจากการตรวจสอบในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเขต 10 ในจังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม และราชบุรี พบว่า มีพื้นที่เสียหายรวมประมาณ 18,900 ไร่ โดยจากการสำรวจข้อมูล (ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2555) พบว่า

จังหวัดราชบุรี มีพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ ได้แก่ เมือง บ้านโป่ง บ้านคา สวนผึ้ง โพธาราม และดำเนิน สะดวก รวมพื้นที่ที่คาดว่าเสียหายประมาณ 4,000 ไร่ ซึ่งพืชที่ได้รับผลกระทบจะเป็นข้าวและพืชผัก
จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ประสบภัย 10 อำเภอ ได้แก่ เมือง เลาขวัญ หนองปรือ ห้วยกระเจา บ่อพลอย พนมทวน ท่ามะกา ด่านมะขามเตี้ย และไทรโยค รวมพื้นที่ที่คาดว่าเสียหายประมาณ 8,900 ไร่ โดยพืชที่ได้รับผลกระทบ จะเป็นข้าว พืชผัก มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน

จังหวัดนครปฐม พบว่ามีพื้นที่ประสบภัย 1 อำเภอ ได้แก่ กำแพงแสน รวมพื้นที่ที่คาดว่าเสียหายประมาณ 6,000 ไร่ พืชที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ข้าว และพืชผัก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่พายุ “แกมี” เข้ามาอีกระลอก อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตของเกษตรกร ในพื้นที่ได้รับความเสียหาย และจากสถานการณ์ดังกล่าว คาดว่าจะทำให้ตลาดสินค้าพืชผลทางการเกษตรประสบกับปัญหาขาดแคลนได้ ซึ่งเมื่อปริมาณการผลิตน้อย ย่อมส่งผลให้ราคาสูงขึ้น เนื่องจากเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต กอปรกับในช่วงวันที่ 14 ตุลาคม 2555 จะเริ่มเข้าสู่เทศกาลกินเจ ดังนั้น จึงคาดว่าจะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน นายสมมาตร กล่าว

จาก http://www.thannews.th.com  วันที่ 10 ตุลาคม 2555

"ไอเอ็มเอฟ"ติงบาทอ่อนเกิน เตือนไทยปล่อยตามกลไก แนะใช้การคลังกระตุ้นศก.

"ไอเอ็มเอฟ"ออกรายงานล่าสุด ชี้ค่าเงินภูมิภาคไม่สะท้อนความจริง ยังอ่อนเกินไป ทั้งจีน มาเลย์ และไทย ระบุควรหันมาใช้นโยบายการคลังกระตุ้นแทน พร้อมแนะให้ลดระดับทุนสำรองลง เหตุสะสมมากจะทำให้เศรษฐกิจโลกเสียสมดุล

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานจากสิงคโปร์ระบุว่า ในรายงานภาพรวมเศรษฐกิจโลก ปรับปรุงล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เผยแพร่ออกมาในวันเดียวกันนี้ ระบุว่า ค่าเงินของจีน มาเลเซีย และไทย อ่อนเกินไปไม่สะท้อนค่าที่แท้จริงออกมา และแนะนำให้ทั้ง 3 ประเทศ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ของเอเชียหันมาใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นการเติบโตแทน

ไอเอ็มเอฟระบุไว้ในรายงานดังกล่าวว่า การกดค่าเงินให้อ่อนกว่าความเป็นจริง ด้วยการซื้อเงินสกุลต่างประเทศเข้ามาเก็บสะสมเป็นทุนสำรองมากๆ นั้นส่งผลให้เกิดการภาวะเสียสมดุลของเศรษฐกิจโลกมากขึ้นและสร้างความอ่อนแอที่เกี่ยวเนื่องกันหลายอย่างขึ้นตามมา ภาวะเสียสมดุลดังกล่าวนี้จะยังคงอยู่เหนือระดับที่น่าจะเป็นจนกว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆ เหล่านี้ตัดสินใจดำเนินการอย่างเด็ดขาด

"ไอเอ็มเอฟชี้ว่า นโยบายใดก็ตามที่จะส่งผลลดภาวะเสียสมดุลดังกล่าวให้เหลือน้อยที่สุดก็ควรถูกนำมาใช้เป็นนโยบายภายในของแต่ละประเทศด้วย โดยมาตรการที่ไอเอ็มเอฟแนะนำให้ดำเนินการประกอบด้วยการปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนถูกชี้ขาดด้วยกลไกของตลาดให้มากขึ้น การนำเอาการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเข้ามาปฏิบัติอย่างจริงจัง"

รายงานชิ้นนี้ระบุว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศในเอเชียหลายประเทศรวมทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไทย แข็งแกร่งกว่า ในขณะที่ค่าเงินกลับอ่อนค่ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งในทางหนึ่งนอกจากจะทำให้ทุนสำรองสูงเกินจำเป็นแล้วยังก่อให้เกิดการบิดเบือนภายในที่กลายเป็นตัวจำกัดการบริโภคอีกด้วย

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อแม้ว่าจะอยู่ในระดับต่ำหรืออยู่ในสภาวะลดลง แต่ระดับสินเชื่อในจีนและอินเดียกลับขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับในอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ภาวะหนี้สินยังคงขยายตัวเร็ว ราคาอสังหาริมทรัพย์กำลังบูมในบางตลาด ในขณะที่ค่าเงินของจีน ไทย และมาเลเซียอ่อนค่ามากเกินไปเมื่อเทียบเคียงกับพื้นฐานของประเทศในระยะปานกลาง

"เมื่อดูภาพรวมของสินเชื่อและภาพรวมของอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ไอเอ็มเอฟแนะนำให้ประเทศเหล่านี้รอดูหรือไม่ก็เปลี่ยนจุดยืนจากการใช้นโยบายทางการเงิน มาเป็นการใช้นโยบายทางการคลังเพื่อสนับสนุนให้เกิดอุปสงค์ขึ้นภายใน ประเทศใดที่มีช่องทางใช้มาตรการทางการคลังน้อยควรเริ่มผ่อนคลายมาตรการทางการเงิน ใช้มาตรการเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบระมัดระวัง เพื่อจำกัดการขยายตัวของระดับหนี้"

อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟแนะให้เวียดนามและอินเดียผ่อนคลายนโยบายเข้มงวดทางการเงิน เพื่อทดแทนกลไกด้านการคลังที่ใช้เป็นขั้นตอนเพื่อชะลอความร้อนแรงของอุปสงค์ภายในลง ขณะที่ญี่ปุ่นควรยึดถือการปรับภาวะการคลังสู่สภาพสมดุลเป็นนโยบายสำคัญลำดับแรกสุดที่ต้องดำเนินการ

จาก http://www.matichon.co.th  วันที่ 10 ตุลาคม 2555

5 ปีนั่งรถไฟเร็วสูง เดินหน้าแผนPDPยัน'พลังงาน'มั่นคงรองรับอนาคตไทย

"ชัชชาติ"ฟันธง เร่งเดินแผนลดการใช้พลังงาน ชี้ อีก 5 ปีได้ใช้รถไฟฟ้าความเร็วสูง "อารักษ์"ลั่นต้องกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงหวั่นก๊าซฯหมด ปตท.เล็งขยายคลังระยะที่3รองรับนำเข้าแอลเอ็นจี กฟผ.ห่วงสร้างโรงไฟฟ้าไม่ทันตามแผนมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง

ด้านขนส่งบกสู้ได้ หนุนสร้างแม่น้ำเจ้าพระยาเส้นใหม่ สศค.ยันเร่งเข็นร่างพ.ร.บ.กู้เงินบังคับใช้ทันปีหน้า

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2555 หนังสือพิมพ์"ฐานเศรษฐกิจ" ร่วมกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงาน จัดงานสัมมนาในหัวข้อ"พลังงานไทยไม่ขาดแคลน:โลจิสติกส์ไทยก้าวหน้า"ในวาระครบรอบ 32 ปี โดยได้รับเกียรติจากนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดงานสัมมนา โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวปาฐกถาหัวข้อ"พัฒนาโครงข่ายคมนาคมรองรับแผนพัฒนาโลจิสติกส์ไทยอย่างไร” และนายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ทิศทางพลังงานไทย2556"

ส่วนในช่วงที่สองเป็นการสัมมนา 3 หัวข้อหลัก โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญทั้งด้านพลังงานและโลจิสติกส์ ประกอบด้วยนายณัชชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) นายพงษ์ดิษฐ พจนา รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์ การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย

++ทางเลือกสุดท้ายไม่พ้นนิวเคลียร์
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดงานว่า ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี ฉบับปรับปรุงใหม่ ได้มีการบรรจุความต้องการใช้ไฟฟ้าของระบบรถไฟฟ้าเข้าไปอยู่ในแผนแล้ว รวมถึงการลดต้นทุนการขนส่งด้านน้ำมันที่อนาคตอันใกล้จะมีแผนการก่อสร้างท่อน้ำมันไปยังภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือควบคู่ไปกับท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

ขณะที่การจัดหาพลังงานให้มีใช้อย่างเพียงพอและยั่งยืนนั้น จะต้องกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงให้มากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้า ที่ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติถึง 70% และมีแนวโน้มว่าปริมาณก๊าซในอ่าวไทยจะหมดไป ส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้น จากการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งทางเลือกหนึ่งที่จะมาช่วยลดต้นทุน คงหนีไม่พ้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจ เพราะเวลานี้ประเทศเพื่อนบ้านต่างขยับไปหานิวเคลียร์กันแล้ว

ทั้งนี้ เห็นได้จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา สมเด็จ ฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แสดงความชัดเจนที่จะเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่เกาะกง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและเชื้อเพลิง ขณะที่ประเทศเวียดนามเอง ได้เดินหน้าเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไปแล้วเช่นกัน

++รุกแผนพัฒนาโลจิสติกส์
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวปาฐกถาหัวข้อ"พัฒนาโครงข่ายคมนาคมรองรับแผนพัฒนาโลจิสติกส์ไทยอย่างไร"ว่าแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของกระทรวงคมนาคมจะสอดคล้องกับแผนการใช้พลังงานใน 20 ปีของกระทรวงพลังงาน ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าจะลดการใช้พลังงานจากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 7.1 หมื่นตันกิโลออยล์อิควิเลนซ์ หรือ KTOE ในปี 2030 ถ้าไม่ดำเนินการใดๆการใช้พลังงานจะเพิ่มเป็นสองเท่าหากสามารถทำได้ตามแผนของกระทรวงพลังงาน ก็จะประหยัดเงินไปได้ 7.5 หมื่นล้านบาท

การลดการใช้พลังงานมาจากหลายส่วน ส่วนหนึ่งมาจากภาคขนส่ง และอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันการใช้พลังงานในภาคขนส่งใกล้เคียงกับภาคอุตสาหกรรม เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงมาก ฉะนั้นต้องมีการวางแผนโลจิสติกส์ ถ้าสามารถทำได้ตามแผนเฉพาะภาคขนส่งจะลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยปีละ 1.41 แสนล้านบาท เม็ดเงินที่ลดได้นี้สามารถนำไปสร้างรถไฟฟ้าได้ 2 สายทุกปี ถ้าทุกภาครวมกันคิดว่าจะลดได้ประมาณ 2.72 แสนล้านบาท โดยเฉลี่ยภายใน 20 ปี

++เปลี่ยนจากถนนมาใช้ทางราง
สำหรับแผนของกระทรวงคมนาคม หลักๆจะเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางและขนส่ง ด้วยการให้ประชาชนหันมาใช้การขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันการขนส่งของไทยมีการใช้ถนนประมาณ 87.5% ขณะเดียวกันก็จะเร่งขยายรถไฟฟ้าครบ 10 สาย เพราะการเดินทาง ปัจจุบันเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน บีทีเอส และแอร์พอร์ตลิงค์ รวมกันประมาณ 3.7% ถ้ามีการพัฒนารถไฟฟ้าให้ครอบคลุม 10 สาย และราคา 20 บาทตลอดสาย ส่วนแบ่งรูปแบบการเดินทางโดยระบบรางก็จะเพิ่มเป็น 26.8% ในปี 2030 ฉะนั้นต้องดึงคนให้หันมาใช้รถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

++5 ปีได้ใช้รถไฟฟ้าความเร็วสูง
รถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) เป็นอนาคตของประเทศอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และเป็นการเพิ่มโอกาสการเดินทางให้กับคนทั้งประเทศ โดยวางเส้นทางไว้ 4 เส้นทางประกอบด้วย เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย เชื่อมต่อลาว-คุณหมิง ระยะทาง 615 กิโลเมตร, กรุงเทพฯ-ปาร์ดังเบซาร์ เชื่อมต่อมาเลเซีย ระยะทาง 982 กิโลเมตร, กรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในช่วงปลายปี 2556 จะแล้วเสร็จภายใน 5 ปี หรือในปี 2560

ทั้งนี้จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเฟสแรกในเส้นทางที่มีความหนาแน่นของประชากรสูงและมีระดับจีดีพีสูง โดยสายเหนือ ได้แก่ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก สายตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา (โคราช) สายตะวันออก ได้แก่ กรุงเทพฯ-พัทยา และสายใต้ ได้แก่ กรุงเทพฯ-หัวหิน ซึ่งในอนาคตจะสามารถขยายเส้นทางได้ตามแผนที่วางไว้ โดยในช่วงเดือนก.พ.ปี 2556 จะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับรถไฟฟ้าความเร็วสูง เพื่อให้เห็นประโยชน์ที่ได้รับ

"รถไฟความเร็วสูงใช้ความเร็วในการเดินทางประมาณเฉลี่ย 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ ระยะทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ใช้เวลาในการเดินทางเพียง 3 ชั่วโมง หากใช้เพื่อการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงถือว่า คุ้มค่าและยังสามารถขนส่งสินค้าได้มากถึง 100 เมตริกตัน แต่ใช้พลังงานเพียง 12,500 kwh หรือเท่ากับการสิ้นเปลืองพลังงาน 1 ใน 14 ของรถยนต์ แต่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 100 (kcal/คน/กม.) เท่านั้น" นายชัชชาติ กล่าวและว่า

โดยรวมแผนการลงทุนในอีก 10 ปีของคมนาคม 2.2 ล้านล้านบาท พัฒนาระบบรางเป็นหลัก ประมาณ 65% ถนน 24% ทางน้ำ ประมาณ 6% และทางอากาศ ประมาณ 5% เป้าหมายคือเพื่อลดการใช้พลังงาน "

++ขยายรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของโลจิสติกส์เมื่อเทียบประเทศในอาเซียน ปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับที่ 35 สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อันดับ 2 และ 7 ตามลำดับ ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี ไทย 12.5% ฉะนั้นสิ่งรัฐบาลรับผิดชอบคือโครงข่ายการขนส่งเพราะรัฐต้องรับผิดชอบระบบรถไฟ ถนน และน้ำ แต่คุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน ถนน รถไฟ ท่าเรือ ท่าอากาศยานนั้น รถไฟแย่ที่สุด และดีที่สุดคือท่าอากาศยาน ต้องมีการลงทุนอย่างมากในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้แข่งขันต่างประเทศได้ โดยเฉพาะระบบรถไฟ จัดอยู่ในอันดับ 57 สิงคโปร์ มาเลเซีย อันดับ 20 นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์ต้นทุนโลจิสติกส์

โครงสร้างพื้นฐานของไทย ถนน มากที่สุด ความยาว 2 แสนกิโลเมตร ทางน้ำก็มีชายฝั่งประมาณ 2,600 กิโลเมตร รถไฟ 4,000 กิโลเมตร เป็นทางเดี่ยว 3,700 กิโลเมตร ที่เหลือเป็นทางคู่ประมาณ 300 กิโลเมตร มีแผนจะทำทางคู่เพิ่มเป็น 3,000 กิโลเมตรทั่วประเทศและพยายามเร่งสร้างให้เสร็จภายใน 5 ปีจาก 15 ปี และล่าสุด ครม.อนุมัติทำทางคู่จากแปดริ้วไปถึงแก่งคอย

++กพช.ไฟเขียวแผนจัดหาก๊าซฯ
ด้านนายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ"ทิศทางพลังงานไทย2556"ว่า ในการจัดหาพลังงานให้มีใช้อย่างเพียงพอ ล่าสุดทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้อนุมัติแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศระยะยาวปี 2573 เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซฯไว้ถึง 7 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้ประมาณ 4.7 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยปีหน้าจะเพิ่มเป็น 5 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งหากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต เกรงว่าการจัดหาก๊าซฯจะไม่เพียงพอ เพราะความต้องการใช้ก๊าซเป็นไปแบบก้าวกระโดด หากไม่สามารถขุดพบจากแหล่งอื่นๆ ได้เพิ่มเติม จะมีก๊าซฯหรือใช้เพียง 12-15 ปีเท่านั้น

++ปตท.เล็งขยายคลังระยะที่3
สำหรับบรรยากาศในช่วงที่สอง นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ"ความมั่นคงด้านการจัดหา ปิโตรเลียมและความเป็นธรรมด้านราคา" ว่าจากความต้องการใช้ก๊าซฯที่สูงมากขึ้น แม้จะมีการขยายคลังรองรับแอลเอ็นจี เฟส 2 แล้วก็ตาม ซึ่งคาดว่าจะยังไม่เพียงพอ ทางปตท.จึงมีแผนที่จะหาพื้นที่ใหม่ ขยายคลังแอลเอ็นจีระยะที่ 3 อีก 10 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง ยืนยันว่าไทยจะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน ซึ่งทางปตท.อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ท่อส่งน้ำมันเส้นสระบุรี-ขอนแก่น ส่วนท่อส่งน้ำมันเส้นสระบุรี-พิษณุโลก อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ถือหุ้นคาดว่าจะสามารถสรุปความชัดเจนด้านการลงทุนได้ภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ จะมีการขยายท่อส่งก๊าซฯ บนบกเส้นนครราชสีมาและนครสวรรค์ คาดแล้วเสร็จภายในปี 2557 และขยายคลังรองรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี) ที่เขาบ่อยา จ.ชลบุรี เพื่อให้สามารถรองรับแอลพีจีเป็น 2.5 แสนตันต่อเดือน เนื่องจากพบว่าปริมาณความต้องการใช้แอลพีจีเติบโตต่อเนื่อง

++กฟผ. เร่งทำความเข้าใจตั้งโรงไฟฟ้า
นายพงษ์ดิษฐ พจนา รองผู้ว่ากิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวในหัวข้อ"ความมั่นคงด้านการผลิตกระแสไฟฟ้าในไทยใน 5-10 ปีข้างหน้าและความเป็นธรรมด้านราคา"ว่าเวลานี้ความต้องการใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นสูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การจัดหาหรือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเป็นไปอย่างยากลำบาก จากปัญหาการต่อต้าน ซึ่งหากพิจารณาตามแผนพีดีพี ฉบับปรับปรุงใหม่ จะเป็นว่า เวลานี้ประเทศมีปริมาณสำรองไฟฟ้าอยู่ที่ 16 % และจะเพิ่มขึ้น เป็น 24 % ในปี 2559 และจะลดเหลือ 18 % ในปี 2564 แต่หากการสร้างโรงไฟฟ้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะส่งผลให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าลดลงในระดับต่ำหรือมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง

ดังนั้น ระหว่างนี้ กฟผ.จะต้องเร่งการสร้างความรู้ความเข้าใจกับทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับ โดยเฉพาะการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่มีแผนจะก่อสร้างและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2562 ซึ่งหากดำเนินการได้จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวลดลงมาได้ และเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงของประเทศมากขึ้น

++ หนุนสร้างเจ้าพระยาเส้นใหม่
นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์ การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยกล่าวในหัวข้อ"สิ่งที่ระบบโลจิสติกส์ต้องการในปัจจุบันและอนาคตเพื่อการขนส่งอย่างมีประสิทธิผลและเป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการ"ว่าในแง่ของภาคโลจิสติกส์ในส่วนที่รัฐวางแผนไว้นั้นถ้าเป็นไปตามแผนไม่มีปัญหาระบบการขนส่งก็ยังดำเนินการได้ โดยเฉพาะการขนส่งทางบกที่จะได้ประโยชน์มากขึ้นจากการเปิดเออีซีปี2558 และความร่วมมือลุ่มน้ำโขงที่เกิดขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ภาคโลจิสติกส์ขยายตัวไปสู่ภูมิภาคนี้มากขึ้น

นอกจากนี้การขนส่งทางน้ำเราจำเป็นต้องสร้างแม่น้ำเจ้าพระยาเส้นใหม่ในประเทศไทย เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบันมีเส้นทางคดเคี้ยวเป็นอันตรายเมื่อต้องบรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักมากๆอย่างขนน้ำตาลทรายก็มักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ และเมื่อเกิดแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่2ขึ้นก็จะช่วยดันน้ำที่ท่วมล้นในพื้นที่อื่นได้ก็จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ทางหนึ่ง ดังนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาเส้นใหม่นี้ควรจะยึดตามแนวน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วเป็นหลักจะช่วยเรื่องการระบายน้ำได้ และสามารถสร้างทางรถไฟคู่ขนานแม่น้ำได้ ซึ่งตรงนี้ถ้ารัฐทำได้ก็จะเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลต้องไปศึกษาว่าแนวไหนทำได้บ้าง

++ยันร่างกม.กู้เงินใช้ทันปีหน้า
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าหลังจากรัฐบาลมอบหมายให้สศค.ยกร่างพระราชบัญญัติกู้เงินเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ว่า ขณะนี้สศค.อยู่ระหว่างยกร่างพระราชบัญญัติกู้เงินฯดังกล่าว โดยขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 90% คาดว่าน่าจะผลักดันให้มีผลบังคับใช้ได้ทันในปี 2556 โดยประเมินว่าต้องกู้เงินเฉลี่ยปีละ 2-3 แสนล้านบาท โดยในปีหน้าจะเริ่มกู้เงินลงทุนราว 1.5-2 แสนล้านบาท

"เร็วๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรงการคลัง เตรียมตั้งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ(สบน.) เข้ามาเป็นประธานคณะทำงานจัดสรรโครงการร่วมกับกระทรวงคมนาคม อย่างไรก็ตามการเรียงลำดับความสำคัญโครงการลงทุน อยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงคมนาคม รวมรวมไว้ ทั้งนี้ในส่วนของสบน.นั้น จะเป็นเพียงผู้จัดหาเงินลงทุนให้เท่านั้น โดยโครงการลงทุนรถไฟฟ้าและรถไฟความเร็วสูงทั้งหมดจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน"

จาก http://www.thannews.th.com  วันที่ 10 ตุลาคม 2555

สศค.ยันเศรษฐกิจไทยยังแน่นปึ้ก

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ทาง สศค.อยู่ระหว่างการเร่งติดต่อประสานงานกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของต่างประเทศ เพื่อให้มีการพิจารณาข้อมูลของเศรษฐกิจไทยใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การยกอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้สูงขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นผลดีต่อภาคเอกชนในการกู้ยืมเงิน

“ตอนนี้เครดิตประเทศไทยต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง ขณะที่หลายประเทศพื้นฐานสู้ไทยไม่ได้ แต่ได้เครดิตสูงกว่าไทย จึงต้องชี้แจงให้สถาบันจัดเครดิตเรตติ้งรู้ข้อมูลล่าสุดของเรา” นายสมชัย กล่าว

ในส่วนของทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยนั้น สศค.ประเมินว่า ในปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ระดับ 5.2% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนของภาคเอกชน รวมไปถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงินไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ภายในระยะเวลา 7 ปี โดยยืนยันว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง มีอัตราการว่างงานที่ต่ำ 0.6% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 3% อย่างไรก็ตาม สศค.เห็นว่ายังมีความเสี่ยงที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท รวมไปถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปด้วย

“สศค.คาดการณ์ว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่องได้ประมาณ 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่เศรษฐกิจต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการบริโภคภาคเอกชน ที่ขยายตัว 5.2% และการลงทุนภาคเอกชน ที่จะขยายตัวกว่า 14% ซึ่งสูดสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้เศรษฐกิจมีการเติบโตได้ตามเป้าหมายทั้งปี ที่ 5.5%” นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย กล่าวต่อว่า การที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ลง เหลือ 3.3% นั้น เป็นไปตามที่ สศค.คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เนื่องจากเห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก จากปัญหาเศรษฐกิจของประเทศแถบยูโรโซน ขณะที่ปีหน้าทิศทางเศรษฐกิจโลก จะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ อยู่ที่ 3.6% โดยเศรษฐกิจยุโรปได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และการเมืองจะนิ่งมากขึ้น หลังอิตาลีและเยอรมันมีการเลือกตั้ง สหรัฐอเมริกาจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางภาคการคลัง และญี่ปุ่นจะกลับมาเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้ดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 55 ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.3% และลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 56 ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.6% โดยไอเอ็มเอฟ ระบุว่า เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอ่อนแรงลง ซึ่งการขยายตัวที่ช้าลงของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

จาก http://www.banmuang.co.th  วันที่ 10 ตุลาคม 2555

KBSแย้มยอดแจกเงินปันผลมีแนวโน้มจ่ายมากกว่าปีก่อน

KBS ประเมินราคาหุ้นพุ่งต่อเนื่อง คาดนักลงทุนเล็งเห็นถึงอนาคต ทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน มีค่า P/E แค่ 6 เท่า เทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกันอยู่ที่ 12 เท่า ทั้งเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอปีละ 2 ครั้ง ส่งซิกงวดปลายปีมีลุ้นจ่ายมากกว่าปีก่อน ส่วนผลงานปีนี้คาดใกล้เคียง ปีก่อน แต่มีแนวโน้มโตก้าวกระโดดหลังโรงไฟฟ้าเริ่มเดินเครื่องพร้อมขายให้ กฟผ.ในปี 57 ด้านนักวิเคราะห์ประเมินหุ้น KBS ระบุปัจจัยลบสะท้อนไปยัง ราคาหุ้นมากแล้ว ราคายังมี up-side อีกเพียบ พร้อมแนะนำซื้อ

นายถกล ถวิลเติมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ KBS เปิดเผยว่า แนวโน้มรายได้และกำไรสุทธิปีนี้ คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีรายได้ประมาณกว่า 6 พันล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณกว่า 700 ล้านบาท แม้ว่าเดิมได้ตั้งเป้าว่า ผลประกอบการจะสูงกว่าปีก่อน แต่ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม ทำให้มีการส่งเครื่องจักรที่จะเพิ่มกำลังการผลิตล่าช้า แต่บริษัทได้มีการขายน้ำตาลล่วงหน้าไปแล้ว 100% ในราคาที่อยู่ในระดับสูงประมาณ 25-26 เซนต์ต่อปอนด์ และยังมีรายการที่ชำระเป็นดอกเบี้ยลดลง จึงทำให้เป็นส่วนช่วยชดเชยยอดขายที่หายไป

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลังจะสูงกว่าครึ่งปีแรก เพราะเป็นช่วงที่ส่งสินค้ามากที่สุด ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการส่งออกอยู่ประมาณ 70% และจำหน่ายในประเทศ 30%

สำหรับในปี 2556 คาดว่าผลประกอบการจะสูงกว่าปีนี้ ทั้งในแง่ของกำไรและรายได้ เพราะจะเข้าสู่ภาวะปกติของบริษัท แต่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดลงอยู่ที่ระดับ 20 เซนต์ต่อปอนด์ ซึ่งต่ำกว่าราคาที่ขายได้ในปีนี้ แต่บริษัทได้ขายล่วงหน้าไปแล้วประมาณ 50% ในราคา 25-26 เซนต์ต่อปอนด์ และยังเหลืออยู่ที่ประมาณ 50% คงต้องมาติดตามว่าจะมีความเสี่ยงในเรื่องของอัตรา แลกเปลี่ยนและความต้องการของตลาดลดลงหรือไม่ จนส่งผลต่อราคาน้ำตาลในปีหน้า แต่คาดว่าราคาจะเฉลี่ยไม่เกิน 23 เซนต์ต่อปอนด์ เพราะเชื่อว่าราคาน้ำตาล ในปัจจุบันที่ 20 เซนต์ต่อปอนด์ ถือเป็นจุดที่ต่ำสุดแล้ว

อย่างไรก็ดี ในปี 2557 บริษัทจะมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากการรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัทย่อย โดยมีกำลังการผลิต 35 เมกะวัตต์ โดยจะขายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะทำให้มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปี

ส่วนกรณีที่ราคาหุ้น KBS ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น คาดว่าเป็นสาเหตุจากการที่นักลงทุนอาจเห็นว่า ราคาหุ้นของบริษัทยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพื้นฐาน เพราะเมื่อประเมินจากราคาหุ้นบริษัทที่อยู่ในระดับ 10 บาท จะมี P/E อยู่ที่ประมาณ 6 เท่า ซึ่งหากเทียบกับราคาหุ้นของบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันจะอยู่ที่ประมาณ 12 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่า จึงเป็นที่น่าสนใจ เพราะบริษัทยังคงนโยบายการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยในปีก่อนได้จ่ายปันผลในอัตรา 0.60 บาทต่อหุ้น ซึ่งในปีนี้ได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตรา 0.20 บาทต่อหุ้น และจะจ่ายอีกครั้งในงวดปลายปีนี้ ซึ่งคงไม่ต่ำกว่าอัตราการจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในปีก่อนอย่างแน่นอน

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอสวิคเคอร์ส คาดการณ์ถึงผลการดำเนินงานของ KBS โดยระบุว่า กำไรของ KBS ในปี 55 และ 56 จะยังคงแข็งแกร่ง และยังเป็นหุ้นที่เหมาะต่อการลงทุน แม้ว่าจะมีแนวโน้มธุรกิจที่อ่อนลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และได้มีการปรับประมาณการลงในสมมติฐานเกี่ยวกับราคาน้ำตาล จากเดิมที่ 25 เซนต์ต่อปอนด์ เป็น 23.5 เซนต์ต่อปอนด์ โดยคาดว่าปริมาณหีบอ้อยปีหน้าจะเติบโตอีก 10% เป็น 2.8 ล้านตัน ซึ่งจะช่วยชดเชยราคาน้ำตาลที่ลดลงได้ ส่วนสาเหตุที่คาดว่ากำไรจะอ่อนลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากปริมาณการส่งออกน้ำตาลที่จะน้อยลงในไตรมาส 4/55 เนื่องจากประเทศบราซิลจะมีการส่งออกน้ำตาลเป็นจำนวนมากในช่วงเวลานั้น ยังผลให้เป็นการกดดันราคาน้ำตาล สำหรับโรงงานน้ำตาลของไทยจะมีฤดูกาล ส่งออกในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคม

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโรงงานไฟฟ้า ถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มกำไรในระยะยาว โดยโรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิต 35 เมกะวัตต์ เป็นประเภท ชีวมวล ใช้เงินลงทุน 1.6 พันล้านบาท และจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 57 โดยบริษัทวางแผนที่จะขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ.ในจำนวน 22 เมกะวัตต์ ส่วนกำลังการผลิตในส่วนที่เหลือจะใช้กับโรงงานน้ำตาล คาดว่าโรงงานไฟฟ้าแห่งใหม่นี้จะช่วยเพิ่มรายได้ปีละ 300-400 ล้านบาทต่อปี ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นสูงเป็น 50% นั่นคือจะช่วยดันกำไรสุทธิต่อปีให้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้น KBS ยังคงคำแนะนำซื้อ ปรับราคาพื้นฐานลงเป็น 12.00 บาทต่อหุ้น หลังจากได้มีการปรับประมาณการให้ต่ำลงในปี 56 ในอัตรา 9.7% ด้วยการปรับสมมติฐานเกี่ยวกับราคาน้ำตาลให้ลดลง และประเมินด้วยวิธี DCF หรือเทียบเท่า P/E ปี 55 ที่ 7.5 เท่า แต่ทั้งนี้ เชื่อว่า ปัจจัยด้านลบได้รับรู้ไปในราคาหุ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว นั่นคือราคาหุ้น KBS นั้น ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน (underperformed) SET ใน YTD ถึง 28% แล้ว

จาก http://www.siamturakij.com  วันที่ 10 ตุลาคม 2555

เกษตรฯผลักดันมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยสู่อาเซียนประกาศใช้แล้ว29เรื่อง ยกร่างอีก9เรื่อง

กระทรวงเกษตรฯ เร่งผลักดันมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยสู่อาเซียน ประกาศใช้แล้ว 29 เรื่อง ครอบคลุมพืชผัก-ผลไม้ ปีนี้ยกร่างฯเพิ่มอีก 9 เรื่อง มุ่งสร้างความเท่าเทียม-ลดอุปสรรคทางการค้า เอื้อประโยชน์ต่อการส่งออกสู่ตลาด AEC พร้อมดันสู่มาตรฐานโลก

นายธรรมรัต หวั่งหลี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานวันสถาปนา มกอช.ในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษในวันที่ 9 ตุลาคม 2555 ว่า ทิศทางของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือ เร่งขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับของสากล พร้อมสนับสนุนการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อการส่งออก และช่วยผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลกในอนาคต ขณะเดียวกัน มกอช.ยังได้มีแผนเร่งผลักดันมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่เวทีอาเซียนทั้งมาตรฐานสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อสร้างความเท่าเทียมและช่วยลดอุปสรรคทางเทคนิคในการค้าระหว่างกัน ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยสู่ตลาดอาเซีย ทั้งนี้ เนื่องจากการค้าระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี(AEC) ในปี 2558 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่ามูลค่าสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในอาเซียนจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2554 ที่มีมูลค่าการส่งออก ประมาณ 2.4 แสนล้านบาท ขณะที่มีมูลค่านำเข้า ประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งตลาดอาเซียนนับเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย มีตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์

ด้านนายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีมาตรฐานที่ได้รับรองประกาศเป็นมาตรฐานอาเซียนแล้ว จำนวน 29 เรื่อง มีทั้งมาตรฐานผลไม้และมาตรฐานผัก ได้แก่ ทุเรียน สับปะรด มะม่วง เงาะ มะละกอ ส้มเปลือกล่อน ส้มโอ มังคุด แตงโม ฝรั่ง ลางสาด ลองกอง กล้วย มะพร้าวอ่อน ขนุน เมล่อน สละ ชมพู่ และละมุด นอกจากนั้นยังมี ได้แก่ กระเจี๊ยบเขียว กระเทียม หอมหัวใหญ่ หอมแดง พริก แตงกวา มะเขือยาว ข้าวโพดหวาน ฟักทอง และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งปี 2555-2556 มกอช.ได้ร่วมพิจารณายกร่างมาตรฐานอาเซียนเพิ่มอีก 9 เรื่อง คือ มะขามหวาน กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ขมิ้น เม็ดกาแฟ เม็ดโกโก้น้อยหน่า ชา และเห็ด เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายหลักของอาเซียนที่จะร่วมเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน

“นอกจากการผลักดันมาตรฐานผักและผลไม้สดไทยเป็นมาตรฐานอาเซียนแล้ว มกอช.ยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดค่ามาตรฐานสารพิษตกค้าง(MRL)ในสินค้าเกษตรของอาเซียนด้วย โดยมีการประกาศใช้เป็นมาตรฐานอาเซียนแล้วประมาณ 40 ค่ามาตรฐาน ซึ่งประมาณ 30 ค่ามาตรฐานเสนอโดยประเทศไทย ขณะเดียวกันยังได้ผลักดันการจัดทำมาตรฐานจีเอพี(GAP)ผักและไม้ และมาตรฐาน GAP กุ้งของอาเซียนด้วย โดยเฉพาะ GAP กุ้ง รูปแบบและเนื้อหาของมาตรฐานส่วนใหญ่ยึดของไทยเป็นหลัก ซึ่งอนาคตคาดว่า จะเกื้อหนุนต่อการส่งออกสินค้าผัก ผลไม้ และสินค้ากุ้งไทยที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสู่ตลาดอาเซียนได้เพิ่มสูงขึ้น” นายศักดิ์ชัย กล่าว

สำหรับกระบวนการปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าของอาเซียน มี 2 แนวทาง คือ 1.การปรับประสานมาตรฐานเข้ากันหากันเพื่อสร้างมาตรฐานกลางโดยเป็นมาตรการกึ่งสมัครใจ และ2.การลงนามบันทึกข้อตกลงการยอมรับร่วม(MRA) ซึ่งมีข้อผูกพันให้ประเทศสมาชิกที่ลงนามต้องปฏิบัติตามและยอมรับในกฎระเบียบ มีข้อดี คือ สินค้าจะถูกตรวจสอบที่ประเทศต้นทางเท่านั้น ไม่มีการตรวจซ้ำที่ปลายทาง ทำให้การส่งออก-นำเข้าเกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงโดยเฉพาะสินค้าพืชอาจมีศัตรูพืชกักกันเล็ดลอดเข้าแพร่ระบาดในประเทศได้

นอกจากนี้ มกอช.ยังมีแผนเร่งเชื่อมโยงมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยสู่มาตรฐานอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันยังจะร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งผลักดันมาตรฐานสินค้าเกษตรของอาเซียนให้เป็นมาตรฐานระหว่างประเทศหรือมาตรฐานโลก โดยมุ่งให้โคเด็กซ์(Codex) โอไออี(OIE) และไอพีพีซี(IPPC)ยอมรับในมาตรฐานต่างๆ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยให้กับประเทศผู้นำเข้าทั่วโลกได้อีกทางหนึ่ง คาดว่าจะส่งผลดีต่อการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในระยะยาว

จาก http://www.thannews.th.com  วันที่ 9 ตุลาคม 2555

กรมศุลแนะเอกชนพัฒนาเครือข่ายเชื่อมระบบออนไลน์ส่งออก-นำเข้า

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย ว่า กระทรวงการคลังพร้อมให้การสนับสนุนกรมศุลกากร ในการพัฒนาระบบ National Single Window (NSW) ให้สามารถใช้ร่วมกันระหว่าง รัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) เอกชนต่อเอกชน (B to B) และรัฐบาลต่อเอกชน (G to B) ในอนาคต เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ ลอจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งจะสามารถ ช่วยในเรื่องการประหยัดทรัพยากร ประหยัดพลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ

โดยกรมศุลกากรได้พัฒนาระบบ NSW เพื่ออำนวยความสะดวกในการ ทำพิธีการด้านศุลกากรส่งออก-นำเข้ากับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความสะดวกรวดเร็ว ส่งข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังจุดเดียว สามารถ กระจายไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ในทันที

สำหรับการเชื่อมโยงข้อมูล ของ 36 ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนำเข้า การส่งออกและ ลอจิสติกส์กับระบบ NSW ของประเทศ มีความก้าวหน้ามาก โดยมีหน่วยงานที่พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ NSW แล้ว จำนวน 10 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1) กรมศุลกากร 2) กรมการค้าต่างประเทศ 3) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 4) กรมโรงงานอุตสาหกรรม 5) กรมปศุสัตว์ 6) กรมสรรพสามิต 7) สำนัก งานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 8) กรมประมง 9) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 10) กรมปศุสัตว์กับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

หน่วยงานที่อยู่ระหว่างทดสอบระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ NSW 10 หน่วยงาน 1) สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย 2) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ 3) กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 4) กรมธุรกิจพลังงาน 5) กรมการขนส่งทางบก 6) กรมการอุตสาหกรรมทหาร 7) สำนักงานปรมาณู เพื่อสันติ 8) กรมศิลปากร 9) กรมการปกครอง 10) สำนักงานกองทุนสงเคราะห์ การทำสวนยาง

หน่วยงานที่อยู่ระหว่างการจัดซื้อ/จัดหาหรือพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ NSW 13 หน่วยงาน 1) กรมการค้าภายใน 2) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 3) กรมป่าไม้ 4) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 5) กรมวิชาการเกษตร 6) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 7) กรมเจ้าท่า 8) กรมการบินพลเรือน 9) การท่าเรือแห่งประเทศไทย 10) หอการ ค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศ ไทย 11) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย 12) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ 13) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

และหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการ จัดหางบประมาณ 3 หน่วยงาน 1) กรมทรัพยากรธรณี 2) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 3) กรมควบคุมโรคเท่ากับว่าขณะนี้เครือข่ายด้านต่างๆ พร้อมแล้ว กรมศุลกากรจึงกระตุ้นให้ภาคเอกชนเห็นความสำคัญ และพัฒนาระบบของตนเอง รวมทั้งร่วมบูรณาการระบบเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของพิธีการด้านศุลกากรของประเทศ

จาก http://www.siamturakij.com  วันที่ 9 ตุลาคม 2555

เตือนขึ้นทะเบียนสารกำจัดศัตรูพืช ต้องคิดให้รอบคอบมีทั้งได้-เสียประโยชน์

พิจิตร - นายวีรวุฒิ กตัญญูกุล นายกสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กล่าวถึงสาร 4 ชนิด ได้แก่ อีพีเอ็น ไดโครโตฟอส คาร์โบฟูราน และเมทโทมิล ที่มีการเรียกร้องให้ยกเลิกการขึ้นทะเบียนว่า เป็นเรื่องของกรมวิชาการเกษตร ที่เป็นหน่วยงานรับขึ้นทะเบียนโดยตรงจะเป็นผู้พิจารณาชี้ขาด มีสาร 2 ตัวแรก บริษัทผู้นำเข้าไม่ประสงค์จะยื่นขอขึ้นทะเบียนใหม่แล้ว ในส่วนของสารเมทโทมิล ด้านหนึ่งมีกลุ่มให้ยกเลิก อีกด้านหนึ่งสมาคมชาวสวนมะม่วงที่ผลิตมะม่วงเพื่อส่งออก เรียกร้องให้กระทรวงเร่งดำเนินการจดทะเบียนโดยเร็ว เพราะมีความจำเป็นต้องการใช้เพื่อป้องกันแมลงศัตรูมะม่วงก่อนระยะห่อผล

"ข้อดีของเมทโทมิลคือประสิทธิภาพดีและไม่มีพิษตกค้าง เนื่องจากสลายตัวได้เร็ว ประเทศผู้รับซื้อมะม่วง โดยเฉพาะญี่ปุ่นยอมรับได้ แต่ข้อเสียก็คือมีพิษร้ายแรงเมื่อเข้าทางปาก เพราะเกษตรกรใช้ฉีดพ่นไม้ผลสูงๆ หลายกรณีมีอันตรายถึงชีวิต และเป็นสารที่มีผู้นิยมใช้ฆ่าตัวตายมากที่สุด"

ในขณะสารคาร์โบฟูรานด้านหนึ่งมีพิษทางปากร้ายแรงเช่นกัน แต่เมื่อผลิตในรูปสารเคลือบทราย สำหรับใช้หว่าน ไม่ได้ฉีดพ่น โอกาสได้รับพิษทางปากจึงน้อย และโดยคุณสมบัติที่เป็นพิษน้อยทางผิวหนัง และเป็นสารดูดซึม จึงนิยมใช้ป้องกันแมลงศัตรูข้าว ทั้งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แมลงบั่ว และหนอนกอ สารทดแทนตัวอื่นยังไม่มีประสิทธิภาพเท่า โดยเฉพาะการกำจัดแมลงบั่ว

"90% ของสารคาร์โบฟูรานใช้ในนาข้าว แต่กรมวิชาการเกษตรกลับยกเลิกการแนะนำมาใช้ในนาข้าว เพราะเกรงทำให้ปลาตาย อีกทั้งปัจจุบันการทำนาข้าวกับการเลี้ยงปลาแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ถ้าไม่ให้ใช้ในนาข้าว น่าจะยกเลิกการใช้ไปเสียเลย"

การยกเลิกการใช้สารกำจัดศัตรูพืช จำเป็นต้องพิจารณาโดยรอบคอบ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายทั้งผู้ได้ประโยชน์ผู้เสียประโยชน์รวมทั้งเกษตรกรอาจเดือดร้อนได้ ในประเทศพัฒนาแล้วจึงใช้วิธีประเมินผลได้และผลเสียของการใช้ผลิตภัณฑ์ โดยเปรียบเทียบผลเสียจากการใช้กับผลประโยชน์ที่ได้รับ

จาก http://www.khaosod.co.th  วันที่ 9 ตุลาคม 2555

กนง.ห่วงเกษตรกรหนี้ล้นตัว

กนง.กังวลหนี้ครัวเรือนเพิ่ม ห่วงผู้มีรายได้น้อย ภาคเกษตรมีหนี้สูง 17 ต.ค.นี้ ธปท.เสนอข้อมูลหลังเกาะติดประสาน สสช.สำรวจความรู้การเงิน-ก่อหนี้

ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ต.ค.นี้ ธปท.จะนำเสนอข้อมูลหนี้ภาคครัวเรือนและการเติบโตของสินเชื่อในภาคครัวเรือนให้ กนง.รับทราบ เนื่องจากการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้แสดงความเป็นห่วงหนี้ภาคครัวเรือนและกำชับให้ ธปท.ช่วยดูเรื่องนี้มากขึ้น

นอกจากนี้ กนง.ยังฝากให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประสานงานไปยังสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) โดยขอให้การสำรวจในปีหน้ามีการพ่วงคำถามที่เน้นความรู้ความเข้าใจทางการเงินและการก่อหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มเติมด้วย

“ข้อมูลภาคครัวเรือนยังต้องอ้างอิงจากการสำรวจของ สสช.ในทุก 2 ปี และจากการสำรวจข้อมูลในระบบสถาบันการเงินยอมรับว่า ยังไม่นับรวมหนี้นอกระบบจำนวนมากถือเป็นเรื่องยากที่จะรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายตามแหล่งต่างๆ แต่ ธปท.เห็นด้วยว่าควรมีการศึกษาข้อมูลหนี้ภาคครัวเรือนมากขึ้น” แหล่งข่าว ธปท.เปิดเผย

สำหรับการก่อหนี้ของภาคเกษตรกรที่สูงอาจจะทำไว้ในช่วงที่คาดหวังว่าราคาพืชผลจะสูง หากเศรษฐกิจโลกชะลอลงจะมีผลกระทบ ธปท. จึงต้องติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดต่อไป

ด้านรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อที่มีการประเมินเศรษฐกิจล่าสุด ฉบับเดือน ก.ค.ปีนี้ เริ่มพบว่ากลุ่มอาชีพเกษตรกรรมอาจจะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดที่จะมีภาระหนี้สูงขึ้นมากกว่ากลุ่มอาชีพอื่น โดยมีสัดส่วนรายจ่ายชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 0.35 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 0.31 เท่า ขณะที่อาชีพแรงงานและรับจ้างยังมีภาระชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำที่ 0.21 เท่าของรายได้ การก่อหนี้ดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยง

“ภาคครัวเรือนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางในอาชีพเกษตรกรรมที่รายได้ขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำราคาสินค้าเกษตรก็อาจจะต่ำลงกระทบรายได้ลดลงได้”

จาก http://www.posttoday.com วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

บี้รัฐปล่อยสินเชื่อรถตัดอ้อยชาวไร่โวย'กระทรวงอุตฯ'ยื้อ

ชาวไร่เร่งจี้กระทรวงอุตสาหกรรม ปล่อยสินเชื่อรถตัดอ้อยให้ชาวไร่ใช้ทันในฤดูการผลิต 2555/2556 หลังยื่นขอมาแล้ว 220 คัน แต่ยังไม่คืบ หวั่นเดือดร้อนเรื่องการหาแรงงาน

นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า ชาวไร่อ้อยต้องการให้คณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (บอร์ด กท.) เร่งพิจารณาอนุมัติโครงการสินเชื่อเพื่อซื้อรถตัดอ้อยวงเงิน 3,000 ล้านบาท ภายในไม่เกินเดือนตุลาคมนี้ เพื่อที่จะได้จัดซื้อรถให้ทันฤดูการผลิตปี 2555/2556 ที่จะเริ่มเปิดหีบปลายปี

เนื่องจากหากล่าช้าจะเกิดปัญหาต่อการจ้างแรงงานตัดอ้อยเป็นอย่างมาก เมื่อ นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ในฐานะประธานบอร์ด กท. เกษียณอายุไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2555 ทำให้ยังไม่คืบหน้าในการอนุมัติจัดซื้อรถตัดอ้อย จึงต้องการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งแต่งตั้งประธานบอร์ด กท.โดยเร็ว เพราะหากช้าชาวไร่จะต้องเดือดร้อนในการหาแรงงานมากขึ้น

ขณะเดียวกันก็จะเสนอขอสินเชื่อเพื่อจัดซื้อรถตัดอ้อยมายังกองทุน ล่าสุด 220 คัน วงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่ที่ผ่านมายังไม่สามารถอนุมัติ เนื่องจากทางประธานกองทุนได้ตั้งคณะทำงานที่มี นักวิชาการเข้ามาพิจารณากำหนดคุณภาพหรือสเป็กรถตัดอ้อย เพราะเกรงว่ารถส่วนใหญ่ ที่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นมือ 2 อาจจะทำให้ชาวไร่เสียเปรียบและ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ชาวไร่อ้อยเห็นว่าโรงงานน้ำตาลทรายเป็นผู้ค้ำประกันการซื้ออยู่แล้ว จึงไม่น่าจะเกิดปัญหา

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงเตรียมพิจารณาจัดตั้งกรรมการบอร์ดที่เกี่ยวข้องภายหลังมีการโยกย้ายตำแหน่งราชการใหม่โดยเฉพาะบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยจะเร่งให้เร็วที่สุดเพื่อนำเสนอ ครม.ต่อไป

สำหรับการจัดสรรปริมาณอ้อยเข้าหีบฤดูการผลิตปี 2555/2556 กรณีโรงงานเปิดใหม่ยืนยันต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือ รง. 4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ก่อนเท่านั้น ซึ่งเบื้องต้นมีโรงงานน้ำตาลใหม่ 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานน้ำตาลรวมเกษตรกรอุตสาหกรรม จังหวัดเลย โรงงานน้ำตาลขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โรงงานน้ำตาลไทยกาญจนบุรี จังหวัดอุดรธานี และโรงงานน้ำตาลมิตรเกษตร จังหวัดอุทัยธานี

รอ -ตัวอย่างรถตัดอ้อยที่ชาวไร่เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมอนุมัติ เพื่อที่จะได้เร่งซื้อมาใช้ในฤดูเก็บเกี่ยวแทนแรงงานคนที่อาจจะขาดแคลน

จาก http://www.prachachat.net วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สศก.ประเมินเกษตรอินทรีย์ เพิ่มคุณภาพชีวิต‘เกษตรกร

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ถึงผลการประเมินแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2551-2554 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งพบว่า เกษตรกรที่มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นเกษตรอินทรีย์ มีอัตราการเจ็บป่วยจากการลดใช้สารเคมีลงเหลือร้อยละ 4 จากเดิมที่มีการเจ็บป่วยถึงร้อยละ 25 ซึ่งช่วยลดรายจ่ายจากค่ารักษาพยาบาลได้เฉลี่ยปีละ 5,550 บาท โดยเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตจากการลดใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีได้เฉลี่ยไร่ละ 558 บาท พร้อมทั้งสามารถลดปัญหาเกี่ยวกับการปรับปรุงบำรุงดินลงได้ร้อยละ 60 ของเกษตรกรที่เลิกใช้สารเคมีอย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับดินของเกษตรกรยังดำเนินการได้ในพื้นที่จำกัด เนื่องจากในช่วงระยะปรับเปลี่ยนเป็นระบบเกษตรอินทรีย์จำเป็นต้องใช้เวลา และเอาใจใส่ในการดูแลมาก ในระยะแรก ซึ่งเกษตรกรทำได้จำกัดตามแรงงานสมาชิกในครัวเรือน

สำหรับการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย พบว่า ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของไทย สามารถแข่งขันได้ดี และมีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2551 มีปริมาณการส่งออก 3,663 ตัน จนถึงปี 2554 มีปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 5,967 ตัน คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 18

ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ที่จะดำเนินการต่อเนื่องในระยะต่อไป จะสามารถยกระดับให้เกษตรกรกลุ่มนี้พัฒนาการผลิตได้ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยควรมีการประชาสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคให้เห็นความสำคัญของการบริโภคสินค้าปลอดภัย เพื่อสามารถขยายตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้นอันจะส่งผลให้เกษตรกรหันมาผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นด้วย

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

1ทศวรรษมกอช.ผลักดัน มาตรฐานเกษตรสู่อาเซียน

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญ ผอ.สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบวันสถาปนา มกอช.ปีที่ 10 หรือครบ 1 ทศวรรษ ในวันที่ 9 ตุลาคม 2555 นี้ นอกจาก มกอช.จะมุ่งพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับของสากล พร้อมสนับสนุนการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อการส่งออก และช่วยผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารของโลกในอนาคตแล้ว มกอช.ยังได้มีแผนเร่งผลักดันมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่เวทีอาเซียนทั้งมาตรฐานสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อสร้างความเท่าเทียมและช่วยลดอุปสรรคทางเทคนิคในการค้าระหว่างกัน ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยสู่ตลาดอาเซียน เนื่องจากการค้าระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น และคาดว่ามูลค่าสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในอาเซียนจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผอ.กองทุนอ้อยฯย้ำปีหน้าราคาน้ำตาล

วีระศักดิ์ ขวัญเมืองสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.)ตั้งขึ้นมาเพื่อมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 3 ประการ คือ1.เพื่อศึกษา-วิจัยและพัฒนาส่งเสริมการผลิต การใช้และการจำหน่ายอ้อยและน้ำตาล

2.รักษาเสถียรภาพราคาน้ำตาลในประเทศ 3.รักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวมของประเทศ ซึ่งขณะนี้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลถือว่ามีบทบาททางการค้าการส่งออกมาก โดยไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล

ล่าสุด "ฐานเศรษฐกิจ"สัมภาษณ์ วีระศักดิ์ ขวัญเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย(กท.)ถึงการรับมือกับการแข่งขันในเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)รวมถึงสถานะหนี้ของกท.ในปัจจุบัน

ผู้อำนวยกท.กล่าวว่าในช่วง10 ปีที่ผ่านมาเกิดความไม่สมดุลขึ้นระหว่างต้นทุนกับรายได้ของอุตสาหกรรมนี้ จึงเป็นปัญหามาโดยตลอด โดยเฉพาะราคาอ้อยขั้นต้นที่ไม่คุ้มกับต้นทุนผลิต ทำให้ต้องไปกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)เพื่อมาช่วยเหลือชาวไร่อ้อยให้สามารถประกอบอาชีพนี้ต่อไปได้ เพราะเป็นต้นน้ำ
"ตอนนี้ราคาอ้อยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาดีขึ้นราคาทะลุ 1,000 บาท/ตันอ้อย โดยกองทุนอ้อยฯมีส่วนเข้าไปสนับสนุนราคาอ้อยปี 2553/2554 จำนวนตันละ105 บาท หลังจากที่คำนวณราคาขั้นต้นแล้ว"

+++เปิดตลาดเออีซีรับมือแค่ไหน
เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการแข่งขันในตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลจำเป็นต้องปรับโครงสร้างทั้งระบบเพื่อให้แข่งขันได้ ซึ่งก่อนหน้านี้กท.ได้จ้างทีดีอาร์ไอทำการศึกษาปรับโครงสร้างดังกล่าว โดยประเด็นที่ออกมาชัดเจนคือระบบราคาน้ำตาลในประเทศ จะควบคุมไม่ได้ จะต้องปล่อยลอยตัวตามราคาตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่อยากให้มีการทบทวนการเปิดลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศในปี2556 เพื่อเตรียมการแข่งขันในตลาดเออีซี บวกกับไทยมีข้อได้เปรียบเพราะเป็นเบอร์ 1 ด้านการส่งออกในแถบนี้อยู่แล้ว ซึ่งจะเห็นว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในด้านที่ตั้ง เพราะถ้าซื้อน้ำตาลจากบราซิลและออสเตรเลียก็ต้องแบกภาระด้านค่าขนส่งสูงมากเพราะอยู่ไกลจากลูกค้าสำคัญอย่างจีน อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ที่บริโภคน้ำตาลต่อปีสูงมาก

"ในปี 2556 คาดว่าถ้าราคาน้ำตาลลอยตัวได้ ราคาขายปลีกน้ำตาลในประเทศจะยังอยู่ที่ 23.50 บาท/กิโลกรัม แต่ถ้ามองในอนาคตมีประชากรโลกเพิ่มขึ้น เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารจะไม่เพียงพอต่อประชากรโลก เนื่องจากแต่ละปียังมีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติในขณะที่ความต้องการอาหารซึ่งรวมถึงน้ำตาลด้วยเพิ่มสูงขึ้นทำให้ราคาน้ำตาลอาจจะต้องปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต"

+++นโยบายลอยตัวราคาน้ำตาล
สำหรับนโยบายลอยตัวน้ำตาลล่าสุดเรื่องอยู่ที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.)เพื่อเสนอให้ครม.กำหนดเป็นนโยบาย เพราะถ้าปล่อยให้ราคาน้ำตาลยังเป็น 2 ตลาดคือตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ซึ่งมีราคาต่างกันอยู่แบบนี้อีกต่อไปไม่ได้ และถ้าราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงก็จะทำให้มีการแห่ส่งออกน้ำตาลไปนอกประเทศ จะทำให้ผู้บริโภคน้ำตาลในประเทศได้รับผลกระทบได้ และตามกรอบเออีซีน้ำตาลโควตาก.ก็จะถูกส่งออกได้ด้วย จึงต้องปล่อยให้ราคาน้ำตาลลอยตัว

+++กองทุนอ้อยฯมีรายได้จาก
สำหรับกท.ปัจจุบันจะมีรายได้มาจาก 1.อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลซึ่งรวมรายได้จากการขายในประเทศและส่งออก เพื่อมาใช้ในการรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมดังกล่าวจากที่ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ 0.5% ของรายได้รวมทั้งระบบเป็นเงินประมาณ 300 ล้านบาท/ปี 2.รายได้จากเงินค่าน้ำตาล 5 บาท/กิโลกรัม ที่เป็นผลต่อเนื่องหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2551 ให้ปรับราคาน้ำตาลทรายขึ้นอีก 5 บาท/ กิโลกรัม ทำให้ราคาน้ำตาลทรายขายปลีกขยับขึ้นไปอยู่ระหว่าง 21-22 บาท/กิโลกรัม โดยมีผลเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 จนถึงปัจจุบัน ทำให้กองทุนมีรายได้เข้ามาประมาณ 1 หมื่นล้านบาท/ปี โดยกท.มีความจำเป็นต้องมีเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล 3-5 หมื่นล้านบาท หลังจากที่อุตสาหกรรมดังกล่าวมีขนาดใหญ่ขึ้น จากปัจจุบันปี 2554/2555 จะมีปริมาณอ้อยทั่วประเทศ 97.98 ล้านตันอ้อย ที่ขณะนี้ปิดหีบไปหมดแล้ว และในเดือนพฤศจิกายนนี้จะเปิดหีบใหม่

"ปริมาณอ้อยมีแนวโน้มทะลุ 100 ล้านตันอ้อย หลังจากที่มีการขยายตัวในการตั้งโรงงานน้ำตาลแห่งใหม่เกิดขึ้นจากที่เดิมมี 46 โรงงานปีนี้ จะเพิ่มขึ้นอีก 5 โรงงาน รวมแล้วจะมีโรงงานน้ำตาลในปี 2555/2556 ทั้งสิ้น 51 โรงงาน ก็จะทำให้ปริมาณอ้อยในอนาคตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมองสถานการณ์ภัยธรรมชาติปีหน้าด้วย เพราะถ้าต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งแนวโน้มปริมาณอ้อยจะต่ำกว่าปี 2554/2555"

+++ความคืบหน้าการบริหารหนี้
" เรามีหนี้อยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกมีหนี้ที่ค้างโรงงานอยู่ 760 ล้านบาท (จากเดิมหนี้ส่วนนี้จะมีทั้งสิ้น 2,984 ล้านบาท) เพราะปี 2549/2550 ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้น ทำให้กท.ต้องเข้าไปจ่ายชดเชยให้โรงงานน้ำตาลตามกฎหมาย โดยนำเงินมาจากการเก็บค่ารักษาเสถียรภาพอ้อยและน้ำตาลมาจ่ายให้ โดยภาระหนี้ดังกล่าวจะชำระหมดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้"

ส่วนหนี้ก้อนที่ 2 จะเป็นเงินกู้จากธกส. จำนวน 154 บาท/ตันอ้อยหรือเป็นเงินประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยกท.จะนำรายได้ที่ได้รับทยอยไปชำระหนี้เป็นรายเดือนทำให้เหลือเงิน 3,500 ล้านบาท ที่จะชำระหมดภายในเดือนมกราคม 2556นี้

สำหรับปี 2555/2556 กท.จะต้องดูกลไกตลาดว่าเป็นอย่างไรโดยเฉพาะโควตาส่งออกและการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และมองว่าอีก 3 ปี การเปิดเออีซี เราจะแข่งขันได้จะต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่งในเชิงปริมาณคือจะต้องทำให้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น ส่วนในเชิงคุณภาพอ้อยจะต้องมีค่าความหวานมากขึ้นจากที่ปัจจุบันค่าความหวานอยู่ที่ 11.5 ซีซีเอส ซึ่งค่าความหวานควรจะสูงกว่านี้
ขณะที่คู่แข่งอย่างบราซิล และออสเตรเลีย มีค่าความหวานอยู่ที่12-13 ซีซีเอส

+++ปัจจุบันอุตฯอ้อยยังมีปัญหา
ขณะนี้ ยังมีปัญหาที่กระทบต่อประสิทธิภาพของอ้อย เริ่มตั้งแต่ปัญหาในระบบการขนส่งอ้อยและการบริหารจัดการอ้อยเข้าโรงงานที่ยังล่าช้า เพราะเวลานี้คนงานก็อยากตัดอ้อยจำนวนมาก ในขณะที่รถขนส่งก็อยากได้เที่ยววิ่งหลายเที่ยวจึงแห่ไปรอกันทำให้การจราจรติดขัด ล่าช้า ตรงนี้กลายเป็นว่าทำให้ผลผลิตอ้อยมีคุณภาพลดลง เพราะอ้อยจะต้องมาค้างอยู่ที่ลานหน้าโรงงานแต่ละแห่ง3-5วัน

"ถ้าจะให้อ้อยมีคุณภาพดีเมื่อรถมาถึงโรงงานก็ควรป้อนอ้อยเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ทันที รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และปัญหาในระบบบริหารของรัฐในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่ล้าสมัยมาก เช่น การขออนุญาตผลิตน้ำตาลทรายหรือการขออนุญาตส่งออกควรเป็นไปตามหลักวัน สต็อป เซอร์วิส"

จาก http://www.thanonline.com  วันที่ 6 ตุลาคม 2555

ทริสฯคงอันดับเครดิตองค์กร & ตราสารหนี้ 'บ. น้ำตาลขอนแก่น' ที่ 'A-/Stable'

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อน ถึงประสบการณ์ที่ยาวนานของบริษัทในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในประเทศไทย ตลอดจนการขยายกิจการไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจน้ำตาล และผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพของโรงงานผลิตน้ำตาล ทั้งนี้ การพิจารณาอันดับเครดิตดังกล่าวยังคำนึงถึงความเสี่ยงทั้งในด้านกฎระเบียบและจากการดำเนินธุรกิจอ้อยและน้ำตาลในประเทศลาวและกัมพูชา รวมทั้งความผันผวนของราคาน้ำตาลและปริมาณผลผลิตอ้อยด้วย ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่ากลุ่มน้ำตาลขอนแก่นจะยังคงดำรงสถานะการเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของไทยเอาไว้ได้ ส่วนผลการดำเนินงานของโรงงานน้ำตาลในประเทศลาวและกัมพูชานั้นคาดว่าจะสามารถมีผลกำไรได้ในปีการผลิต 2556 และ 2557 ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ว่าบริษัทจะมีแผนการลงทุนในช่วงปีการผลิต 2555-2558 ก็ตาม แต่ก็คาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งไว้ได้ในระยะปานกลาง

ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทน้ำตาลขอนแก่นเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของไทยซึ่งก่อตั้งในปี 2488 โดยตระกูลชินธรรมมิตร์และคณะ ปัจจุบันตระกูลชินธรรมมิตร์ถือหุ้นในบริษัทรวม 68.62% ของหุ้นทั้งหมด บริษัทเป็นเจ้าของและบริหารโรงงานน้ำตาล 4 แห่งในจังหวัดขอนแก่น กาญจนบุรี และชลบุรี โดยมีกำลังการหีบอ้อยรวม 80,000 ตันอ้อยต่อวัน กลุ่มน้ำตาลขอนแก่นสามารถหีบอ้อยได้ 7.3 ล้านตันอ้อยในปีการผลิต 2554/2555 และผลิตน้ำตาลได้ 753,393 ตัน ซึ่งจัดอยู่ในลำดับ 4 ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 7.3% ในปีการผลิต 2554/2555 รองจากกลุ่มมิตรผลซึ่งมีสัดส่วน 19.14% กลุ่มไทยรุ่งเรือง 18.3% และกลุ่มไทยเอกลักษณ์ 11.2% โรงงานของบริษัทมีประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาลอยู่ที่ 92.24 กิโลกรัม (กก.) ต่อตันอ้อยเมื่อวัดจากอ้อยในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับปีการผลิต 2554/2555 ซึ่งดีกว่าอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยที่ 90.8 กก. ต่อตันอ้อย

ทริสเรทติ้งกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2549 บริษัทน้ำตาลขอนแก่นได้ขยายการลงทุนไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจน้ำตาลเพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากอ้อยอันประกอบด้วยธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าและธุรกิจผลิตเอทานอล โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รายได้จากธุรกิจพลังงาน (ไฟฟ้าและเอทานอล) คิดเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ย 10% ของรายได้รวม ในขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจากธุรกิจพลังงานคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำน่ายรวมในช่วงเดียวกัน

นอกเหนือจากธุรกิจน้ำตาลในประเทศไทยแล้ว กลุ่มน้ำตาลขอนแก่นยังดำเนินธุรกิจน้ำตาลในประเทศลาวและกัมพูชาด้วย โดยโรงงานน้ำตาลในประเทศดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในปีการผลิต 2553 และมีอ้อยป้อนโรงงานทั้ง 2 แห่งจำนวน 300,299 ตันอ้อยในปีการผลิต 2554 อย่างไรก็ตาม ปริมาณอ้อยที่หีบในปีการผลิต 2555 ลดลงเป็น 245,042 ตันเนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและการขาดแคลนแรงงานฝีมือในการปลูกและเก็บเกี่ยว บริษัทส่งออกน้ำตาลทรายดิบที่ผลิตจากโรงงานในประเทศลาวและกัมพูชาไปยังกลุ่มประเทศยุโรป ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานของโรงงานทั้ง 2 แห่งนี้จะดีขึ้นในปีถัดไป โดยโรงงานในประเทศลาวจะมีผลกำไรในปีการผลิต 2556 และโรงงานในประเทศกัมพูชาจะมีผลกำไรในปีการผลิต 2557

เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแกร่งด้านการจัดหาอ้อย บริษัทน้ำตาลขอนแก่นได้ย้ายและขยายกำลังการผลิตไปยังศูนย์การผลิตแห่งใหม่ในอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 7,250 ล้านบาท ศูนย์การผลิตดังกล่าวประกอบด้วยโรงงานน้ำตาล โรงงานผลิตเอทานอล โรงไฟฟ้า โรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และโรงผลิตก๊าซชีวภาพ โดยโครงการระยะแรกเริ่มดำเนินการผลิตในปีการผลิต 2554 และระยะที่ 2 เริ่มในปีการผลิต 2555 สำหรับการก่อสร้างศูนย์การผลิตที่อำเภอบ่อพลอยระยะที่ 3 รวมทั้งโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จังหวัดเลยคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปีการผลิต 2556

ผลการดำเนินงานของบริษัทน้ำตาลขอนแก่นในช่วงปีการผลิต 2554 จนถึง 9 เดือนแรกของปีการผลิต 2555 ดีขึ้นโดยรายได้เพิ่มขึ้น 36% เป็น 16,460 ล้านบาทในปีการผลิต 2554 จาก 12,071 ล้านบาทในปีการผลิต 2553 รายได้สูงขึ้นเป็น 18,325 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปีการผลิต 2555 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ศูนย์การผลิตแห่งใหม่ในอำเภอบ่อพลอยแล้วเสร็จและทำให้กำลังการหีบอ้อยรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 80,000 ตันอ้อยต่อวัน รวมทั้งกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็เพิ่มขึ้นเป็น 30 เมกะวัตต์ในปีการผลิต 2554 และ 40 เมกะวัตต์ในปีการผลิต 2555 จาก 20 เมกะวัตต์ในปีการผลิต 2553 นอกจากนี้ กำลังการผลิตเอทานอลรวมก็เพิ่มขึ้นเป็น 350,000 ลิตรต่อวันในปีการผลิต 2555 จาก 150,000 ลิตรต่อวันในปีก่อน อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้จากการขายของบริษัทสูงขึ้นเป็น 21.8% ในปีการผลิต 2554 และ 18.32% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีการผลิต 2555 จาก 13%-15% ในช่วงปีการผลิต 2550-2552 กระแสเงินสดของบริษัทแข็งแกร่งขึ้น โดยอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 23.41% ในปีการผลิต 2554 จาก 5.01% ในปีการผลิต 2553 และ 18.5% ในปีการผลิต 2552 อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนยังคงสูงเนื่องจากบริษัทมีการลงทุนในหลายโครงการซึ่งรวมถึงโรงงานน้ำตาลในประเทศลาวและกัมพูชา ตลอดจนศูนย์การผลิตที่อำเภอบ่อพลอย และโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จังหวัดเลย อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวคาดว่าจะดีขึ้นเมื่อโครงการลงทุนต่างๆ ของบริษัทเริ่มดำเนินการผลิตเต็มกำลัง

ปริมาณผลผลิตอ้อยและราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีความผันผวนเป็นอย่างมาก ในปีการผลิต 2554/2555 ปริมาณผลผลิตอ้อยของไทยมีมากถึง 98 ล้านตันอ้อย ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกอ้อย รวมทั้งจากการมีพื้นที่เพาะปลูกและชาวไร่อ้อยที่เพิ่มมากขึ้น ราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกในเดือนมกราคม 2554 อยู่ในระดับสูงที่ 36.11 เซนต์/ปอนด์เนื่องจากผลผลิตที่ลดลงในประเทศบราซิลและออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม ระดับราคาปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 28.87 เซนต์/ปอนด์ในเดือนตุลาคม 2554 จากผลผลิตน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นของไทย ราคาน้ำตาลในปี 2555 ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็น 22.98 เซนต์/ปอนด์ในเดือนพฤษภาคม 2555 จาก 24.05 เซนต์/ปอนด์ในเดือนมกราคม 2555 อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาน้ำตาลทรายดิบจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงที่เหลือของปี 2555 จากปริมาณอ้อยที่ลดลงเนื่องจากผลผลิตที่ต่ำลงในประเทศบราซิลและอินเดีย

บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) (KSL)
อันดับเครดิตองค์กร: คงเดิมที่ A-
อันดับเครดิตตราสารหนี้:
KSL12NA: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2555 คงเดิมที่ A-
KSL14DA: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2557 คงเดิมที่ A-
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable (คงที่)

จาก http://www.thanonline.com  วันที่ 5 ตุลาคม 2555

ปลัดเกษตรฯกำชับทุกหน่วย ทำงานเป็นทีมช่วยเกษตรกร

ปลัดเกษตรฯมอบนโยบายหน่วยงานในสังกัด ย้ำระบบทำงานเป็นทีม บูรณาการงานของกระทรวงเพื่อเสริมความเข้มแข็ง เพื่อบรรลุเป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกร และสร้างความเข้มแข็งเพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดโลกและการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า บุคลากรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องมีการทำงานเป็นทีม บูรณาการงานโดยนำความรู้ความสามารถและจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในการที่จะดำเนินการโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกรทั้งในแง่ของการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน สร้างความเข้มแข็งเพื่อรองรับการแข่งขันในการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC และการแข่งขันในตลาดโลก

ส่วนนโยบายสำคัญที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล คือ การกำหนดเขตพื้นที่เกษตรเศรษฐกิจหรือโซนนิ่ง ตามศักยภาพและความเหมาะสมของภูมิศาสตร์ โดยให้เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตรวมถึงระบบโลจิสติกส์สู่การตลาดที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในส่วนของการปรับโครงสร้างการผลิต การจัดระบบการเพาะปลูก และสร้างความเข้มแข็งเพื่อรองรับการแข่งขันการเปิดเสรีของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยกระทรวงเกษตรฯ จะจัดตั้ง วอร์รูม AEC ขึ้น เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุกในสินค้าเกษตรที่มีความได้เปรียบและวางมาตรการเชิงรับในสินค้าเกษตรที่เสียเปรียบ โดยจะรวมตัวแทนจากหน่วยงานในสังกัดเพื่อปฏิบัติงานดังกล่าว

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 5 ตุลาคม 2555

ยื่นกู้ซื้อรถตัดอ้อย220คันค้างเติ่ง ชาวไร่จี้ก.อุตฯเร่งเคาะภายในต.ค.

ชาวไร่เร่งเครื่องก.อุตฯ แก้ปัญหาซื้อรถตัดอ้อยหลังยื่นกู้ 220 คัน กับกองทุนอ้อยและน้ำตาลแต่ยังไม่คืบหน้า หวังต้องให้เสร็จภายใน ต.ค. ก่อนเดินหน้าเปิดหีบปลายปีนี้ หากไม่ทันกระทบชาวไร่ต้องหาแรงงานแทน "วิฑูรย์" เผยพร้อมเร่งหาประธานบอร์ดกองทุนฯใหม่ ลั่นโรงงานใหม่ 4 แห่งไม่ได้ใบอนุญาตฯ(ร.ง.4) ไม่จัดสรรอ้อยเข้าหีบ

นายชัยวัฒน์ คำแก่นคูณ ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า ชาวไร่อ้อยต้องการให้คณะกรรมการบริหารกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายหรือบอร์ด กท. เร่งพิจารณาอนุมัติโครงการสินเชื่อเพื่อซื้อรถตัดอ้อยวงเงิน 3,000 ล้านบาทภายในไม่เกิน ต.ค.นี้เพื่อที่จะได้จัดซื้อรถให้ทันกับฤดูการผลิตปี 2555/56 ที่จะมีการเปิดหีบปลายปีเนื่องจากหากล่าช้าจะเกิดปัญหาต่อการจ้างแรงงานตัดอ้อยเป็นอย่างมาก

"นายประเสริฐ ตปนียางกู ร เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.)ในฐานะประธานบอร์ดกท. ยังไม่มีการอนุมัติจัดซื้อรถตัดอ้อยและล่าสุดได้เกษียณราชการลงดังนั้นต้องการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งแต่งตั้งประธานบอร์ด กท.โดยเร็วเพราะหากช้าชาวไร่จะต้องเดือดร้อนในการหาแรงงานมากขึ้นซึ่งเวลานี้ต้องยอมรับว่าแรงงานขาดแคลน" นายชัยวัฒน์กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการเสนอขอสินเชื่อเพื่อจัดซื้อรถตัดอ้อยมายังกองทุนฯ ล่าสุด220 คันวงเงินประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท แต่ยังไม่สามารถอนุมัติได้ที่ผ่านมาเนื่องจากทางประธานกองทุนฯได้ตั้งคณะทำงานที่มีนักวิชาการเข้ามาพิจารณากำหนดคุณภาพหรือสเปกรถตัดอ้อยเพราะเกรงว่ารถส่วนใหญ่ที่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นมือสองอาจจะทำให้ชาวไร่เสียเปรียบและไม่สามารถชำระหนี้ได้ซึ่งเรื่องนี้ชาวไร่อ้อยเห็นว่าโรงงานน้ำตาลทรายเป็นผู้ค้ำประกันการซื้ออยู่แล้วจึงไม่น่าจะเกิดปัญหา ประกอบกับชาวไร่ที่จะซื้อคงต้องมีความรู้ด้านเครื่องมือระดับหนึ่งและคงไม่คิดซื้อมาเล่นๆ

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงเตรียมพิจารณาจัดตั้งกรรมการบอร์ดที่เกี่ยวข้องภายหลังมีการโยกย้ายตำแหน่งราชการใหม่โดยเฉพาะบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายโดยจะเร่งให้เร็วที่สุดเพื่อนำเสนอครม.ต่อไป

สำหรับการจัดสรรปริมาณอ้อยเข้าหีบฤดูการผลิตปี 2555/56 กรณีโรงงานเปิดใหม่ยืนยันต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือ ร.ง. 4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.)ก่อนเท่านั้น ซึ่งเบื้องต้นมีโรงงานน้ำตาลใหม่ 4 แห่งได้แก่ โรงงานน้ำตาลรวมเกษตรกรอุตสาหกรรมจ.เลย โรงงานน้ำตาลขอนแก่น จ.ขอนแก่น และโรงงานน้ำตาลไทยกาญจนบุรี จ.อุดรธานี และโรงงานน้ำตาลมิตรเกษตร จ.อุทัยธานี

จาก http://www.manager.co.th  วันที่ 4 ตุลาคม 2555

ไทยแข่งดุเครื่องจักร 5 ล้านล.ขานรับศูนย์กลางการลงทุนเออีซี

หลังจากหน่วยงานสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) นำเสนอสถิติขยายการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (Foreign Direct Investment : FDI) ในพื้นที่เป้าหมาย 3 กลุ่ม คือกลุ่มแรก ประเทศกำลังพัฒนา กลุ่มสอง ประเทศเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน และกลุ่มสาม ประเทศพัฒนาแล้ว

นักลงทุนต่างชาติขยายธุรกิจเข้าไปยัง 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน ซึ่งรวมทั้ง ประเทศไทยอยู่ด้วยนั้น ในอัตราเพิ่ม ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 เติบโตปีละกว่า 12% คิดเป็นมูลค่ากว่า 777,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 23 ล้านล้านบาท) เป็นกลุ่มธุรกิจที่มาจากประเทศพัฒนาแล้วสูงขึ้นกว่า 25% กิจการที่ได้รับความสนใจอันดับต้น ๆ คือธุรกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Green Field กับการควบคุมและเข้าซื้อกิจการ

ผลสำรวจของอังค์ถัดยังระบุถึงความเห็น ของกลุ่มบรรษัทข้ามชาติ ให้คะแนน "ไทย" เป็นประเทศสนใจจะเข้ามาลงทุนในปี 2555 สูงเป็นอันดับ 8 ของโลก ระดับ เดียวกับรัสเซียและเยอรมนี สูงกว่าเวียดนามที่ อยู่อันดับ 11 และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองลงมาคืออินโดนีเซีย ซึ่งอยู่อันดับ 4 ของโลก และอันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ แสดงความสนใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตและประกอบสินค้าเพื่อส่งออก ต่างประเทศ (gateway logistic) จะเป็นแรงส่งให้ปี 2555 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สามารถอนุมัติการส่งเสริมได้ตามเป้าหมายถึง 800,000 ล้านบาท เป็นแนวโน้มเชิงบวกต่อเนื่อง จากช่วง 8 เดือนแรกปีนี้ สามารถทำได้ถึง 690,000 ล้านบาท

รวมถึงกำลังพิจารณาสิทธิประโยชน์ ส่งเสริมนักลงทุนไทยขยายไปยังต่างประเทศ ทั้งแถบกลุ่มอาเซียนใหม่ที่มีศักยภาพความสมบูรณ์ทางทรัพยากร และค่าจ้างแรงงานที่สามารถแข่งขันได้เต็มที่เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทั้งพม่า กัมพูชา เวียดนาม สสป.ลาว ส่วนอาเซียนเก่าอย่างมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน อินโดนีเซีย มีความพร้อมเชื่อมโยงโลจิสติกส์การค้าระหว่างกันเพื่อส่งออกไปยังตลาดระยะไกล สหภาพยุโรป อเมริกา

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายให้บีโอไอเพิ่มความเข้มข้น ส่งเสริมการลงทุนหลักที่สอดคล้องกับการเพิ่มมูลค่าการลงทุนของต่างชาติ อุตสาหกรรมหลักคือ "การผลิตเครื่องจักรกล" เนื่องจากหลังสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปีที่ผ่านมา ผนวกกับนโยบายขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ วันละ 300 บาท เป็นแรงผลักดันให้ ผู้ประกอบการหันมาทุ่มเทนำเข้าเครื่องจักรที่มี "นวัตกรรรม-คุณภาพการผลิต"ขั้นสูง รวมถึงมีเทคโนโลยีในระบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสอดคล้องเทรนด์ของโลก และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 11 ของไทย ระหว่างปี 2556-2559 กำหนดการพัฒนาประเทศบนเส้นทางเศรษฐกิจสีเขียว

ด้านผู้ประกอบการในวงการผู้ค้าเครื่องจักรกลการผลิตของไทยยืนยันว่า ปี 2555 มีการนำเข้าและส่งออกมูลค่ารวมกว่า 5 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นการผลิตจากโรงงานที่มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศซึ่ง เป็นแบรนด์ต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่น ในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุอุปกรณ์ เกษตรอุตสาหกรรม ผลิตโดยใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไป ต่างประเทศกว่า 60% ส่วนที่เหลือเป็นการนำเข้าเครื่องจักรจากจีน เกาหลี ไต้หวัน เข้ามาใช้ในประเทศของกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร โรงงานแปรรูปอุตสาหกรรมอาหาร และอื่น ๆ อีกราว 20% ส่วนที่เหลือ 20% ส่งออกเครื่องจักรมือสองไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นหลัก

รวมถึงอีก 3 ปีข้างหน้า พ.ศ. 2558 เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายใต้ข้อตกลงของไทยกับสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ ที่จะรวมกันเป็นตลาดและฐานการผลิตเป็นหนึ่งเดียวนั้น จะเป็นโอกาสของไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมพัฒนาพื้นที่รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิต ทุกรูปแบบ ซึ่งต้องพึ่งพาเครื่องจักร อุปกรณ์ และชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ แนวโน้ม แต่ละปีเติบโตแบบก้าวกระโดดมูลค่ารวมเกินกว่า 10 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ทางบอร์ดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้อนุมัติให้นักลงทุนสามารถขอรับการส่งเสริมกิจการลงทุนผลิตเครื่องจักรกล ที่มีการออกแบบทางวิศวกรรม เครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเกษตร อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะปิดโครงการในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 เพื่อรองรับนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายสร้างการเติบโตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตั้งเป้าหมายยกระดับเข้าเทคโนโลยีขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลที่นักลงทุนในไทยนิยมซื้อปัจจุบันและอนาคตมี 4 กลุ่ม คือกลุ่มแรก เครื่องจักรกลสำหรับการบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเติบโต แปรผันตามอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป และอื่น ๆ แต่ยังนิยมเครื่องจักรราคาระดับกลาง กลุ่ม 2 เครื่องจักรกลแปรรูป อาทิ เครื่องสกัดเครื่องบดและบีบ กลุ่ม 3 เครื่องจักรกล ขั้นพื้นฐาน เช่น เครื่องตัด เครื่องกลึง กลุ่ม 4 เครื่องจักรกลการเกษตร ขณะนี้ ตลาดกำลังมาแรงจึงมีแบรนด์จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน เข้ามาตีตลาดแข่งขันกับแบรนด์ ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องจักรกลในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ทยอยเข้ามา รองรับการผลิตภาครถยนต์ซึ่งตั้งเป้าหมายตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นไป จะผลิตได้ปีละ 2.2 ล้านคันขึ้นไป และปี 2558 จะขยับขึ้นเป็นปีละ 3 ล้านคัน

โอกาสของ "ประเทศไทย" ในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้า "เครื่องจักรกล" เติบโตตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมทั้งเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์และวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งโรงงานประกอบสินค้าสำเร็จรูป และแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าเชิงนวัตกรรม ยังมีอยู่อีกมากจากมูลค่าตลาดที่จะขยับจากปีละ 5 เป็น 10 ล้านล้านบาท

จาก http://www.prachachat.net    วันที่ 4 ตุลาคม 2555

แนะสูตรสู้ดินเค็มอีสาน

ดร.สุรชัย หมื่นสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 3 นครราชสีมา กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการแก้ปัญหาดินเค็มซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิธีการต่างๆ ทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน การอนุรักษ์ดิน-น้ำ การจัดรูปแปลงนา ปรับพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอ ทำให้มีการกระจายน้ำไปทั่วแปลงนา ป้องกันการสะสมเกลือในแปลง ใช้วัสดุปรับปรุงบำรุงดิน เช่น แกลบ ปุ๋ยคอก และการใช้พืชปุ๋ยสด (โสนอัฟริกัน) ปลูกในนาข้าว สร้างคันคูระบายน้ำ เพื่อเบนทิศทางการไหลบ่าและควบคุมระดับน้ำ อีกทั้งยังสามารถนำน้ำมาใช้ล้างเกลือในแปลงนาได้

พร้อมกันนี้ยังส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วบนคันนา ได้แก่ ยูคาลิปตัส เพื่อควบคุมระดับน้ำใต้ดิน ไม่ให้เกลือแพร่ขึ้นมาสู่ผิวดิน เมื่อปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวแล้วให้ไถพรวนดิน เพื่อแยกชั้นหน้าดินจากดินระดับล่างที่มีความเค็มค่อนข้างมาก เป็นการตัดหน้าดินไม่ให้ความเค็มขึ้นมาสู่ผิวดินได้ ควบคู่กับการนำเศษฟางข้าวมาคลุมดินไม่ให้เกิดความแห้งแล้งซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกลือขึ้นมาสู่ชั้นผิวดิน ที่สำคัญคือการแนะนำให้เกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวทนเค็ม และอายุต้นกล้าที่ใช้ปักดำควรจะมีอายุอยู่ที่ระหว่าง 40-45 วัน เพราะถ้าใช้ต้นกล้าที่มีอายุน้อยจะมีความอ่อนแอซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายได้

ผลจากการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ดินเค็มได้รับการฟื้นฟูจนสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เกษตรกรปลูกข้าวได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30-40 ถังต่อไร่ นอกจากนี้ การปลูกยูคาลิปตัสที่คันนายังสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง โดยเมื่อปลูกได้ 3 ปี สามารถขายเป็นเยื่อกระดาษในราคาเฉลี่ย 200 บาทต่อต้น

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 3 ตุลาคม 2555

สภาอุตสาหกรรมจับมือกรมชล นำร่องขยายผลพื้นที่จัดรูปที่ดิน

นายเอกจิต ไตรภาควาสิน ผู้อำนวยการ สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการหารือระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางเมื่อเร็วๆ นี้ สภาอุตสาหกรรมแสดงความสนใจพัฒนาต่อยอดพื้นที่จัดรูปที่ดิน ร่วมกับสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะโครงการนำร่อง เพื่อยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่

ทั้งนี้ มุ่งให้เกษตรกรเพิ่มพูนรายได้จากผลผลิต โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นพืชหลักในพื้นที่จัดรูปที่ดินฯ แทนที่จะขายในรูปข้าวเปลือกซึ่งได้ราคาต่ำ ก็แปรรูปเป็นข้าวกล้องหรือข้าวขาว ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า นอกจากนั้น ของเหลือใช้จากกระบวนการสีข้าวที่ไม่มีมูลค่า เช่น แกลบ อาจนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในชุมชนแทน

“เป็นโครงการที่มุ่งใช้ผลผลิตและของเหลือใช้ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในแง่มูลค่าเพิ่ม และการพึ่งพาตัวเองได้ดีขึ้น ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เหมือนกับในญี่ปุ่นที่กรรมการสภาอุตสาหกรรมฯ ไปดูมา และตั้งใจพัฒนาเป็นแม่แบบสำหรับเกษตรกรไทยเอง”

นายเอกจิต กล่าวว่า พื้นที่ที่ใช้เป็นโครงการนำร่อง เน้นพื้นที่จัดรูปที่ดินฯ ในภาคอีสาน ซึ่งมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าภาคอื่น โดยกำหนดพื้นที่ขนาด 1,500 ไร่ นอกจากลงทุนติดตั้งโรงสีข้าวชุมชน รวมทั้งระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแกลบแล้ว ยังวางแผนจัดหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรแปรรูปให้เกษตรกรอีกด้วย

พื้นที่ที่สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง พิจารณาเพื่อให้คัดเลือกในเบื้องต้น ได้แก่ พื้นที่จัดรูปที่ดินฯ จ.สกลนคร และ จ.มหาสารคาม

ส่วนการบริหารจัดการโครงการนำร่องดังกล่าว ยังไม่ได้กำหนดชัดเจน ยังต้องประชุมหารือกันอีก และต้องประสานกับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อกำหนดแผน และตัดสินใจร่วมกัน เปิดให้เกษตรกรมีส่วนร่วมกับโครงการตั้งแต่เริ่มต้น และจะสามารถพัฒนาพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต

จาก http://www.naewna.com  วันที่ 3 ตุลาคม 2555

ครม.แต่งตั้งข้าราชการหลายกระทรวง

ครม.โยกเลขาฯ บีโอไอ นั่งรองปลัดอุตสาหกรรม-เกษตรฯ-แรงงาน-ไอซีที

นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกอบด้วย นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยให้นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย ผู้ตรวจราชการกระทรวง มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการบีโอไอแทน

พร้อมทั้ง แต่งตั้ง นายณัฐพล ณัฎฐสมบูรณ์ เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.), นายโสภณ ผลประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ สศอ.ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายสมศักดิ์ สุวัฒิกะ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย และนายสุรพงษ์ เชียงทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมอ.

นอกจากนั้น นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงอีกว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วย น.ส.เสาวณี มุสิแดง รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์, นายสุทธิเวช ต.แสงจันทร์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานประมาณูเพื่อสันติ และนายสมชาย เทียมบุญประเสริฐ ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้ง นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง, นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง, นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ, นายชาญพิทยา ฉิมพาลี รองอธิบดีกรมการข้าว ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ, นายนิรันดร เอื้องตระกูลสุข รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ และนางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ

กระทรวงแรงงาน แต่งตั้งนายพูลศักดิ์ เศรษฐนันท์ ผู้ตรวจราชการ ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน, นายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน, นางอำมร เชาวลิต ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ สำนักงานประกันสังคม เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง, นายนคร ศิลปอาชา รองปลัดกระทรวงแรงงาน ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายปกรณ์ อมรชีวิน ผู้ตรวจราชการ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

จาก http://www.posttoday.com  วันที่ 2 ตุลาคม 2555

เงินเฟ้อก.ย.ดีด3.38%สูงสุดรอบ8เดือน

เงินเฟ้อ ก.ย.ดีด 3.38% สูงสุดรอบ 8 เดือน เหตุผัก ผลไม้ อาหารปรุงสำเร็จแพงขึ้น “วัชรี” หั่นเป้าทั้งปีใหม่เหลือ 3-3.4%

นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.ย.2555 เท่ากับ 116.67 เทียบเดือนส.ค.ที่ผ่านมา สูงขึ้น 0.34% เทียบเดือน ก.ย.2554 สูงขึ้น 3.38% และเฉลี่ย 9 เดือนปี 2555 (ม.ค.-ก.ย.) กับช่วงเดียวกันปีก่อน สูงขึ้น 2.94% โดยเงินเฟ้อที่สูงขึ้น 3.38% เป็นตัวเลขที่ปรับสูงขึ้นในรอบ 8 เดือน นับจากเดือน ม.ค.2555 ที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 3.38%

ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานเทียบเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สูงขึ้น 0.23% เทียบเดือน ก.ย.2554 สูงขึ้น 1.89% และเฉลี่ย 9 เดือน สูงขึ้น 2.19%

ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในไตรมาส 4 (ต.ค.-ธ.ค.) จะขยายตัวอยู่ในช่วง 3.2-3.5% เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ยังใช้มาตรการติดตามดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ขณะที่รัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซล ทำให้แรงกดดันต่อเงินเฟ้อน้อยลง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับประมาณการเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีใหม่เหลือ 3-3.4% ต่ำกว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเดิมที่ตั้งไว้ 3.3-3.8%

โดยเงินเฟ้อเดือน ก.ย.ที่สูงขึ้น 3.38% มาจากการสูงขึ้นของดัชนีราคาหมวดอาหารและเครื่องดื่ม 3.66% โดยดัชนีหมวดข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้งสูงขึ้น 2.15% ปลาและสัตว์น้ำสูงขึ้น 3.68% ผักและผลไม้สูงขึ้น 14.14% เครื่องประกอบอาหารสูงขึ้น 2.3% เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้น 3.08% และอาหารสำเร็จรูปสูงขึ้น 3.73% ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 3.2% จากการสูงขึ้นของหมวดเคหสถาน 3.46% หมวดเครื่องนุ่งห่มและร้องเท้า 1.04% หมวดการตรวจรักษาและบริการส่วนบุคคล 0.98% หมวดพาหนะ การขนส่ง และการสื่อสาร 3.97% หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ 7.05% หมวดการบันเทิงการอ่านการศึกษาและการศาสนา 0.54%

นางวัชรีกล่าวว่า การดูแลราคาสินค้าหลังจากมาตรการขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในไปหารือกับผู้ประกอบการเป็นรายกลุ่มสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค และของใช้ประจำวัน ได้ยืนยันว่าจะไม่ปรับราคาสินค้าไปจนถึงสิ้นปี ส่วนกลุ่มอื่นๆ กำลังหารือและประเมินผล แต่มีแนวโน้มว่าจะไม่มีการปรับขึ้นราคาเช่นเดียวกัน.

จาก http://www.thaipost.net  วันที่ 2 ตุลาคม 2555

สู่ความมั่นคง...ด้วยงานพัฒนาเกษตร - เกษตรทั่วไทย

โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2520 บริเวณพื้นที่ราบเชิงเขาบรรทัดในเขตติดต่อของ 3 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครราชสีมา และบุรีรัมย์ ต่อมาเมื่อปี 2536 ก็มีการแยกจังหวัดสระแก้ว เพิ่มขึ้นอีก 1 จังหวัด ทำให้พื้นที่โครงการฯ เกี่ยวข้องกับ 4 จังหวัดด้วยพื้นที่ดังกล่าว ในสมัยนั้นมีปัญหาต่อความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก กล่าวคือป่าสงวนที่อุดมสมบูรณ์ถูกราษฎรบุกรุกเป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่สีแดง มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จะกระทำการหรือตั้งฐานจะแยกประเทศตามแนวเขาบรรทัด

นายชวลิต ชูขจร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึง ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยในบริเวณนี้ จึงทรงได้พระราชดำริให้มีการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาขึ้น โดยทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ เป็นแนวทางพัฒนาไว้ 3 ด้าน ประกอบด้วย การพัฒนาด้านจิตใจราษฎร ,การพัฒนาความรู้ด้านประกอบอาชีพ และการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยกำหนดกรอบแนวคิดการดำเนินงาน โดยยึดแนวพระราชดำริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายสายเมือง วิริยะศิริ ที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานโครงการพระราชดำริฯ กล่าวว่า กิจกรรมในพื้นที่โครงการ มี 9 กิจกรรม ประกอบด้วย 1.ระบบชลประทาน เป็นระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบเกื้อกูลกันจากอ่างเก็บน้ำอ่างเก็บน้ำแบบขั้นบันได ที่ทรงพระราชทานจัดสร้างให้เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ชาวบ้านมีการรวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ มีส่วนในการบริหารจัดการ ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ 2.ระบบการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อผลิตไฟฟ้าร่วมกับเป็นโครงการเสริมโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากอ่างเก็บน้ำช่องกล่ำบน หากในช่วงที่ไม่มีน้ำเพียงพอ ก็จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โซล่าเซลล์ ให้กับราษฎร ในพื้นที่ได้มีไฟฟ้าใช้ 3. กิจกรรมการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและกระบือ มีกรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพหลัก โดยได้จัดตั้งธนาคารโค-กระบือ เป็นแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อให้นำโค และกระบือจากการบริจาคหรือไถ่ชีวิต มาส่งมอบให้กับเกษตรกรที่ไม่มีเครื่องมือในการทำนา และส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้พลังงานทดแทนจากการใช้เครื่องทุนแรงที่ต้องใช้น้ำมัน 4.กิจกรรมโรงสีข้าวพระราชทาน เป็นแห่งแรกของประเทศไทยและได้พระราชทานให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อประชาชนได้มีข้าวกิน และเป็นแหล่งเก็บข้าวไว้เป็นคลังอาหารรองรับการขาดแคลนอาหารในช่วงวิกฤติต่างๆ 5.ส่วนของพ่อ เป็นพื้นที่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานซื้อไว้เป็นทรัพย์สินของทางราชการ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ใช้เป็นที่ตั้งศูนย์พัฒนาที่ดินจังหวัดสระแก้ว เป็นศูนย์ทดลองการปลูกไม้ผลต่างๆ และการทำแปลงเกษตรสาธิต ศูนย์เรียนรู้การใช้ประโยชน์หญ้าแฝกและอื่นๆ 6.โครงการสหกรณ์คลองน้ำเขียว จำกัด เป็นโครงการตามโครงการพระราชดำริ ที่จะสร้างให้ประชาชนเรียนรู้การทำงานร่วมกัน เป็นที่รวบรวมผู้คนให้มาร่วมกันคิดกันทำและบริหารการตลาด ขณะนี้มีการดำเนินงานที่ก้าวหน้ามีธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน โรงงานผลิตน้ำดื่ม โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นแม่งานหลักในการให้คำปรึกษาการดำเนินงาน 7. โครงการศูนย์เพาะเลี้ยงและวิจัยสัตว์น้ำสระแก้ว โดยกรมประมง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และศึกษาถ่ายทอดการเลี้ยงปลาให้เกษตรกร มีอาหารเพียงพอ 8 .โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็นสถานที่ผลิตกระบือที่มีความสามารถในการทำเกษตรกรรมได้อย่างดี ให้เกษตรกรได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองและการอยู่อย่างพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ และ9.สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ช่องกล่ำบน เป็นโครงการที่ต้องการให้ประชาชนได้อนุรักษ์สัตว์ป่า และสภาพป่าในบริเวณนี้ให้อยู่ในสภาพดี

...โดยสรุป..โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี เป็นโครงการที่ต่อเนื่องสอดประสานกันโดยความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆมีการบูรณาการงานร่วมกัน เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีให้ประชาชน มีน้ำ มีที่ดิน มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ผู้คนรักถิ่นฐาน จากความไม่มั่นคงจากภัยลัทธิการปกครอง มาสู่ความมั่นคง โดยการใช้การพัฒนางานการเกษตรกรรม เป็นตัวนำสามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาในพื้นที่อื่นๆของประเทศต่อไป.

จาก http://www.dailynews.co.th  วันที่ 2 ตุลาคม 2555

ระดมสมองลดเรือนกระจก สศก.ดึงพันธมิตรนักวิจัยถกขับเคลื่อนแนวทางลดโลกร้อนภาคการเกษตร

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการสัมมนาระดมความคิดเห็น เรื่อง แนวทางการวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร ภายใต้กรอบความร่วมมือพันธมิตรนานาชาติการวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร (Global Research Alliance on Agricultural Greenhouse Gases: GRA) เพื่อระดมความเห็นเกี่ยวกับลำดับความสำคัญงานวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร รวมทั้งสร้างเครือข่ายพันธมิตรนักวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรของประเทศไทย

ทั้งนี้ในส่วนของภาคเกษตร มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน โดยก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศไทยปล่อยทั้งหมดในปี 2543 มีจำนวน 229.08 ล้านตัน โดยเกิดจากการผลิตในภาคเกษตรถึงร้อยละ 22 ในขณะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก ในปี 2005 มีจำนวน 44,153 ล้านตัน เป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรเพียงร้อยละ 14 ซึ่งจากสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ทำให้กระทรวงเกษตรฯต้องพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

โดยในแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) กระทรวงเกษตรฯได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรสีเขียว และความมั่นคงทางด้านอาหาร มีการดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความ สามารถในการผลิต การจัดการสินค้าเกษตร ความมั่นคงด้านอาหาร และการพัฒนาทรัพยากรการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ สมดุล และยั่งยืน โดยร่างยุทธศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร (พ.ศ.2556-2559) ได้กำหนดยุทธศาสตร์ทั้งเรื่องการปรับตัว และการเก็บกักคาร์บอนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลและองค์ความรู้ก๊าซเรือนกระจก และการสนับสนุนการปรับระบบการผลิตสู่เกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย

สำหรับการสัมมนาดังกล่าว นับโอกาสอันดีที่ทั้งหน่วยงานกำหนดนโยบายการวิจัยของประเทศ หน่วยงานให้ทุนวิจัย และหน่วยงานที่ดำเนินการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ รวมทั้งนักวิจัยก๊าซเรือนกระจกด้านนาข้าว ปศุสัตว์ และการจัดการดินเกษตรได้เข้าร่วมสัมมนา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดลำดับความสำคัญการวิจัยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรของประเทศ การวิจัยภายใต้กรอบความร่วมมือ GRA ในแต่ละกลุ่มวิจัย ตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศด้านก๊าซเรือนกระจกเกษตรในกรอบอื่นๆ ต่อไป

จาก แนวหน้า วันที่ 2 ตุลาคม 2555

'3รง.'ชวดใบอนุญาต ชาวไร่อ้อยขู่บุกก.อุต

นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสานได้ทำหนังสือไปยัง นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อขอให้โรงงานน้ำตาลทรายที่ตั้งใหม่เปิดหีบอ้อยให้ทันในฤดูการผลิตปี 2555/2556 โดยเฉพาะ 3 โรงงานใหม่ที่อยู่ในภาคอีสานได้แก่ โรงงานน้ำตาลรวมเกษตรกรอุตสาหกรรม จ.เลย โรงงานน้ำตาลขอนแก่น จ.ขอนแก่น และโรงงานน้ำตาลไทยกาญจนบุรี จ.อุดรธานี เนื่องจากพบว่าโรงงานน้ำตาลที่จะเปิดใหม่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือ ร.ง. 4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)

"ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังโรงงานว่าจะไม่จัดสรรอ้อยให้กับโรงงานใหม่เพราะโรงงานดังกล่าวไม่ได้รับใบ ร.ง.4 และหากโรงงานน้ำตาลเปิดหีบอ้อยไม่ทันฤดูการผลิตนี้คือ พฤศจิกายน จะกระทบต่อชาวไร่อ้อยที่เป็นคู่สัญญา เพราะตัดอ้อยไม่ได้ต้องวิ่งหาโรงงานอื่นทดแทนจึงต้องการให้ปลัดฯช่วยพิจารณาให้ใบอนุญาตดังกล่าว หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ชาวไร่อ้อยอาจจำเป็นต้องขนอ้อยมาเทกองที่หน้ากระทรวงอุตสาหกรรมต่อไป"

แหล่งข่าวจากโรงงานน้ำตาลกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะหากคณะกรรมการอ้อยไม่จัดสรรอ้อยเข้าหีบให้โรงงานน้ำตาลที่จะเปิดใหม่เพราะยึดกฎหมาย กรอ.ที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต ร.ง.4 แล้วทางโรงงานที่เปิดหีบจะมีความผิดซึ่ง กรอ.สามารถสั่งหยุดดำเนินการชั่วคราวเพื่อให้ไปดำเนินงานขอ ร.ง.4 ให้เรียบร้อยโดยบทลงโทษสูงสุดก็คือสั่งปรับ 200,000 บาท

จากhttp://www.matichon.co.th   วันที่ 2 ตุลาคม 2555

ชาวไร่อีสานขู่ขนอ้อยเทหน้าก.อุตฯ หากโรงงานใหม่ไม่ทันเปิดหีบพ.ย.นี้

ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสานหวั่น 3 โรงงานน้ำตาลใหม่ในพื้นที่เปิดหีบไม่ทันฤดูกาลผลิตปี 55/56 จะกระทบชาวไร่อ้อยหลังสอน.กำหนดเงื่อนไขจะไม่จัดสรรอ้อยให้หากโรงงานไม่ได้ร.ง. 4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ส่งหนังสือถึง "ปลัดอุตสาหกรรม" เร่งแก้ไขขู่ขนม็อบขนอ้อยไปเทหน้ากระทรวงแน่

นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสานได้ทำหนังสือไปยังนายวิฑูรย์สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อขอให้โรงงานน้ำตาลทรายที่ตั้งใหม่เปิดหีบอ้อยให้ทันในฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 โดยเฉพาะ 3 โรงงานใหม่ที่อยู่ในภาคอีสานได้แก่ โรงงานน้ำตาลรวมเกษตรกรอุตสาหกรรม จ.เลยโรงงานน้ำตาลขอนแก่นจ.ขอนแก่น และโรงงานน้ำตาลไทยกาญจนบุรี จ.อุดรธานี เนื่องจากพบว่าโรงงานน้ำตาลที่จะเปิดใหม่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ ร.ง. 4 จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.)

"ถ้าโรงงานไม่สามารถเปิดหีบอ้อยได้ทันฤดูกาลผลิตนี้จะกระทบต่อชาวไร่อ้อยที่เป็นคู่สัญญากับโรงงานข้างต้นตัดอ้อยไม่ได้หรือจะต้องวิ่งไปหาโรงงานอื่นทดแทนจึงต้องการให้ปลัดช่วยดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นและหากที่สุดแล้วไม่สามารถเปิดหีบได้ทันซึ่งปกติจะเริ่มในช่วงพ.ย.นี้ชาวไร่อ้อยอาจจำเป็นต้องขนอ้อยมาเทกองที่หน้ากระทรวง" นายธีระชัยกล่าว

ทั้งนี้ล่าสุดการเปิดหีบอ้อยในฤดูกาลผลิตใหม่นี้ทางสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.)ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังโรงงานว่าจะไม่จัดสรรอ้อยให้แก่โรงงานใหม่หากโรงงานดังกล่าวไม่ได้รับใบร.ง.4 จากกรอ.ซึ่งจนขณะนี้โรงงานใหม่ก็ยังไม่ได้รับร.ง. 4 แม้จะยื่นไปนานแล้วก็ตามจึงต้องการถามกรอ.ว่าจะดึงเกมการตั้งโรงงานไว้เพื่ออะไรทั้งที่โรงงานน้ำตาลเกิดขึ้นจากมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)หรือว่ากรอ.ถูกใครบังคับ

นอกจากนี้การประชุมคณะกรรมการอ้อย(กอ.)เพื่อพิจารณาจัดสรรปริมาณอ้อยก็ยังไม่มีการเรียกประชุมเพื่อพิจารณาจัดสรรอ้อยเข้าหีบทั้งที่เวลาก็ใกล้มาแล้วรวมไปถึงความพร้อมในเรื่องอื่นๆที่ต้องเตรียมของฝ่ายราชการเช่น ยังไม่มีการจัดงบประมาณและบุคลากรในการควบคุมณ โรงงานแต่อย่างใด ดังนั้นจึงต้องการฝากปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมที่ยังเป็นประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.)เร่งรัดการดำเนินงานทั้งหมด

แหล่งข่าวจากโรงงานน้ำตาลกล่าวว่าตามหลักการแล้วโรงงานน้ำตาลทรายเกิดจากการสนับสนุนของนโยบายรัฐโดยผ่านความเห็นชอบตั้งโรงงานใหม่จากครม.ดังนั้นการขอใบอนุญาตใดๆ ก็จะง่ายหากเทียบกับโรงงานประเภทอื่นๆ แต่ด้วยนโยบายการเข้มงวดโรงงานของกระทรวงอุตสาหกรรมทำให้ขั้นตอนการอนุมัติประกอบกิจการมีความล่าช้ามากโดยขณะนี้ใช้เวลายื่นแล้ว6-7เดือนขณะที่โรงงานได้สร้างเสร็จแล้ว

"คงต้องขึ้น อยู่กับนโยบายของกระทรวงเพราะหากคณะกรรมการอ้อยไม่จัดสรรอ้อยเข้าหีบให้โรงงานน้ำตาลที่จะเปิดใหม่เพราะยึดกฎหมาย กรอ.ที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตร.ง.4 แล้วทางโรงงานเปิดหีบก็จะมีความผิดซึ่งกรอ.ก็จะต้องสั่งหยุดดำเนินการชั่วคราว โดยบทลงโทษสูงสุดคือปรับ 200,000 บาท"

จาก http://www.manager.co.th วันที่ 1 ตุลาคม 2555

ไร่อ้อยจี้อุตฯเร่งคลอดใบอนุญาต3โรงงานน้ำตาลใหม่โซนนิ่งโซลาร์เซลล์

ชาวไร่อ้อยภาคอีสาน จี้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ”วิฑูรย์ สิมะโชคดี”เร่งกรมโรงงานประกอบกิจการโรงงานน้ำตาลใหม่ 3 แห่ง ให้ทันเปิดหีบปี 2555/2556 หลังยื่นขอมานานกว่า 7 เดือนยังไม่คืบ ขู่หากกระทบชาวไร่เตรียมเจอม็อบขนอ้อยไปเทหน้ากระทรวงแน่ ด้าน ส.อ.ท.วอนพลังงานจัดโซนนิ่งตั้งโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ใหม่ ระบุเน้นเฉพาะพื้นที่ที่ไม่ทำประโยชน์อย่างภาคอีสานแทน ลดความขัดแย้งการแย่งพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมดันโซลาร์เซลล์บนหลังคาช่วย

นายธีระชัย แสนแก้ว ประธานชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน เปิดเผยว่า ทาง สถาบันชาวไร่อ้อยฯ ได้ทำหนังสือไปยังนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือ กรอ. เร่งรัดออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ให้กับโรงงานน้ำตาลใหม่ 3 แห่ง ที่อยู่ในภาคอีสาน ประกอบด้วย โรงงานน้ำตาลรวมเกษตรกรอุตสาหกรรม จ.เลย โรงงานน้ำตาลขอนแก่น จ.ขอนแก่น และโรงงานน้ำตาลไทยกาญจนบุรี จ.อุดรธานี เพื่อให้ทันกับเปิดหีบอ้อยในฤดูการผลิตปี 2555/2556

“ก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สนอ.) ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังโรงงานน้ำตาลว่า จะไม่จัดสรรอ้อยให้กับโรงงานใหม่ที่ยังไม่ได้รับใบ ร.ง.4 จาก กรอ. ซึ่งที่ผ่านมานั้นโรงงานได้ยื่นขอไปนานแล้ว จึงอยากถาม กรอ.ว่าดึงเกมไว้เพื่ออะไรทั้งที่โรงงานเกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือว่า กรอ.ถูกใครบังคับ และหากเดือน พ.ย.นี้ ไม่สามารถเปิดหีบอ้อยใหม่ได้ ชาวไร่อ้อยที่เป็นคู่สัญญากับโรงงานดังกล่าวต้องขนส่งอ้อยไปให้กับโรงงานอื่นแทน เราจะขนอ้อยมาเทกองที่หน้ากระทรวงอุตสาหกรรม“ นายธีระชัย กล่าว

แหล่งข่าวจากโรงงานน้ำตาล กล่าวว่า ตามหลักการแล้วโรงงานน้ำตาลทรายเกิดจากการสนับสนุนของนโยบายรัฐโดยผ่านความเห็นชอบตั้งโรงงานใหม่จาก ครม. ดังนั้นการขอใบอนุญาตใดๆ ก็จะง่ายหากเทียบกับโรงงานประเภทอื่นๆ แต่ด้วยนโยบายการเข้มงวดกับโรงงานของกระทรวงอุตสาหกรรม ทำให้ขั้นตอนการอนุมัติประกอบกิจการมีความล่าช้ามาก ซึ่งใช้เวลายื่นเรื่องไปแล้ว 6-7 เดือน ในขณะที่โรงงานได้สร้างเสร็จแล้ว

นายอาณัติ ประภาสวัสดิ์ รองประธานกลุ่มพลังงานทดแทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 10 ปี (2555-2564) 2,000 เมกะวัตต์นั้นภาครัฐควรทบทวนพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าดังกล่าวให้มีความเหมาะสม เนื่องจากปัจจุบันได้มีการผลิตจริงแล้ว 200 เมกะวัตต์ แต่กลับไม่มีการกำหนดพื้นที่ในการสร้างโรงไฟฟ้า ทำให้ไปแย่งพื้นที่ทางการเกษตรกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางซึ่งส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม หากมีการตั้งโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์มากส่งผลให้พื้นที่ทางการเกษตรลดน้อยลง เพราะการผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ จะต้องใช้พื้นที่ 15 ไร่ หากดำเนินการครบทั้ง 2,000 เมกะวัตต์ จะทำให้พื้นที่หายไปถึง 3 หมื่นไร่เป็นอย่างต่ำ

"พื้นที่ที่เหมาะกับการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ควรจะส่งเสริมให้ไปตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก เนื่องจากเป็นพื้นที่แห้งแล้งและไม่ใช่พื้นที่ทางการเกษตรที่มีจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งการใช้พื้นที่ในการผลิตพืชอาหารกับพลังงานได้ นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ควรจะหันมาผลักดันและเพิ่มสัดส่วนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา (โซลาร์รูฟ) เพื่อให้การใช้พื้นที่ว่างบนหลังคาให้เกิดประโยชน์ ซึ่งในยุโรปนั้นมีการส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์รูฟถึง 80% ส่วนโซลาร์ฟาร์มเพียง 20% เท่านั้น" นายอาณัติ กล่าว

จาก http://www.thaipost.net  วันที่ 1 ตุลาคม 2555